‘กฤษฎีกา’ ชี้ ปม ‘ที่ดินเขากระโดง’ ยึดคำพิพากษา แนะ ‘รฟท.-กรมที่ดิน’ จับเข่าคุยแก้ปัญหา

12 พ.ย. 2567 - 16:31

  • ‘เลขาฯกฤษฎีกา’ แนะ ‘รฟท.-กรมที่ดิน’ จับเข่าคุยกันแก้ปัญหา ‘ที่ดินเขากระโดง’ เผยหลักการต้องยึดตามคำพิพากษา

  • ชี้เอ็มโอยู 44 ยกเลิกฝ่ายเดียวได้ แต่ไม่ควร หวั่นกระทบความสัมพันธ์

  • ขออย่าเรียก ‘พื้นที่ทับซ้อน’ ให้ใช้คำว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิ’ ตาม ‘รัฐบาลบิ๊กตู่’

Secretary_General_of_the_Council_of_State_advises_the_two_agencies_to_meet_and_talk_to_solve_SPACEBAR_Hero_86798cdaf7.jpg

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (เลขาฯกฤษฎีกา) ให้สัมภาษณ์ถึงคำพิพากษาศาลปกครองให้เพิกถอนที่ดินเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ แต่อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งไม่เพิกถอน ว่า โดยหลักแล้วเมื่อศาลมีคำพิพากษาก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น 

ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับกรมที่ดินในเรื่องนี้นั้น มองว่าเป็นปัญหาเรื่องการสื่อสาร หากลำดับเรื่องดีๆ หน่วยงานมาร่วมกันชี้แจง คิดว่าจะตรงกันได้ และไม่ใช่เรื่องว่าคำพิพากษาของศาลหรือคำสั่งอธิบดีใครใหญ่กว่าใคร ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรพูดกันคนละที น่าจะตั้งโต๊ะร่วมกันและพูดกันเสียทีเดียว จะได้เข้าใจว่าเดิมที่มาที่ไปนั้นเป็นอย่างไร

“โดยหลักการต้องยึดตามคำพิพากษาของศาลปกครอง ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน แต่กระบวนการและขั้นตอนยังไม่ตกลงกันให้ชัดเจน ไม่ได้มานั่งจับเข่าคุยกัน ผมคิดว่าถ้ามาจับเข่าคุยกันคงไม่เป็นปัญหามากนัก ย้ำว่าหากมีการพูดคุยกัน คงไม่จบลงที่การฟ้องร้อง เพราะที่หลวงก็คือที่หลวง ที่เอกชนก็คือที่เอกชน แค่นั้นเอง”

เลขาฯ กฤษฎีกา กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาสมมุติว่าเป็นที่หลวงแล้วให้เอกชนไปอยู่ เราจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร เช่น ให้เขาเช่าในราคาถูก อย่างนี้เราก็ทำกันเป็นปกติในกรณีที่ราชพัสดุ อย่างกรณีที่อยู่มานานจนคิดว่าเป็นที่ของตัวเอง พอพิสูจน์สิทธิ์กันได้ว่าเป็นของใครก็ทำตามกติกา ย้ำว่า “เรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันหรอก แค่คุยกันคนละทีสองที”

ผู้สื่อข่าวถามว่า คำพิพากษาของศาลปกครองค่อนข้างเคลียร์แล้วใช่หรือไม่  เลขาฯ กฤษฎีกา กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม แต่น่าจะชัดเจนอยู่ 

เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นการเมืองที่ทำให้สับสนใช่หรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกา ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่า “เรื่องการเมืองตนไม่รู้”

ปมเอ็มโอยู 44 ขออย่าเรียก ‘พื้นที่ทับซ้อน’ ให้ใช้คำว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิ’ ตาม ‘รัฐบาลบิ๊กตู่’

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเรียกร้องให้ยกเลิกเอ็มโอยู 44 สามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ ว่า ตามหลักการทำเอ็มโอยูมีจุดเริ่มต้นมาจากสองประเทศว่าจะคุยกันเรื่องอะไร ไม่ใช่อยู่ที่ว่าเราเป็นคนริเริ่มทำและทำฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมกันทำ

“ถามว่าการยกเลิกเอ็มโอยูฝ่ายเดียวทำได้หรือไม่ ตอบว่าทำได้ แต่ควรหรือไม่คือ ไม่ควร เนื่องจากมีผลกระทบมาก ต้องให้เกียรติกัน เราเริ่มมาด้วยกัน เวลาจะยกเลิก หลักการคือจะต้องพูดคุยกัน”

เมื่อถามถึงการอ้างพื้นที่ทับซ้อน เลขาฯ กฤษฎีกา อธิบายว่า เรื่องดินแดนทับซ้อนกันไม่ได้ ดินแดนใครดินแดนมัน แต่ในระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน พื้นที่ที่ยังคุยกันไม่ตกลงว่าเป็นดินแดนของใครจะใช้คำว่า ‘ทับซ้อน’ไม่ได้ มันผิด ต้องใช้คำว่า ‘พื้นที่อ้างสิทธิ’ ต่างคนต่างอ้าง 

“เพราะฉะนั้น เอ็มโอยูที่ทำขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน เราไม่ได้บอกว่าอันนี้ของเรา อันนี้ของเขา แต่เป็นเรื่องที่เราตกลงกันว่าอันนี้เราจะคุยกันถึงแนวทางการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจน แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยุติ เป็นเพียงกรอบการหารือ” เลขาฯ กฤษฎีกา กล่าว

เมื่อถามอีกว่า การใช้คำว่าพื้นที่ทับซ้อนในทางกฎหมายจะเสียเปรียบใช่หรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกา กล่าวยอมรับว่า ในกฎหมายระหว่างประเทศอาจมีผล แนะนำให้สื่อมวลชนใช้คำว่าพื้นที่อ้างสิทธิ เพราะต่างคนต่างอ้าง ตอนนี้ยังไม่ได้มีของใครเป็นของใครแน่ จะแบ่งกันอย่างไร

“และการใช้คำว่าทับซ้อนตนคิดว่าไม่เป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว เนื่องจากจะมีคนเอาไปอ้างหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นต้องไปขึ้นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อวินิจฉัย ก็จะหยิบยกไปอ้างได้ แต่หากเราคุยกันเป็นพื้นที่ต่างคนต่างอ้างสิทธิ มองว่าเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่า และจะเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่า”

เลขาฯ กฤษฎีกา กล่าวต่อว่า ทั้งหมดพูดในแง่ทางวิชาการ ไม่มีการเมือง ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใช้คำว่าพื้นที่อ้างสิทธิมาตลอด ไม่เคยใช้คำว่าพื้นที่ทับซ้อน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์