ไร้คำว่า ‘ไฟเขียว’ ในคำตอบปม ‘เงินดิจิทัล 1 หมื่น’

9 ม.ค. 2567 - 13:47

  • ‘เลขาฯ กฤษฎีกา’ แจงชัดๆ ไม่มีคำว่า ‘ไฟเขียว’ ในคำตอบ ‘เงินดิจิทัล 1 หมื่น’

  • ระบุออกเป็น ‘พ.ร.บ.’ หรือ ‘พ.ร.ก.’ ก็ได้ แต่ต้องยึดเงื่อนไขในกฎหมายวินัยการเงินการคลัง

  • การันตีถ้าทำตามปลอดภัยแน่ ปัดตอบวิกฤติหรือไม่ เหตุดูเฉพาะข้อกฎหมาย

secretary_general_of_the_Council_of_State_clarifying_case_digitalwallet_SPACEBAR_Hero_2105344b5b.jpg

คำตอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ของรัฐบาล กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้วถือเป็นการส่งสัญญาณ ‘ไฟเขียว’ ให้รัฐบาลหรือไม่ เรื่องนี้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ยืนยันชัดเจน “ไม่มีคำว่าไฟเขียว” ส่วนภายหลังส่งเรื่องให้รัฐบาลแล้ว รายละเอียดจะต้องไปเข้าในคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ก่อน และเรื่องนี้เป็นเรื่องลับ อาจจะต้องนำไปให้กระทรวงการคลัง เป็นคนชี้แจงในรายละเอียด พร้อมย้ำว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบในแง่ข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว

เพราะกฤษฎีกาเป็นนักกฎหมาย แต่เงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 มีอะไรบ้าง ซึ่งในเงื่อนไขในนั้น จะบอกว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ต้องแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขวิกฤติของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาดูกันว่ามันเข้าเงื่อนไขนั้นหรือไม่ ซึ่งเราในฐานะนักกฎหมายคงจะตอบได้เพียงเท่านั้น หากจะถามว่าออกเป็นกฎหมายได้หรือไม่นั้น มาตรา 53 ก็บอกแล้วว่าให้ออกเป็นกฎหมายได้ ส่วนจะเป็น พ.ร.บ. หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ก็แล้วแต่ เพราะออกเป็นกฎหมายเหมือนกัน มีเพียงเท่านี้ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้

เมื่อถามว่า ข้อเสนอแนะที่ให้ไปมีอะไรบ้าง นายปกรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า ไม่มีอะไรเลย เพียงแต่เป็นการอธิบายถึงมาตรา 53 และบอกว่า คงจะต้องรับฟังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลเชิงประจักษ์ยืนยันได้เท่านั้นเอง เมื่อถามย้ำเรื่องได้ชี้ว่ารัฐบาลควรจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไรใช่หรือไม่นั้น ปกรณ์ ระบุว่า ตนเป็นนักกฎหมาย ชี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยตัวเลขที่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์   ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นของกฤษฎีกาสามารถรับประกันได้หรือไม่ ว่ารัฐบาลจะทำอะไรที่ไม่ผิดกฎหมาย ปกรณ์ ระบุว่า “อันนี้ไม่รู้” เมื่อถามอีกว่า สามารถใช้อ้างอิงได้หรือไม่ ปกรณ์ ระบุว่า “สามารถใช้อ้างอิงได้ เพราะเรายืนตามมาตรา 53 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ตอบอย่างนั้นเป๊ะ”

เมื่อถามย้ำว่า การันตีได้หรือไม่ว่า ถ้ารัฐบาลทำตามคำแนะนำของกฤษฎีกาแล้วจะปลอดภัย นายปกรณ์ ระบุว่า “อ๋อ ถ้าทำตามผม ปลอดภัยแน่นอนครับ” เมื่อถามว่า หากมีปัญหา รัฐบาลสามารถอ้างอิงความเห็นของกฤษฎีกาเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้หรือไม่ ปกรณ์ ระบุว่า “ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขทุกอย่างก็จะไม่มีปัญหาอะไร”                

ส่วนกรณีรัฐบาลอ้างเรื่องของจีดีพีโตที่โตไม่ทัน ได้ให้ความเห็นไปอย่างไรนั้น ปกรณ์ ระบุว่า “ผมเป็นนักกฎหมาย ให้ความเห็นไม่ได้” เมื่อถามว่า การที่ระบุว่าอยู่ในช่วงภาวะวิกฤติ แต่จะมีการตราเป็น พ.ร.บ. จะย้อนแย้งกันหรือไม่นั้น ปกรณ์ ระบุว่า “ไม่เป็นอะไรเลย ความจริงแล้ว พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพียงแต่บอกว่าให้กู้ได้โดยตราเป็นกฎหมาย ทีนี้กฎหมายก็จะมีทั้ง พ.ร.บ. และ พ.ร.ก. เดิมที่ผ่านมาเป็น พ.ร.ก. ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่เป็น พ.ร.บ.ถามว่าทำได้หรือไม่ ก็ทำได้ 3 วาระรวดก็เคยมีมาแล้ว ซึ่งมันไม่ได้ยากอะไร”                

สำหรับการออกเป็น พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. แบบไหนจะมีความเสี่ยงน้อยกว่ากันหรือปลอดภัยมากกว่ากัน ปกรณ์ ระบุว่า “ถ้าเรียกว่าปลอดภัย ก็ปลอดภัยทั้งคู่ ถ้าถูกเงื่อนไขมันก็ปลอดภัยหมด แค่นั้นเอง” เมื่อถามถึงกรณี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ออกมาระบุว่า กฤษฎีกา ‘ไฟเขียว’ ใช้คำนี้ไม่ได้ใช่หรือไม่ ปกรณ์ ระบุว่า

ผมเข้าใจว่า รัฐมนตรีช่วยไม่ได้ใช้คำว่าไฟเขียวนะ เพราะผมเองก็ไม่ใช่ตำรวจจราจร แต่ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขก็ทำได้ ไม่เป็นปัญหาอะไร ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือเปล่า

ส่วนที่กฤษฎีกาส่งคำตอบมาแล้ว มีอะไรที่น่าห่วงอีกหรือไม่ ปกรณ์ ระบุว่า “ผมไม่ห่วงอะไรเลย เพราะจริงๆ แล้ว รัฐบาลทำอะไร ทุกรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่ถูกต้อง ฉะนั้น ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนคงจะยืนอยู่บนข้อเท็จจริงเหล่านี้เหมือนกัน”  

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีคำถามเพิ่มเติมจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ว่า วิกฤติหรือไม่วิกฤติ ปกรณ์ ระบุว่า “ไม่มีคำถามนี้ แค่ถามว่าออกเป็น พ.ร.บ.ได้หรือไม่ แค่นั้นเอง”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์