พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงการดูแลพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ว่า จะมีการปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อซีลชายแดนให้แน่นขึ้น และจะมีการตรึงกองกำลังต่างๆ ให้แน่นขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะเพิ่มการลาดตระเวนสกัดกั้น และใช้มาตรการทางการข่าว เนื่องจากบริเวณแนวชายแดนประเทศไทยมีพื้นที่ยาวมาก คงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำเจ้าหน้าที่ทหารขึงพืดตามแนวชายแดน จึงจะต้องมีการประสานกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานข่าวกรอง
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกำลังพลเพียงพอหรือไม่? แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า จะใช้กำลังมหาศาลอย่างไรก็ไม่พอ เราต้องรู้จักจัดวางและศึกษาเส้นทางจุดล่อแหลมที่เขาจะเข้ามา พร้อมต้องวางจุดตรวจ จุดสกัด ขณะที่พื้นที่ทุรกันดารและยากลำบาก ก็ต้องมีการจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล พร้อมนำอุปกรณ์ส่วนหนึ่งที่ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้าไปสนับสนุนอุปกรณ์ชุดเฝ้าตรวจ เป็นต้น
ส่วนเมื่อถามต่อไปว่า มีข้อมูลหรือไม่ว่าไฟฟ้าที่จ่ายไปจากประเทศไทย ส่งไปใช้แบบผิดประเภท? แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า เราจะใช้กลไกของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นศูนย์สั่งการชายแดน ส่วนเรามีหน้าที่สนับสนุนกำลังพลเพื่อตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็น CEO ของแต่ละจังหวัด
เมื่อถามย้ำว่า กระทรวงมหาดไทย ระบุอยากให้ฝ่ายความมั่นคงชี้ให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ? แม่ทัพภาคที่ 3 ก็ระบุว่า เป็นเรื่องของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดูแล โดยเรามีหน้าที่สนับสนุนด้านกำลังพล มีกลไกประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้มีการรายงานหรือไม่ว่าบริเวณด่านชายแดนไปยังเมืองชเวโกะโก จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา มีความผิดปกติหรือไม่? แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า ช่วงนี้อากาศมีความแห้งแล้ง บริเวณแม่น้ำเมยมีระดับลดลง สามารถเดินข้ามลำน้ำได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการลักลอบเข้าไปหรือออกมาจะต้องใช้การลาดตระเวนเฝ้าตรวจ และอาจจะต้องมีการวางเครื่องมือ
ขณะที่การเข้า-ออกของชาวจีนส่วนใหญ่เป็นการออกหนังสือเดินทางอย่างถูกต้อง แต่หลังจากที่มีข่าวการค้ามนุษย์ออกมา ทางจังหวัดก็มีการกวดขัน เมื่อเห็นว่ามีลักษณะท่าทางไม่ดี




