รปห.เงียบ ฟังแล้วแสลงใจ ! 'สว.กอบ' เดินหน้าร้อง ป.ป.ช. สอบ กกต. เปิด 'สำนวนฮั้ว สว.'

6 ต.ค. 2569 - 13:04

  • ด่ากราด ตั้งแต่ราชบัณฑิต-สส.-ไอลอว์ ชี้นำสังคมทำบ้านเมืองปั่นป่วน กล่าวหาเป็น ‘รัฐประหารเงียบ’ ฟังแล้วแสลงใจ ชี้ 'สว.' ไม่เคยตอบโต้

รปห.เงียบ ฟังแล้วแสลงใจ ! 'สว.กอบ' เดินหน้าร้อง ป.ป.ช. สอบ กกต. เปิด 'สำนวนฮั้ว สว.'

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สว. กล่าวถึงการยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า จะขอทําความเข้าใจเรื่องบทบัญญัติของกฎหมาย ในฐานะสมาชิกวุฒิสภามีอํานาจหน้าที่โดยตรง ในการใช้อํานาจนิติบัญญัติแทนประชาชน ปัญหาปัจจุบันนี้ เกิดจากการที่มีกลุ่มบุคคล พยายามบิดเบือนอํานาจของกฎหมาย ใช้วิธีการไม่เคารพกฎหมาย

“ผมขอยืนยันว่า คํากล่าวหามีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่การวินิจฉัยล่วงหน้า ว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทําผิด และขอให้คุ้มครองสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”

ส่วนในคําร้องที่ยื่นไปนั้น มีการร้องกี่บุคคล พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า เมื่อเรื่องไปถึง ป.ป.ช. แล้ว ถือเป็นความลับ เป็นหน้าที่ ป.ป.ช. ดําเนินการ ตนเองไม่สามารถตอบได้ว่า ร้องใครหรือร้องอย่างไร เป็นสิทธิ์ของ ป.ป.ช. ซึ่ง กกต.เป็นองค์กรอิสระ ที่อยู่ในขอบเขตสามารถให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบได้ ขออย่าลงลึกในรายละเอียด

ขณะที่จะยื่นร้องประธาน กกต. ด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีพฤติการณ์เปิดเผยสำนวนคดีเช่นเดียวกัน พันตำรวจเอกกอบ ย้ำว่า ทุกอย่างที่กระทําต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ท่านประธาน กกต. หรือ กกต.ก็ดี ต้องเคารพกฎหมาย เป็นสิทธิ์ เป็นอิสระ ปราศจากอคติทั้งปวง และการใช้ดุลพินิจ ถามว่าที่ท่านออกมาให้สัมภาษณ์อคติหรือไม่ ที่ระบุในรัฐธรรมนูญคืออคติทั้งปวง แต่ทางพุทธศาสนามี 4 อคติ ได้แก่ รัก โลภ โกรธ หลง สว. ทำหน้าที่นิติบัญญัติ จะไม่โต้แย้งข้อเท็จจริง แต่จะทำความเข้าใจข้อกฎหมาย โดยยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก กฎหมาย ระเบียบ หรือการกระทำใดที่ขัดรัฐธรรมนูญจะทำไม่ได้ สิทธิในการให้สัมภาษณ์สื่อมีได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น เสียงข้างน้อยต้องเคารพเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องให้เกียรติเสียงข้างน้อย

พันตำรวจเอก กอบ ระบุว่า ในการลงมติให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ ปัจจุบันผู้รู้หลายคนไม่ทำตัวเป็นกลาง การร่างรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อทำความเข้าใจ และให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่ชี้นำว่า ฝ่ายใดผิดหรือถูก การกล่าวหาเกินเลยไปถึงขั้นว่า เป็นการรัฐประหารเงียบนั้น พูดเกินไป ในขณะที่เป็นตุลาการเคยทำงานภายใต้พระปรมาภิไธย เมื่อออกมาแล้ว ก็ต้องมีจริยธรรมของนักกฎหมาย

"ผมอยากเตือนสติท่านทั้งหลาย ที่ออกมาพูด ออกมาทำเวที ออกมาชี้นำต่าง ๆ ท่านเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้นเลย ท่านเคยมีตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วยซ้ำไป บางท่านยังเป็นผู้ที่ร่วมกันออกกฎมาตรฐานทางจริยธรรมด้วย ทําไมไม่คิด ตอนที่ท่านอยู่ในหน้าที่ทําไมไม่แก้ หรือไม่มีเวลาแก้ ทําอะไรอยู่ เขาออกมาแล้วที่ว่าคนอื่นไม่ดี คนนั้นไม่ดี จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทําตัว" พันตำรวจเอก กอบ กล่าว

สำหรับกรณีร้องจริยธรรม หรือ สส. ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า สส. ก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรม การนำหลักกฎหมายต่างประเทศมาใช้ในไทยไม่ได้ เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา กกต. ยังไม่มีคำวินิจฉัย มีเพียงมติ การที่ชี้ว่าพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่ถูกต้อง นักกฎหมายต้องมีเหตุผล และจริยธรรม

พันตำรวจเอก กอบ กล่าวยืนยัน สิ่งที่พูดวันนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ส่วนข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของการกล่าวหา สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับความคุ้มครอง ระบบยุติธรรมไทยมี 2 ระบบ คือระบบกล่าวหาในคดีอาญาทั่วไป และระบบไต่สวนที่ใช้ในศาลอาญาทุจริตฯ รวมถึง กกต. ไม่ว่าจะใช้ระบบใด ต้องยึดประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นหลัก การแจ้งข้อกล่าวหาโดยสรุปตามข้อบังคับ กกต. นั้น ไม่ถูกต้อง หากมาตรฐานต่ำกว่ากฎหมายกลาง ก็ต้องใช้กฎหมายกลาง

"ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สว.ยอมรับการตรวจสอบ เคยว่าใครบ้างหรือไม่ สส. ก็ไม่ว่า ถ้าจะกล่าวก็พูดในที่ ประชุมสภาไม่มีออกไปตั้งโต๊ะ ไม่เคยโต้แย้ง แต่การพูดนอกสภา ทำให้ประชาชนสับสน ปัจจุบันประชาชนเดือดร้อนเรื่องน้ำท่วม ไฟไหม้ ท่านเคยเห็นกลับไปดูหรือไม่ ประชาชนภาคเอกชนเตรียมของไว้ช่วย หันหลังไปดูมีคนขโมยไปแล้ว บอกเป็นของตัวเอง แบบนี้ควรทํา เป็นเด็กเป็นเล็กต้องดูว่าผู้ใหญ่ทําอะไร ไม่ใช่พอมีอะไรขึ้นมา ก็มาเที่ยวด่ากัน เสียหายหมด ท่านไม่ทําอะไรให้เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองเลย นอกจากทําประโยชน์ให้เกิดแต่ในโซเชียล บ้านเมืองก็วุ่นวาย เราทํางานฝ่ายนิติบัญญัติถูกกล่าวหาอยู่ฝ่ายเดียว เราเคารพกฎหมายถึงไม่พูด เพราะเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอถามว่า ท่านมีสิทธิ์อะไร ท่านเป็น สส. มีสิทธิ์มาตรวจสอบ สว. หรือ คนที่ตรวจสอบ สว. คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีหนึ่งสิทธิ์เสียงหนึ่งเสียงเท่ากัน อย่าก้าวก่าย ปัจจุบันท่านเป็นกรรมาธิการ ท่านก็ไปแทรกแซงหน่วยงานรัฐ จะเรียกใครมาท่านก็ออกคําสั่งเรียก ใช้กันพร่ำเพื่อ บางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องประโยชน์ของประชาชน เอามาเป็นประเด็น" พันตำรวจเอก กอบ กล่าว

พันตำรวจเอก กอบ กล่าวยกตัวอย่างปัญหาเรื้อรังที่เกิดจากการปกครอง ไม่มีเสถียรภาพมาจากความเป็นผู้นำ ยกตัวอย่าง MOU 43/44 ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลใด ทำไมถึงยอมเสียอธิปไตย ทั้งที่ศึกษากันแล้วว่า ทำให้เสียประโยชน์ ตอนนี้ยังไม่มีการยกเลิก ทำไมไม่นำเรื่องนี้ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนแทน การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจผ่านรัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระ การกระทำทุกอย่าง ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การตั้ง กกต. หรือตั้งศาล ก็ต้องมีผู้รับสนองฯ

พูดว่า สว. รัฐประหารเงียบ พูดได้ยังไง เป็นผู้ใหญ่ รัฐประหารมันแสลงใจ ไม่ใช่หลักการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย

— พันตำรวจเอก กอบ กล่าว

เมื่อถามถึงการวิจารณ์คำวินิจฉัยของ กกต.นั้น พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า คดีการกล่าวหา สว. มีที่มาโดยไม่ชอบ ตนเองติงตั้งแต่วันแรก ต้องมองภาพรวมว่า คดีมีที่มาอย่างไร มีอำนาจสอบสวนหรือไม่ ยกเว้น กกต. เชิญมาให้ข้อมูล หากไม่เชิญ ก็ไม่มีอำนาจสอบสวน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต. มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส่วน DSI มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่า พ.ร.ป. การนำคดีพิเศษมาเชื่อมโยงกับคดีไต่สวน สว. เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 บัญญัติเรื่อง สว. ไว้ และมีระเบียบ กกต. รองรับ

เมื่อมีผู้สมัครไปร้องศาลปกครอง ศาลพิพากษาให้ยกเลิกระเบียบ กกต. ก็ยกเลิก แต่ไม่ได้กำหนดบทนิยามใหม่ การแนะนำตัวของ สว. จึงทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สส. ในการเลือกตั้งต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ สว. ไม่มีข้อกำหนดนี้ ค่าสมัคร สว. จำนวน 2,500 บาท จะกล่าวหาว่าเป็นการฟอกเงินได้อย่างไร

เมื่อถามว่าการใช้สิทธิของ กกต. ในการชี้แจงแนวทางการลงมติของเสียงข้างน้อย ถือว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่ พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า ต้องไปถาม กกต. ว่าปฏิบัติตามระเบียบ กกต. ที่มีรองรับไว้หรือไม่ ในการแถลงข่าวของประธาน กกต. เป็นมติของ กกต. การแถลงข่าวของเสียงข้างน้อยเป็นมติของ กกต. หรือไม่ เป็นเรื่องของความเหมาะสม

เมื่อถามว่าจะใช้ช่องทางอื่นในการตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ เช่นการรวบรวมรายชื่อส่งประธานวุฒิสภายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า ไม่อยากให้ความเห็นทางกฎหมาย เพราะไม่มีหน้าที่ตรงนั้น แต่สิทธิ์ของทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อนเท่ากัน จะใช้ช่องทางใดก็ต้องมีกฎหมายรองรับเป็นหลักของกฎหมายมหาชน ที่บอกว่าไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ เมื่อกฎหมาย กกต.ให้อำนาจในการ ตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหลายก็อยู่ที่ กกต. คำวินิจฉัยของ กกต.ให้เป็นที่สุด

ส่วนมองการที่ iLaw คอยเปิดเผยข้อมูลในคดีออกมาเรื่อยๆ เหมาะสมหรือไม่นั้น พันตำรวจเอก กอบ กล่าวว่า ไอลอว์มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชน ไม่ใช่ชี้นำหรือชักจูงให้เข้าใจผิด ไอลอว์ กกต. สว. และ สส. ล้วนมีกฎหมายรองรับ ไอลอว์เป็นครอบครัวนักกฎหมาย ควรนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคง ไม่ใช่ละเมิดสิทธิผู้อื่น

นอกจากนี้ พันตำรวจเอกกอบ ยังทิ้งท้าย​ในเรื่องการประชุมปรึกษา เพื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 184 กำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษา หัวหน้าผู้พิพากษา หรือเจ้าของสำนวนเป็นประธาน ให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาออกความเห็นทีละคนในทุกประเด็น โดยประธานทำความเห็นเป็นคนสุดท้าย การวินิจฉัยให้ถือตามเสียงข้างมาก หากมีความเห็นแย้งกันเกินกว่า 2 ฝ่ายจนหาเสียงข้างมากไม่ได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมาก ยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายน้อยกว่า กฎหมายมีกำหนดไว้ชัดเจน ควรนำไปศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าการแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการผ่านการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเสริมสร้างความยุติธรรม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์