'ณัฐพงษ์' รับ MOA ยกมือให้ ‘อนุทิน’ มีส่วนสร้างระบอบสีน้ำเงิน

25 พ.ค. 2569 - 12:43

  • ไม่รับปากขอโทษ ‘สว.’ ปมกล่าวหา ยันไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา

  • ขอทุกคนมองไปข้างหน้า แก้ปัญหาต้นตอจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ เหตุประเทศอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กินรวบทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ มอง ‘ภูมิใจไทย’ เป็นแค่เอเยนต์

'ณัฐพงษ์' รับ MOA ยกมือให้ ‘อนุทิน’ มีส่วนสร้างระบอบสีน้ำเงิน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงกรณีที่วุฒิสภานัดรวมตัวกันแถลงตอบโต้ กรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นระบบสีน้ำเงิน และมีการกำหนดไทม์ไลน์ให้ขอโทษภายใน 3 วัน ว่า เนื่องจากมีการแถลงข่าวที่ซับซ้อนกัน ตนเองยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน ตนเองไม่ติดขัดที่จะแถลง แต่อยากให้ดูคนที่ออกมาแถลง มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการคัดเลือก สว.ในรอบสุดท้าย ว่ามีการสวมสีเสื้อ หรือนั่งรถมาอย่างไร หากลองตรวจสอบรายชื่อ ก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์ และเจตนาถึงการออกมาแถลง  

ณัฐพงษ์ ยืนยันว่า พวกเราต้องการทำให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด การโพสต์ไม่ได้ระบุตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เราตั้งข้อสังเกตเหมือนที่สังคมสงสัยเลย ยืนยันว่ามีเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และอยากเรียกร้อง สว.ว่า หากเห็นว่าการคัดเลือกวุฒิสภามีปัญหา ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปแก้ที่ระบบ คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราได้ประกาศหลักการสำคัญไปแล้ว 3 ประการ คืออยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับ สว.กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงอยากเชิญชวน สว.ให้เห็นด้วยกับ 3 หลักการของพรรคประชาชน 

ส่วนกรณีที่ สว.ยืนยันที่จะคงหลักการเสียงเห็นชอบ สว. 1 ใน 3 นั้น หากในร่างพรรคประชาชนไม่ปรับแก้ อาจจะมีการคว่ำร่างได้ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคการเมืองหรือวุฒิสภา มีสิทธิที่จะเสนอร่าง หรือกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตนเอง แต่วิธีการที่จะได้มาซึ่งวิธีการ สุดท้ายจะมีกระบวนการแบบไหนต้องผ่านรัฐสภาในวาระที่ 1 และไปแก้ไขชั้นกรรมาธิการวาระ 2 ที่จะได้ทุกร่างมาถกเถียงกัน หากทุกคนเห็นชอบตรงกันในชั้นกรรมาธิการ ก็อยากให้ สว.ยอมรับ นี่จึงจะเป็นการแสดงความจริงใจ ว่า สว.ทุกคนไม่ปิดกั้น แต่เปิดกว้าง และไม่ได้ต้องการรักษาอำนาจ หรือสิทธิพิเศษของตนเอง ให้คงอยู่ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนประเมินข้อดีข้อเสียในการออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาอย่างไร เพราะการผ่านความเห็นชอบในมาตรา 256 ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ในแถลงการณ์ของพรรคประชาชน สว.มองว่าเป็นการบ่อนทำลาย จะได้เสียง สว.สนับสนุนหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา ซึ่งหลักการ 3 ข้อของพรรคประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่าไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เพราะกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่ ไม่ใช่กระบวนการแก้ไขฉบับเดิม  

ณัฐพงษ์ ย้ำว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรให้สิทธิรัฐสภาทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ไปตัดอำนาจในส่วนนี้ การที่ตนเองสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ก็พยายามสื่อสารให้ประชาชน และสังคมเห็นว่า ระบอบการเมืองที่ผูกขาดสังคม และตนเองตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย กำลังมีอำนาจรัฐในฝ่ายบริหาร และกลุ่มก้อนการเมืองนี้ มีอำนาจเหนือวุฒิสภาหรือไม่  

เนื่องจากวุฒิสภาก็เลือกองค์กรอิสระมา ภายใต้การผูกขาดเช่นนี้ ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในประเทศนี้ล้มเหลว ประเทศขาดความโปร่งใส ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นว่า ดัชนีการทุจริตเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชน และผู้ประกอบการ หาก สว.เห็นด้วยกับการยกระดับการตรวจสอบถ่วงดุล ก็ควรที่จะเปิดกว้างเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เชื่อถือมากที่สุดว่า สว.ไม่ได้เข้ามาขัดขวางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ  

สำหรับกรณีมีคำถามย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนว่า การกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ส่วนหนึ่งมาจาก MOA และการยกมือของพรรประชาขนในวันนั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งแรกตนต้องยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินทางการเมืองของพรรคประชาชนที่ผ่านมา แต่อยากเน้นย้ำว่าสิ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลว คือความอ่อนแอจากภายใน จากการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่กัดกินประเทศนี้อยู่  

การตรวจสอบถ่วงดุลที่ล้มเหลว หนีไม่พ้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตอย่างตรงไปตรงมา หรือจับเข้าคุกแบบที่เราเห็นในเกาหลีใต้ หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ลงโทษกัดกินงบประมาณแผ่นดิน ที่ทำให้ตึกทั้งตึกถล่มลงมา หรือแม้กระทั่งถนนในประเทศยังเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้ประชาชนขาดคุณภาพชีวิตที่ดี อยากทำให้ไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน การปราบปรามทุจริตมีความเข้มข้นและการสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลเป็นสิ่งจำเป็น หนีไม่พ้นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เช่นในอดีตรัฐธรรมนญูปี 2540 ประชาชนเคยเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ ที่ไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา  

“ผมจึงเห็นว่า การจัดทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่ เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะยกระดับอำนาจของประชาชน และประเทศมีความโปร่งใสมากขึ้น จึงเป็นที่มาที่ในอดีต การที่เราตัดสินใจเช่นนั้น เพราะเราเห็นต้นตอจริงๆ ว่ากติกาสูงสุดของประเทศมีปัญหา ยอมรับว่า การตัดสินใจที่ผ่านมา ส่งผลถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แต่อยากเชิญชวนทุกคนมองไปข้างหน้า ตอนนี้สถานการณ์การเมืองไทยเป็นแบบนี้ เราอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่กำลังกัดกินประเทศอยู่ กินรวบอำนาจทั้งการเมือง และเศรษฐกิจในปัจจุบัน หน้าที่ของพรรคประชาชนเรายืนในจุดเดิม และพร้อมจะรณรงค์สื่อสารกับประชาชนทั้งประเทศ ว่าทางอออกของประเทศนี้ คือการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด” ณัฐพงษ์ กล่าว 

ส่วนรู้สึกอย่างไรกับข้อกล่าวหาที่ระบุ พรรคประชาชนคือส่วนหนึ่งทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงิน ณัฐพงษ์ ยอมรับว่า การตัดสินใจในอดีต ทำให้เกิดสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ตนเองมองว่า ระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย ตนเองไม่ได้ปฏิเสธว่า การตัดสินใจของพวกเราในอดีต นำมาซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน  

แต่เชื่อว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ว่าพรรคการเมืองใดที่เข้ามาบริหารประเทศก็ตาม ตราบใดที่เรายังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และองค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง คอยทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนเสมอ และจริงๆ แล้ว พรรคภูมิใจไทยอาจจะเป็นด่านหน้า เป็นเอเยนต์คนหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินตรงนี้ แต่หากเราจะสร้างทางออกให้ประเทศจริงๆ ก็ต้องเอาหลังพิงประชาชน กลับไปเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ และให้การยอมรับ 

ส่วนการที่บอกว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนต์นั้น ระบุได้หรือไม่ว่าองค์ประกอบของระบอบสีน้ำเงินมีอะไรบ้าง ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองอยากให้ทุกคนช่วยกันวิเคราะห์ และคิดตามว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน มีส่วนประกอบอะไรบ้าง อย่างที่ตนเองเคยบอกไปแล้วว่า เคยตั้งคำถามกับ สว.บางส่วน ที่มาขององค์กรอิสระบางส่วน อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งหรือไม่ หากทุกคนเห็นภาพตรงกัน ก็จะรู้ว่าทางออกของประะเทศที่ควรจะแก้ไขเป็นอย่างไร 

เมื่อถามถึงการที่พรรคภูมิใจไทยเปิดไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ถือว่าแสดงความจริงใจแล้วหรือไม่ ณัฐพงษ์ เชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้เสร็จเร็วไม่ใช่ทางออก แต่การได้ร่างที่ดี และยึดโยงกับประชาชนคือทางออก พรรคประชาชนไม่ได้ต้องการชะลอ หรือเตะถ่วง แต่สิ่งที่เราคิดว่า สิ่งที่สำคัญคือกระบวนการจัดทำ โดยยึด 3 หลักการที่เราเคยพูดไว้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่ จะได้รัฐธรรมนญูที่ดีที่สุด ที่ประชาชนอยากมองเห็น  

โดยพรรคประชาชนอาจจะมีหลายทางเลือก และยอมรับว่า เท่าที่รับทราบจากพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) มีการติดต่อมา ทั้งจากฝั่งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ในการขอเสียงสนับสนุน เนื่องจากเสียงไม่พอ ยืนยันว่า เราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่ไม่ขัดต่อหลักการของพรรคประชาชน 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์