ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ งาน ‘ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้วเลือก สว.’ ที่พรรคประชาชนจัดขึ้น โดยนำพยานในคดี มาบอกเล่าขั้นตอนวิธีการตั้งแต่ ก่อน ระหว่าง และหลังการเลือก สว. เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติ ที่เชื่อมโยงกันทั้งกระบวนการ ซึ่งมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง จนอาจมองได้ว่า นี่คือการโกง
เมื่อ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้เข้ายื่นข้อมูลต่อฝ่ายค้าน เพื่อให้ตรวจสอบหลักฐาน โดยนำข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ มาไล่เรียง พร้อมตั้งข้อสังเกต และระบุชัดถึง 9 นักการเมือง ที่อาจมีส่วนสำคัญในขบวนการดังกล่าว ก็ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง
ไม่แจง 'ข้อกล่าวหา' แต่ฟ้อง 'หมิ่นประมาท'
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ยืนยันว่า จะมีการฟ้องหมิ่นประมาท
แม้ยิ่งชีพจะร้องขอไม่ให้มีการฟ้องร้องแยกหลายพื้นที่ เพราะเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างาม สอดรับกับฝ่ายค้าน ที่อยากให้นายกฯ ใจกว้าง รับการถูกตรวจสอบ แต่อนุทินก็ยังมองว่า เขาไม่มีสิทธิ์ เป็นเรื่องของผู้ที่ถูกกล่าวหา
การเปิดหน้าชนครั้งนี้ ส่งผลให้การเข้าชื่อ เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนของ ConforAll ได้ครบจำนวน 50,000 รายชื่อภายในข้ามคืน และปัจจุบันทะลุเกินกว่า 100,000 รายชื่อไปแล้ว
จากนั้น ยิ่งชีพจึงได้เซ็นใบแต่งตั้ง อานนท์ นำภา เป็นทนายความไว้รอ โดยจะใช้เงิน 'กองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สรุจริต และเที่ยงธรรม' เพื่อต่อสู้คดีต่อไป พร้อมเริ่มรณรงค์คนที่เห็นด้วยกับเขา ติด #สั่งฟ้องสว พร้อมเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ 'ชี้นิ้วสั่ง กกต.' ด้วย
‘ส้ม’ ฮั้วเหมือนกัน แต่ไม่สมหวัง ?
หนึ่งข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งคำถามกลับ คือแคมเปญ 'สว.ประชาชน' เพื่อเชิญชวนประชาชนมาร่วมลงสมัคร สว. ในปี 67 ที่ คณะก้าวหน้า ร่วมกับ iLaw ก็เป็นการ ‘ฮั้ว’ เหมือนกันหรือไม่ โดยมีเพจต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย ได้พยายามขุดภาพ และคำพูดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในตอนนั้นขึ้นมา
ศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ระบุถึงการรณรงค์ดังกล่าวว่า แคมเปญ สว.ประชาชน สว.สีส้ม แต่เมื่อกระบวนการที่ทำร่วมกันไม่สำเร็จกลับกล่าวหา สว.สีน้ำเงิน และกล่าวหาพรรคภูมิใจไทย กระบวนการที่พวกเขาทำ ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ iLaw และพรรคประชาชน ดำเนินการนั้น เพราะเสียผลประโยชน์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เจตนาไม่บริสุทธิ์ พร้อมเรียกร้องให้หยุดการกระทำ ใช้กรรมาธิการของสภาฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. หนึ่งในคนเข้าร่วมแคมเปญ ชี้แจงว่า กิจกรรมดังกล่าว มีการนัดพบกัน เพื่อแนะนำตัวของผู้สมัคร สว.ที่มีจุดร่วมกัน คือต้องการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีอะไรปิดบัง และยังเชิญ กกต.มาร่วมสังเกตการณ์ มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อ จากคนที่ตกรอบไปแล้ว ก่อนในการแนะนำตัวช่วงโค้งสุดท้าย จะมีการผ่อนปรนขึ้น
เขายกคำวินิจฉัยศาลปกครอง ที่ตีความตามรัฐธรรมนูญ คือต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่ กกต.วางระเบียบ ซึ่งเมื่อ กกต.เอง ก็ไม่ได้ออกระเบียบมาใหม่ ทำให้ฐานความผิดตามกฎหมายเหลือ 2 ฐานหลัก คือ การเลือกโดยทุจริตตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ม.77 ไม่ว่าจะเป็นการให้อามิสสินจ้าง การจัดมหรสพ การจัดเลี้ยง การหลอกลวง ข่มขู่คุกคาม ใส่ร้ายจนถึงการจูงใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิด กับ ม.76 คือเป็น กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะ สส. หรือ อปท. ช่วยเหลือผู้สมัคร
"หากเป็นการนัดพบนัดคุยนัดเจอของผู้สมัคร ผมยืนยันมาโดยตลอดว่า ไม่เป็นความผิด และควรส่งเสริม รวมทั้งให้ประชาชนได้เข้ามาสังเกตการณ์ด้วย ไม่ว่าจะแนะนําผ่านเวที หรือออนไลน์ ตราบเท่าที่ไม่ผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ม.77 และ 76 ดังกล่าว" เทวฤทธิ์ ทิ้งท้าย
เปิดเส้นเงิน โอนผ่าน 'ผู้ช่วย สส.' ให้ 'ผู้สมัคร สว.'
ฝ่ายค้านจัดเวที ‘เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2’ อีกครั้ง ก่อนงานไม่กี่วัน พริษฐ์ วัชสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดเผยคลิปวิดีโอที่ปรากฎภาพชัดเจนว่า หนึ่งในผู้สมัคร สว. ยื่นโพยให้ กกต. เก็บไป คือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา
ยิ่งชีพ ระบุถึงเป้าหมายของการเปิดเผยข้อมูล และการตั้งคำถามต่อบุคคลต่างๆ ว่า ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน แต่เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกพาดพิงออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ หากข้อมูลส่วนใดคลาดเคลื่อน ก็พร้อมตรวจสอบและแก้ไข
โดยเฉพาะข้อมูลเส้นทางการเงินของผู้ช่วย สส.คนหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งมีประวัติรับโอนเงินจากบุคคลที่ถูกดำเนินคดี และต่อมาได้โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในช่วงก่อน และระหว่างวันเลือก สว. พร้อมระบุเหตุผลการโอนที่แตกต่างกัน เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน หรือค่าเช่าพระเครื่อง จึงตั้งข้อสังเกตภาพปรากฏตัวในฐานะผู้ช่วย หรือผู้ใกล้ชิดกับ สส. ว่า สส. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินดังกล่าวหรือไม่
มีเหตุอันควรสงสัย กกต.พร้อมเสี่ยงคุก ?
พริษฐ์ ฉายภาพของขบวนการฮั้วเลือก สว. ที่เป็นระบบ 5 ขั้นตอนสำคัญ ที่มีข้อมูลและพยานหลักฐานจากหลายแหล่งสอดคล้องกัน
ได้แก่ 1) การวางแผนยึดกุมวุฒิสภา
2) การจัดตั้งและระดมผู้สมัคร
3) การรวมตัวเพื่อทำโพยก่อนวันเลือก
4) การลงคะแนนตามโพยในวันเลือก
และ 5) การรวมตัวของ สว. หลังได้รับเลือก
พร้อมเปิดหลักฐานเส้นทางการเงินอีกส่วน ที่เชื่อมโยงไปถึง 'สว.ปัจจุบัน' ซึ่งสอดรับกับกล่าวหาของพยานบุคคลที่เคยพูดต่อสาธารณะไป โดยเป็นการโอนเงินจาก สว. ไปสู่ เลขาฯ สว. แล้วโอนต่อไปยังผู้สมัคร สว.จังหวัดเดียวกัน
เขามองว่า ข้อมูลที่เปิดเผยในวันนี้ เพียงพอที่จะทำให้สังคมเห็นเหตุอันควรสงสัย ว่า มีขบวนการฮั้วเลือก สว. เกิดขึ้นจริง ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเดินหน้ารวบรวม และตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป เพราะขณะนี้ ทุกฝ่ายกำลังแข่งกับเวลาก่อนที่ กกต. จะมีมติในคดี ย้ำว่า พร้อมดำเนินคดีกับ กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ถ้า กกต. ไม่สั่งฟ้องใคร เพราะมีเหตุอันควรสงสัย
“ยิ่งเรามีหลักฐานมาอยู่ในแสงสว่างมากขึ้น ยิ่งสังคมรับรู้ถึงกระบวนการนี้มากขึ้น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้การทำหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง กกต. และดีเอสไอ ไม่เป็นอิสระจากประชาชน และทำงานอย่างตรงไปตรงมา
... ท้ายสุดหากหลักฐานชัด แล้ว กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็ต้องคิดหนักว่า พร้อมจะเอาตัวเองมาเสี่ยงติดคุก เพื่อปกป้องคนในระบบสีน้ำเงินหรือไม่” พริษฐ์ กล่าว
รับฟังทุกความเห็น แต่ไม่เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในสำนวน
แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยืนยันความคืบหน้าของ กกต. ชุดใหญ่ ในการพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว. จะดำเนินการส่งฟ้องต่อศาล หรือไม่ ว่า จะเสร็จสิ้นภายในเดือนหน้า หรือเดือนสิงหาคม คาดว่าเหลือจำนวนการประชุมอีก 4 ครั้ง
แต่ไม่ว่าใครจะจัดกิจกรรมอะไร หรือมีความเห็นอย่างไร ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นมาแล้ว และไม่ได้เปลี่ยนวิธี หรือขั้นตอนการพิจารณาของ กกต. เพราะเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ คือให้มีมติว่า ผิดหรือไม่ผิดเป็นความเห็นเบื้องต้น ก่อนจะส่งไปที่ศาล อย่างไรก็ดี ความเห็นข้างนอกเราก็ฟัง ไม่ว่าความเห็นหรือความรู้สึก ก็ฟังอยู่ตลอด
สำหรับการแสวงหาข้อเท็จจริงต้องมีการพิสูจน์ ซึ่งเราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว โดยการรับฟัง บางครั้งก็ได้เป็นความคิดเห็น แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง หรือมีหลักฐานใหม่ กกต. ก็ต้องดูว่าผู้ที่พูดนั้น เป็นพยานในสำนวนอยู่หรือไม่ ถ้าเป็นพยานในสำนวน ก็ต้องตรวจสอบว่า พยานผู้นั้นให้การไว้ในสำนวนว่าอย่างไร ตรงกับที่มาแถลงหรือไม่
พร้อมมองถึงหากฝ่ายค้านเล่นเกมฟ้อง กกต. ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แสวงไม่ได้คิดว่าเป็นการเล่นเกมอะไร แต่เป็นการต่างคนต่างทำหน้าที่ เพื่อให้เรื่องออกมาดี



