นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวบรรยายสรุปผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ต่อคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยจาก 12 ประเทศ ได้แก่ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม รวมถึงผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี สถานเอกอัครราชทูตเนการาบรูไนดารุสซาลาม และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์
นพดล กล่าวว่า ตามที่ทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดที่ประเทศไทยควรจะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในมิติด้านพรมแดน และทรัพยากร พื้นที่ทับซ้อนทางบกและทางทะเล ถือว่าเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และความมั่นคงของรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสสาธารณะและข้อห่วงกังวลจากฝ่ายนิติบัญญัติและประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบเชิงความมั่นคง อธิปไตยทางดินแดน และผลประโยชน์ของประเทศที่อาจเกิดจากการดำรงอยู่ของ MOU ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว
โดยเฉพาะในประเด็นความคลุมเครือของแนวเขตแดน ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและผลกระทบต่อการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน ปัญหาความไม่เข้าใจเอกสารอ้างอิง เช่น แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 และการตีความที่แตกต่างกันของทั้ง 2 ฝ่าย ตลอดจนการเกิดเหตุการณ์การละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง รวมถึงการอ้างว่า MOU 2544 เป็นข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ได้นำไปสู่กระแสเรียกร้องทางสังคม เกิดข้อเสนอให้พิจารณาการ ‘ยกเลิก แก้ไข หรือทบทวน MOU ทั้ง 2 ฉบับ’ เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือใหม่ที่สอดคล้องกับประโยชน์แห่งรัฐ

ทั้งนี้ หลังจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาศึกษา และรวบรวมข้อมูลจากการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการเดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้ง 7 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนการเชิญผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงกลาโหม มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลในเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นพดล กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่กัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาก็มักจะเพิกเฉย นอกจากนี้ ขอยกตัวอย่างที่ชัดเจน 2 ประการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญบริเวณพื้นที่แนวชายแดนมาอย่างยาวนาน
ตัวอย่างประการแรก คือ พื้นที่บ้านหนองจานในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นดินแดนของไทย แต่เมื่อปี พ.ศ. 2522 หลังสงครามในกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีตายและหนีความอดอยากข้ามชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย ในช่วงเวลาขณะนั้น รัฐบาลไทยร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และสภากาชาดไทย ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองอย่างครอบคลุมแก่ชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มายังชายแดนไทย โดยแจกจ่ายอาหาร ยารักษาโรค และคุ้มครองผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ เช่น ค่ายหนองจาน
ต่อมาค่ายแห่งนี้ได้ถูกปิด แต่ก็ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังไม่ยอมย้ายออกไป และยึดครองพื้นที่บ้านหนองจานมาจนถึงก่อนเหตุการณ์การปะทะกันเมื่อเดือน ก.ค. 2568

ตัวอย่างที่สอง คือ ช่องอานม้าในจังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ประเทศไทยจึงได้ผ่อนปรนให้ชาวบ้านกัมพูชาเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นการชั่วคราวเพื่อทำการค้าและขายสินค้าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีครัวเรือนประมาณ 200 ครัวเรือน ค่อย ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรภายในเขตแดนไทย
นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างจากพื้นที่อย่างน้อย 15 แห่งที่เกิดสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภายใต้การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างละเอียด รอบคอบ รอบด้านในทุกมิติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ อีกทั้งการเสียสละของพี่น้องทหารจะต้องไม่สูญเปล่า คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544
โดยเหตุผลแห่งการยกเลิก MOU 2543 มีสาระสำคัญคือ เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลคือ คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2542 และการยอมรับใน MOU 2543 ว่าแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม–อินโดจีน มีผลทำให้เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
แผนที่ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อบทในอนุสัญญา ค.ศ. 1904 จึงเห็นได้ว่า MOU 2543 อาจเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย และไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

นพดล กล่าวด้วยว่า แผนที่แสดงเส้นเขตแดนตาม MOU 2543 ไม่ได้รับการรับรอง เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเอง กำหนดว่าบูรณภาพแห่งดินแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาจะต้องไม่ถูกละเมิดโดยเด็ดขาด ดังนั้น เมื่อแล้วเสร็จ แผนที่จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างแน่นอน ทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่า ทั้งนี้ การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี แต่ปัจจุบันการดำเนินการยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน ตามที่กำหนดใน TOR ซึ่งมีความคืบหน้าเพียงราวร้อยละ 60 ของขั้นตอนที่ 1 ตาม TOR เท่านั้น
หลังการปะทะใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2568 เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กรอบและกฎเกณฑ์การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมด ไทยและกัมพูชาต้องยึดถือแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการ GBC เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ข้อ 2 เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเบื้องต้นในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ กรอบการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวรจะต้องเริ่มจากจุดนี้เท่านั้น
กัมพูชามีพฤติกรรมที่ละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งชอบยั่วยุเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้ การทำข้อตกลงใด ๆ กับกัมพูชาจึงต้องมีความรอบคอบและรัดกุมมากกว่าการทำข้อตกลงกับประเทศอื่นทั่วไป ซึ่ง MOU 2543 เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีความรอบคอบและรัดกุมเพียงพอที่จะรับมือกับพฤติกรรมดังกล่าวของกัมพูชาได้

นพดล กล่าวด้วยว่า สำหรับเหตุผลแห่งการยกเลิก MOU 2544 มีสาระที่สำคัญ คือ เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าวเข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น กัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติตาม MOU ด้วย เห็นได้จากการที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอร่างข้อตกลงการประชุมต่อประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิคฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2565
โดยมีประเด็นที่สำคัญคือ การเสนอให้ทั้งสองประเทศแบ่งผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันในเขตไหล่ทวีปในเปอร์เซ็นต์เท่ากัน คือ 50:50 ข้อเสนอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหา กัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ แล้ว เห็นเป็นที่แน่ชัดว่ากัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมด หรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ ดังนั้น กรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้
ประกอบกับขณะนี้ ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม และการขาดความจริงใจจากฝั่งกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบทางลบและไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจา จะเห็นได้ว่า ฝ่ายกัมพูชามีเจตนาที่จะอ้างสิทธิ์พื้นที่ใหญ่เกินกว่าความเป็นจริง ขาดพื้นฐานทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นไหล่ทวีปที่ไม่เคารพต่ออำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยทางทะเลโดยรอบเกาะกูดของไทย และการกระทำอื่น ๆ
จากเหตุผลที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยได้ดำเนินการเพื่อยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านานาชาติคงจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว




