วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวปัจจัยในการเลือกนายกรัฐมนตรี จะมีอะไรพลิกหรือไม่เนื่องจากมีการเช็กชื่อว่า ไม่ว่า ส.ว. จะมาจากสายไหน แต่เวลาพิจารณาจะดูว่าใครมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งเสียงของ ส.ว. ก็จะไปทางนั้น หาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมเสียงได้เกิน 251 ตนเชื่อว่าไม่ว่าสายไหนก็จะให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ รวมถึงพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย หรือพรรคอื่นๆ ส.ว.ก็จะต้องลงคะแนนให้
เมื่อถามว่าในฐานะที่วันชัยออกมาแสดงความเห็นบ่อยครั้งคาดการนายกฯ คนที่ 30 จะมีทิศทางใด วัยชัย กล่าวว่า ตนคิดว่าคนที่เราคิดไม่ถึงก็อาจจะมีสิทธิ เพราะซีกรัฐบาล เดิมตนไม่แน่ใจว่าจะรวมเสียงกันได้ถึง 251 เสียงหรือไม่ หากรัฐบาลเดิมรวมเสียงได้ 251 เสียงจริง ก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังมีสิทธิได้เป็นต่อ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ที่แตกออกไปเป็น 2 ซีก ประกอบกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งมาพอสมควรแล้ว ไม่มั่นใจว่าซีกเดิมจะรวมเสียงได้ 251 เสียงหรือไม่ หากไม่สามารถทำได้ ตนเชื่อว่าจะเป็นการจับขั่วใหม่
“อาจจะเป็นของเพื่อไทย ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ หากรวมกันได้ซีกนี้ก็จะเป็นรัฐบาลได้ ประกอบกับดูจากบุคลิกภาพของ พล.อ.ประวิตร ท่านก็สามารถไปได้ทุกกลุ่มที่ฝ่าย ดังนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าคนที่จะมาเป็นนายกฯหรือฝ่ายบริหาร อาจจะเป็นพรรคอื่นที่ไม่เกิดจัดตั้งรัฐบาลมาก่อนก็ได้ อาจจะไม่ใช่พลังประชารัฐและเพื่อไทย แต่อาจจะเป็นพรรคกลางๆ และชูคนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้” วันชัย กล่าว
วันชัย กล่าวต่อว่า อย่าไปประมาทกับพรรคภูมิใจไทย ส่วนจะเป็นการตอกย้ำสูตรรวมพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย พลังประชารัฐหรือไม่นั้น โดยหลักตนมองว่าคงจะต้องยึดเอารัฐบาลเดิมก่อน แต่หากไม่ถึง ก็จะต้องเป็นการประนอมอำนาจร่วมกัน เพื่อให้เกิดรัฐบาลขึ้น ลำพังพรรคเพื่อไทย เอาคนที่ชูเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ต้องประนีประนอมกับภูมิไทยและพลังประชารัฐ ถ้าพลังประชารัฐแข็งขืนเกินไปอาจจะตั้งรัฐบาลไม่ได้
ขณะที่ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงการแบ่งเป็น 2 ฝ่ายของ ส.ว. ว่า ตอนเข้ามาเป็น ส.ว. อาจจะมีการแบ่ง แต่เมื่อเข้ามาลงมติแล้วจะเห็นว่ามีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน หากพรรครวมไทยสร้างชาติมีคะแนนมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ส.ว.ก็ลงคะแนนให้ แม้กระทั้งพรรคพลังประชารัฐ หรือฝั่งตรงข้ามอย่างพรรคก้าวไกล เพื่อไทย
“เชื่อเถอะครับว่า ส.ว.ไม่ฝืนมติประชาชน ไม่เลือกรัฐบาลเสียงข้างน้อยแน่นอน”
แม้จะเป็น แพทองธาร ชินวัตร หรือไม่ กิตติศักดิ์ กล่าวว่าตนอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สามารถไปตัดสินแทนเพื่อ ส.ว.คนอื่นๆ ได้
ส่วนกระแสข่าวที่มีการเช็กชื่อ ส.ว. นั้นตนไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะตนเป็น ส.ว.ปลายแถว เลยไม่มีใครมาขอชื่อ มองว่าเราเป็นสภาฯ สูงควรทำหน้าที่ให้ดีส่วนเรื่องการเมืองอยากให้ฝ่ายการเมืองดำเนินการมากกว่า
เมื่อถามว่ามองการลงพื้นที่ของรัฐบาลช่วงปลายสมัยอย่างไรบ้าง กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ตนก็มองในฐานะประชาชน การหาเสียงช่วงใกล้เลือกตั้งตนคิดว่าไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนี้ทุกรัฐบาลก็ต้องลงหาเสียง กับพี่น้องประชาชน ส่วนจะมีความเหมาะสมเรื่องการใช้งบประมาณในการหาเสียงหรือไม่นั้น ตนเชื่อว่าประชาชนและพรรคการเมืองจับตาดูอยู่ แต่ตนมองว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินไปหาเสียงไม่เหมาะสม ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต่างก็ลงพื้นที่เป็นการแข่งกันหรือไม่นั้น ตนเห็นเป็นพี่น้องกัน ทุกอย่างขอให้ปล่อยเป็นเรื่องการเมือง ตนเป็น ส.ว.
เมื่อถามว่าหาก พล.อ.ประวิตร ไปรวมกับพรรคเพื่อไทย พร้อมที่จะลงคะแนนให้หรือไม่ กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่รู้สึกอะไร ให้เป็นเรื่องของการเมืองปล่อยให้ทำไป ส่วนการลงคะแนนขอให้ดูหน้างานต้องดูว่าหากไปรวมกันแล้วประเทศชาติเดินไปได้หรือไม่ หรือไปแล้วจะมีปัญหาเกิดขึ้น ส.ว. ก็จะดูตรงนั้น
เมื่อถามว่าในฐานะที่วันชัยออกมาแสดงความเห็นบ่อยครั้งคาดการนายกฯ คนที่ 30 จะมีทิศทางใด วัยชัย กล่าวว่า ตนคิดว่าคนที่เราคิดไม่ถึงก็อาจจะมีสิทธิ เพราะซีกรัฐบาล เดิมตนไม่แน่ใจว่าจะรวมเสียงกันได้ถึง 251 เสียงหรือไม่ หากรัฐบาลเดิมรวมเสียงได้ 251 เสียงจริง ก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังมีสิทธิได้เป็นต่อ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ที่แตกออกไปเป็น 2 ซีก ประกอบกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งมาพอสมควรแล้ว ไม่มั่นใจว่าซีกเดิมจะรวมเสียงได้ 251 เสียงหรือไม่ หากไม่สามารถทำได้ ตนเชื่อว่าจะเป็นการจับขั่วใหม่
“อาจจะเป็นของเพื่อไทย ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ หากรวมกันได้ซีกนี้ก็จะเป็นรัฐบาลได้ ประกอบกับดูจากบุคลิกภาพของ พล.อ.ประวิตร ท่านก็สามารถไปได้ทุกกลุ่มที่ฝ่าย ดังนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าคนที่จะมาเป็นนายกฯหรือฝ่ายบริหาร อาจจะเป็นพรรคอื่นที่ไม่เกิดจัดตั้งรัฐบาลมาก่อนก็ได้ อาจจะไม่ใช่พลังประชารัฐและเพื่อไทย แต่อาจจะเป็นพรรคกลางๆ และชูคนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้” วันชัย กล่าว
วันชัย กล่าวต่อว่า อย่าไปประมาทกับพรรคภูมิใจไทย ส่วนจะเป็นการตอกย้ำสูตรรวมพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย พลังประชารัฐหรือไม่นั้น โดยหลักตนมองว่าคงจะต้องยึดเอารัฐบาลเดิมก่อน แต่หากไม่ถึง ก็จะต้องเป็นการประนอมอำนาจร่วมกัน เพื่อให้เกิดรัฐบาลขึ้น ลำพังพรรคเพื่อไทย เอาคนที่ชูเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ต้องประนีประนอมกับภูมิไทยและพลังประชารัฐ ถ้าพลังประชารัฐแข็งขืนเกินไปอาจจะตั้งรัฐบาลไม่ได้
ขณะที่ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงการแบ่งเป็น 2 ฝ่ายของ ส.ว. ว่า ตอนเข้ามาเป็น ส.ว. อาจจะมีการแบ่ง แต่เมื่อเข้ามาลงมติแล้วจะเห็นว่ามีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน หากพรรครวมไทยสร้างชาติมีคะแนนมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ส.ว.ก็ลงคะแนนให้ แม้กระทั้งพรรคพลังประชารัฐ หรือฝั่งตรงข้ามอย่างพรรคก้าวไกล เพื่อไทย
“เชื่อเถอะครับว่า ส.ว.ไม่ฝืนมติประชาชน ไม่เลือกรัฐบาลเสียงข้างน้อยแน่นอน”
แม้จะเป็น แพทองธาร ชินวัตร หรือไม่ กิตติศักดิ์ กล่าวว่าตนอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สามารถไปตัดสินแทนเพื่อ ส.ว.คนอื่นๆ ได้
ส่วนกระแสข่าวที่มีการเช็กชื่อ ส.ว. นั้นตนไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะตนเป็น ส.ว.ปลายแถว เลยไม่มีใครมาขอชื่อ มองว่าเราเป็นสภาฯ สูงควรทำหน้าที่ให้ดีส่วนเรื่องการเมืองอยากให้ฝ่ายการเมืองดำเนินการมากกว่า
เมื่อถามว่ามองการลงพื้นที่ของรัฐบาลช่วงปลายสมัยอย่างไรบ้าง กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ตนก็มองในฐานะประชาชน การหาเสียงช่วงใกล้เลือกตั้งตนคิดว่าไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนี้ทุกรัฐบาลก็ต้องลงหาเสียง กับพี่น้องประชาชน ส่วนจะมีความเหมาะสมเรื่องการใช้งบประมาณในการหาเสียงหรือไม่นั้น ตนเชื่อว่าประชาชนและพรรคการเมืองจับตาดูอยู่ แต่ตนมองว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินไปหาเสียงไม่เหมาะสม ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต่างก็ลงพื้นที่เป็นการแข่งกันหรือไม่นั้น ตนเห็นเป็นพี่น้องกัน ทุกอย่างขอให้ปล่อยเป็นเรื่องการเมือง ตนเป็น ส.ว.
เมื่อถามว่าหาก พล.อ.ประวิตร ไปรวมกับพรรคเพื่อไทย พร้อมที่จะลงคะแนนให้หรือไม่ กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่รู้สึกอะไร ให้เป็นเรื่องของการเมืองปล่อยให้ทำไป ส่วนการลงคะแนนขอให้ดูหน้างานต้องดูว่าหากไปรวมกันแล้วประเทศชาติเดินไปได้หรือไม่ หรือไปแล้วจะมีปัญหาเกิดขึ้น ส.ว. ก็จะดูตรงนั้น



