การประชุมวุฒิสภาวันนี้ (6 ส.ค.) มีวาระสำคัญคือพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว โดยฝ่ายของรัฐบาลที่เข้าร่วมการประชุมเพื่อเตรียมชี้ข้อสงสัยต่างๆ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน , พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง , จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง และ จักรพงษ์ แสงมณี รมต.สำนักนายกฯ

โดยที่เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมให้ยกเว้นข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ไม่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญมาพิจารณา แต่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว 3 วาระรวด
ประเด็นสำคัญที่ เศรษฐา ชี้แจงคือย้ำว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่างๆ ผ่านโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ได้ จึงต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จำนวนไม่เกิน 1.22 แสนล้านบาท
“ฐานะการคลัง มีหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 เม.ย. 2567 จำนวน 11.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 63.78 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 พ.ค. 2567 มีจำนวน 3.9 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด”
— นายกฯ กล่าว

โดยหลัง นายกฯ ชี้แจงเสร็จได้เดินทางกลับไปเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อทันที ต่อมา พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา ได้อธิปรายเกี่ยวกับคำชี้แจงของนายกฯ โดยมองว่าการที่นายกฯ บอกว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับต้องกู้เงินเพิ่ม 1.1 แสนล้านบาท มองได้ว่าเป็นโครงการที่เพิ่มหนี้ให้ประชาชน และสงสัยว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายทางคนที่ได้ประโยชน์ คือ นายทุนใหญ่หรือประชาชนกันแน่ พร้อมตั้งคำถามว่าโครงการนี้เป็นการหาเสียงล่วงหน้าหรือไม่
“ท่านอย่าหลงไหลได้ปลื้มกับคนลงทะเบียนกว่า 24 ล้านคน ไม่ทราบว่า 24 ล้านคนนี้จะได้สิทธิ์หมดทุกคนหรือไม่ และมีหลายคนที่ไม่กล้าไปลง กลัวมาหลอกให้ดีใจเล่น พอถึงเวลาก็ไม่ให้ โดยอ้างโน้นอ้างนี้ และยังมีคุณยายที่อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ให้หลานไปซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่ลงทะเบียนได้ ราคา 4 พันบาท ซึ่งเงินหมื่นบาทหายไปแล้ว 4 พันบาท อย่างนี้จะกระตุ้นตรงไหน โทรศัพท์ก็ไม่ได้ผลิตในประเทศไทย และคนที่มีโทรศัพท์รุ่นเก่าก็ไม่มีความพร้อมในการลงทะเบียน กลายเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีความพร้อมมาก ประชานจึงสงสัยว่า โครงการนี้กระตุ้นใครกันแน่”
— พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าว
พล.ต.ท.บุญจันทร์ ยังระบุ ชาวบ้านบอกว่าตอนหาเสียงบอกจะได้เงินหมื่น ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีขั้นตอนเยอะขนาดนี้ หลายคนบอกว่าไม่เอาแล้ว ทำไมไม่จ่ายเงินสดให้พี่น้องประชาชนเลย เพราะประชาชนในพื้นที่เคยคุ้นชินกับโครงการคนละครึ่ง ตอนแรกก็บอกว่ารัฐบาลเอาเงินมาแจกได้อย่างไร แต่พอใช้ไปก็เข้าท่าเหมือนกัน เพราะคนที่ใช้ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบบ้าง ไม่ใช่แบมือรับจากรัฐบาลอย่างเดียว จะสร้างนิสัยเสียให้คนทางอ้อม ดังนั้นขอเรียนว่าประชาชนอยากได้เงินสด และขอลดเงื่อนไขและกระบวนการลงเพื่อให้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ น่าสังเกตว่า สว. ส่วนใหญ่ที่มาร่วมประชุมวันนี้ พร้อมใจกันสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินเป็นจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนแต่งเสื้อสูท และเสื้อสีเหลือง





