รัฐสภา (9 กันยายน 2567) ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่การประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบ
นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายโดยหยิบยกความเห็นของประชาชนที่ตั้งคำถามว่าการใช้หนี้ของรัฐบาลจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ว่า มีคนฝากมาถามว่า เราจะใช้หนี้เสร็จชาติไหน กี่โมง ถึงจะเสร็จ เพราะตอนนี้เรากู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในปัจจุบันนี้ ภาระหนี้ เกินจะถึงขีดจำกัดทางกฎหมายที่แก้ไปแล้ว อยากให้ท่านทั้งหลายคณะรัฐมนตรีช่วยหาหนทางชำระหนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นประชาชนชาวไทยเป็นหนี้ต่อไปชั่วลูกชั่วหลานจะไม่จบสิ้นซักทีหนึ่ง
นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า การปรับโครงสร้างภาครัฐสามารถทำได้ไม่ยาก แต่รัฐบาลไทยไทยที่มีนโยบายที่ดี ให้ทุกอย่างอัตโนมัติปฏิรูประบบราชการ แต่ปัจจุบันการทำงานช้าลงและมีความซ้ำซ้อน ยังต้องซีล็อกซ์เอกสารและเซ็นชื่อทุกขั้นตอน หากไม่แก้ไขปัญหาตรงนี้ ความรวดเร็วของระบบงานก็จะแย่ลง แนะให้ใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ให้มากขึ้น
นาวาตรีวุฒิพงศ์ ยังอภิปรายถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ถูกต้องว่า เกิดปัญหาล็อคสเปคจนชิน ยกตัวอย่างถาดหลุมของกระทรวงกลาโหม จึงขอให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงกลาโหม ให้กำกับกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง
ขณะที่การพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีการต่อเรือโดยฝีมือคนไทย และปรับปรุงกองกำลังนาวิกโยธินให้ทันสมัย ซึ่งกองทัพเรือไทยก็เคยให้บริษัทเอกชนต่อเรือในประเทศประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรือหลวงแหลมสิงห์ หรือเรือหลวงกระบี่ ส่วนงบจัดซื้ออาวุธ เบี้ยประชุม เบี้ยเลี้ยง สวัสดิการของผู้บังคับบัญชานั้น ควรมาเกลี่ยให้ทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนให้ได้รับสวัสดิการเต็มที่ เพราะทหารชั้นผู้น้อยไม่ต้องการถาดหลุมแพงๆ แต่ต้องการอาหารครบ5หมู่
“ต้องขอโทษที่ต้องบอกว่าเมื่อไหร่ กี่โมงที่ท่านจะทำได้เอง จริงๆทำได้เองมาตั้งนานแล้ว แต่ปัจจุบันกลายเป็นง่อยเปลี้ยเสียขาทำไม่ได้เสียอย่างนั้น ขอฝากเอาไว้ด้วย” นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าว
นาวาตรีวุฒิพงศ์ ยังอภิปรายถึงงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ว่า การใช้งบประมาณควรมีหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต คุ้มค่า มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พร้อมกล่าวถึงปัญหาในกระทรวงว่าปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์ขาดกำลังคนด้านเทคโนโลยีเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีฝีมือ ปัญหาเรื่องมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง ธนาคาร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กสทช. และตำรวจ รวมถึงปัญหาความล่าช้าต้องแก้ไขเร่งด่วน

ด้าน สว.นันทนา นันทวโรภาส อภิปรายว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบ 5 ประเด็น 1.ในสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้มองว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ควรจัดสรรงบประมาณทุ่มไปกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตและซอฟต์พาวเวอร์ ไปจนหมดหน้าตัก 2.งบบุคลากรค่าใช้จ่ายประจำเป็นภาระของกระทรวงการคลัง ร้อยละ 62 จากจำนวนบุคลากรภาครัฐ 3.3 ล้านคน ทำให้ไม่มีงบประมาณเหลือไปฟื้นฟูประเทศ
3.ตั้งคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะพิจารณาโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐทั้งระบบ 4.งบประมาณมาจากเงินภาษีประชาชน วุฒิสภาจะต้องทำตามความประสงค์ให้ภาษีของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดคาด หวังว่ากระบวนการจัดทำงบประมาณที่ประชาชนมีส่วนร่วม เลิกทำงบประมาณแบบไม่เห็นหัวประชาชน และ 5.ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองและคุณภาพทางการศึกษาของไทย
สว.นันทนา กล่าวด้วยว่า “ควรเลิกวิธีการปฏิบัติทำงบประมาณแบบไม่เห็นหัวประชาชนเป็นต้นว่า หน่วยงานใดที่มีปัญหาทุจริตมากๆหรือมีหลักฐานว่ามีการใช้เงินภาษีของประชาชนไปในทางที่ไม่เหมาะสมเช่น ผู้บริหารราชการช่วยโอกาสใช้เงินภาษีประชาชนไปดูงานต่างประเทศมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในสารระบบของราชการไทย รัฐสภาต้องตัดงบประมาณหน่วยงานนั้นยิ่งทุจริตมากหรือใช้เงินไม่เหมาะสมมาก ต้องตัดงบประมาณหน่วยงานนั้นให้มาก”




