'ประธาน กกต.' เผยประเมิน 'แสวง' อยู่ระหว่างรอความเห็นกฤษฎีกา ตีความอำนาจ

9 มิ.ย. 2569 - 11:26

  • ปัดผลักเป็นหนังหน้าไฟ ย้ำ ไม่ต้องกลัวแช่แข็ง‘คดีฮั้ว สว.’ แม้ผล ‘เลขาฯ กกต.’ ไม่ผ่าน วางกรอบเวลาประชุมพิจารณา 12 ครั้ง แบบจันทร์เว้นจันทร์ เหตุเอกสารเยอะต้องใช้เวลาพิจารณา ไม่อยากรวบรัด หวั่นสังคมมองไม่รอบคอบ เผย ลงมติคราวเดียว-ออกคำวินิจฉัยรวม' 

'ประธาน กกต.' เผยประเมิน 'แสวง' อยู่ระหว่างรอความเห็นกฤษฎีกา ตีความอำนาจ

ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว. 2567 ว่า กกต. ได้เริ่มพิจารณาไปเมื่อวันที่8 มิ.ย.ที่ผ่านมา และจะมีการพิจารณาทุกวันจันทร์จนกว่าจะเสร็จสิ้น โดยสาเหตุที่มีการพิจารณาจันทร์เว้นจันทร์ เพื่อให้ กกต. มีเวลาในการตรวจสอบเอกสารเนื่องจากมีเอกสารจำนวนมาก จึงมีการวางแผนในการประชุมให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด อาจประชุมเป็นกลุ่มจังหวัด หรือเป็นกลุ่มข้อกล่าวหา 

ณรงค์ ยืนยันว่า กกต.พิจารณาอย่างละเอียด จึงไม่สามารถจะประชุมทุกวันได้ ส่วนวันอื่นก็จะประชุมตามวาระปกติ โดยกรอบเวลาวางไว้ 12 ครั้ง หรือ 12 วันจันทร์ พร้อมยอมรับว่า วางแผนไว้จะให้พิจารณาเสร็จโดยเร็ว แต่เนื่องจากมีเอกสารมากจริงๆ หากเสร็จเร็วอาจจะถูกสังคมมองได้ว่า กกต. ไม่รอบคอบ เพราะ กกต. ทุกคนนำความเห็นของทุกชั้นมาดู และพิจารณาเอกสารด้วยตนเอง จึงทำให้พิจารณาแบบรวบรัดไม่ได้ 

เช่น เมื่อวานนี้ ที่มีการพิจารณาคดีของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพียงจังหวัดเดียว ก็ใช้เวลาตั้งแต่ 13:00-16:00 น. กว่าจะเสร็จ ซึ่งความจริงวางแผนไว้ว่า จะพิจารณาหลายกลุ่มจังหวัด แต่ด้วยข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ กกต. ซักถามผู้ชี้แจงอย่างละเอียดรอบคอบ จึงต้องใช้เวลา 

ส่วนข้อกังวลของฝ่ายค้านและสังคมว่า กกต. จะเป่าคดีฮั้ว สว. ณรงค์กล่าวว่า เรารู้อยู่ว่า สังคมคาดหวัง หรือมองภาพ กกต. อย่างไร ส่วนตัวมองว่า กกต. ชุดนี้มาทำหน้าที่ใหม่ ทุกคนคุยกันว่า เราต้องทำหน้าที่ในกรอบของกฎหมายจริงๆ เรารู้ว่าสังคมมองเราอย่างไร แล้วเราก็ไม่อยากให้เกิดภาพนั้น ขอให้มั่นใจ หากสามารถเข้าไปฟังการประชุมได้ก็จะรู้ แต่เนื่องจากกรณีนี้ห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟัง อย่างไรก็ดี การพิจารณาคดีดังกล่าว จะออกมาเป็นคำวินิจฉัยรวม เนื่องจากทุกคนรู้ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายทั้งหมด โดยจะมีการลงมติในครั้งเดียว 

ณรงค์ ยังกล่าวถึงขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งมีกระแสข่าวอาจไม่ผ่านการประเมิน โดยระบุว่า ที่จริง กกต. ก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ข่าวดังกล่าวรั่วออกไปได้อย่างไร ซึ่งเมื่อมีข้อโต้แย้ง เพื่อความรอบคอบ กกต. ชุดที่ทำหน้าที่อยู่ จึงมีมติให้นำข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายต่างๆ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่าการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ในกรณีนี้ กรรมการชุดใดมีหน้าที่ หรืออำนาจในการประเมิน ตอนนี้อยู่ระหว่างการรอความเห็นมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่แสวงก็ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และสามารถชี้แจงได้ 

ส่วนหากผลการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง จะเกิดปัญหาว่าหากผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วจะไปจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร ณรงค์ระบุว่า อย่าเพิ่งคิดอะไรร้ายแรงขนาดนั้น ทุกอย่างมีข้อกฎหมายในตัวอยู่แล้ว ตนเองคงไปชี้ไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาชอบหรือไม่ชอบด้วยข้อกฎหมาย 

ส่วนข้อสังเกตที่ว่าแสวงอาจเป็นหนังหน้าไฟของ กกต. ในการรับแรงปะทะช่วงจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ณรงค์ ปฏิเสธและกล่าวว่า กกต. ทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการ หน้าที่หลักจริงๆ คือกำกับดูแล เลขาธิการ กกต. ทำหน้าที่ในบทบาทของท่านอยู่แล้ว 

ดังนั้น ท่านไม่ใช่หนังหน้าไฟ ท่านทำหน้าที่ของท่าน ไม่ใช่ว่าเราผลักท่านไปทำหน้าที่แทน พร้อมปฏิเสธด้วยว่า หากผลการประเมินเลขาธิการ กกต. ไม่ผ่าน จะเป็นการแช่แข็งคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการแช่แข็ง 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์