วิกฤตศรัทธา 'เลือก สว.' เจาะสูตร กกต. 'ปล่อย-เข้ม-เร่ง-เบลอ' หลักฐาน 'คดีฮั้ว' ส่อผิด ม.157⁣ ⁣

4 ส.ค. 2569 - 14:41

  • พฤติการณ์ "ปล่อย-เข้ม-เร่ง-เบลอ" กกต. เปิดช่องสมัครข้ามกลุ่มอาชีพ เข้มงวดระเบียบแนะนำตัวเกินเหตุ เร่งรัดตัดสิทธิ์ผู้สมัคร และขาดมาตรฐานที่ชัดเจนในการสังเกตการณ์เลือกตั้ง

  • เสี่ยงผิด ม.157 ฐานละเว้นหน้าที่ แม้มีหลักฐานการฮั้วชัดเจน แต่ กกต. กลับดำเนินการล่าช้าและไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตัดสิน

  • ผลประโยชน์ทับซ้อนและการปฏิรูป กกต. เกินครึ่งมาจาก สว. ชุดก่อน ทางออกคือดำเนินคดีอาญา กกต. ที่ละเว้นหน้าที่ แก้รัฐธรรมนูญให้เลือก สว. โดยตรง และปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ

วิกฤตศรัทธา 'เลือก สว.' เจาะสูตร กกต. 'ปล่อย-เข้ม-เร่ง-เบลอ' หลักฐาน 'คดีฮั้ว' ส่อผิด ม.157⁣ ⁣

งานเสวนา "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาคพิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?" 

ที่จัดขึ้นโดยวิปฝ่ายค้าน สะท้อนวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้อย่างน่าสนใจ ในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิทยากรต่างสะท้อนภาพปัญหาของระบบการเลือกกันเองของ สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เต็มไปด้วยความกังขา และนำไปสู่คำถามใหญ่ว่า กกต. กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรม หรือแท้จริงแล้วกำลัง กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์และการครองอำนาจทางการเมือง

"ปล่อย เข้ม เร่ง เบลอ" และตลกร้ายในกระบวนการคัดสรร

นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร (อู๋ iLaw) ชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์อันน่าสงสัยของผู้รักษาการตามกฎหมายผ่านสูตร "ปล่อย-เข้ม-เร่ง-เบลอ"

ปล่อยให้คุณสมบัติผู้สมัครในกลุ่มอาชีพที่มีคำว่า "และอื่นๆ" เปิดช่องให้เกิดการข้ามกลุ่มอาชีพอย่างน่าประหลาด เช่น ผู้มีอาชีพแข่งเรือกลับเข้ามาอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ทั้งที่มีกลุ่มวัฒนธรรมรองรับ และปล่อยให้ผ่านไปได้จนถึงระดับจังหวัดและระดับประเทศ

สลับไปเข้มงวดเกินเหตุในเรื่องระเบียบการแนะนำตัวและการชี้ชวนคนสมัคร สว. ทั้งที่ไม่มีระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

เร่งรัดตัดสิทธิ์ผู้สมัครจนเหลือเพียงคนเดียวในบางอำเภอก่อนวันเลือกจริงเพียง 2 วัน

เบลอต่อมาตรฐานการปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่ กกต. บางแห่งไม่รู้จักผู้สังเกตการณ์ หรือการกั้นพื้นที่สังเกตการณ์ที่ไม่ชัดเจน หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสังเกตการณ์

ความไม่แน่นอนเหล่านี้สร้างคำถามพื้นฐานต่อมาตรฐานและเจตนาที่แท้จริงของ กกต. ว่าปฏิบัติตามหลักการอย่างสุจริตแล้วหรือไม่

ทางแพ่ง ทางอาญา มาตรา 157

ด้าน รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายมิติลึกทางกฎหมายผ่าน รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ซึ่งมอบอำนาจให้ กกต. ไต่สวนและจัดการการเลือกให้สุจริตเที่ยงธรรม โดยเฉพาะ มาตรา 62 ที่ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต กกต. มีหน้าที่ต้องยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา

ปัจจุบัน พยานหลักฐานเกี่ยวกับการฮั้ว สว. ปรากฏชัดต่อสายตาของวิญญูชนทั่วไป แต่ กกต. กลับดำเนินการล่าช้าและแต่งตั้งบุคคลซ้ำซ้อนมาประเมินหลักฐานอย่างน่ากังขา 

การที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ทั้งที่ไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินชี้ขาดในท้ายที่สุด ยิ่งทำให้ กกต. เอาตัวเองมารับ "คมหอกคมดาบ" แทนผู้กระทำผิด 

ซึ่งเสี่ยงต่อการมีความผิดทางอาญาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) รวมถึงการถูกร้องเรียนผ่าน พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 76 

รอยปริแตกขององค์กรอิสระ

ศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ย้อนรอยประวัติศาสตร์การปฏิรูปการเมืองนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ตั้งใจสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อตัดวงจรข้าราชการมหาดไทยที่รับใช้ฝ่ายการเมือง 

แต่ในการเลือก สว. ครั้งนี้ กกต. กลับปฏิบัติต่างออกไป โดยการนำข้าราชการกระทรวงมหาดไทยกลับมาเป็นหัวหน้าหน่วยเลือกตั้ง ทั้งที่ควรใช้หน่วยงานอื่นหรือสถาบันอุดมศึกษาที่มีความยึดโยงและความบริสุทธิ์มากกว่า

ศ.ดร.ธีรภัทร์ ยังเปรียบเทียบปรากฏการณ์ซุกหุ้นปี 2544 ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ "บกพร่องโดยสุจริต" ว่าเป็นจุดเริ่มของการตกต่ำทางจริยธรรม เมื่อคนในองค์กรอิสระพ่ายแพ้ต่อกิเลสและทุนนิยม 

การฮั้ว สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 จึงเกิดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เพราะกลุ่มผู้ฮั้วรู้ดีว่ามี "คนคุ้มกะลาหัว" ที่ใหญ่กว่าระดับปลัดกระทรวง ยิ่งไปกว่านั้น กกต. ชุดปัจจุบันมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับแต่งตั้งมาจาก สว. จึงเกิดคำถามเรื่องความขัดแย้งทางอิทธิพลและผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทางออกและการหยุดยั้ง "สมรู้ร่วมคิด"

วิกฤตการเลือก สว. ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของกติกาการเลือกตั้งที่ผิดพลาด แต่คือปัญหาโครงสร้างเชิงซ้อนของการคอร์รัปชันในระบอบธนาธิปไตย ผู้ร่วมเสวนาแต่ละคนล้วนมองหาทางออกที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการในทางเดียวกัน ได้แก่

1. การบังคับใช้กฎหมายต่อ กกต. หาก กกต. ยังคงดึงดันไม่ส่งหลักฐานการทุจริตให้ศาลฎีกาพิจารณา ประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินคดีทางอาญาเพื่อนำ กกต. เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

2. การปฏิรูปโครงสร้าง สว. ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนที่มาของ สว. ให้กลับมามารวมกันที่การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

3. การปฏิรูปการเมืองรอบด้าน ลำพังการแก้ปัญหา สว. หรือ กกต. ไม่เพียงพอ แต่ต้องปฏิรูปการเมืองทั้งระบบเพื่อหยุดยั้งวงจรคอร์รัปชัน

ในช่วงท้าย ศ.ดร.ธีรภัทร์ ยกคำกล่าวของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ที่ว่า "นักการเมืองชั่วช้าเกิดขึ้นได้โดยมีประชาชนบางกลุ่มสนับสนุน และประชาชนเหล่านั้นคือผู้สมรู้ร่วมคิด" สังคมไทยในปัจจุบันจึงต้องเลิกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แล้วลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ทวงคืนมาตรฐานความสุจริตเที่ยงธรรมจาก กกต. เพื่อหยุดยั้งระบอบอุปถัมภ์ที่กัดเซาะประเทศก่อนจะสายเกินไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์