อย่ายื่นยาพิษเคลือบน้ำผึ้ง! เตือนรัฐบาลถอย ‘แจกเงินดิจิทัล’

10 ต.ค. 2566 - 14:49

  • ‘สว.’ เตือนรัฐบาล! ถอยโครงการ ‘แจกเงินดิจิทัล’

  • ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย หวั่นกระทบเศรษฐกิจ-ประชาชนระยะยาว

  • เปรียบ ‘นายกฯ’ เป็น ‘หมอ’ ต้องไม่ยื่น ‘ยาพิษเคลือบน้ำผึ้ง’ ให้คนไข้

Senate_warns_government_to_suspend_project_digital_wallet_SPACEBAR_Hero_e1a2a2ae8e.jpg

นอกเหนือจากนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ ที่พร้อมใจกันออกมาต้าน นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทแล้ว สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็ได้ออกมาส่งเสียงเตือนไปถึงรัฐบาลเช่นกัน โดยในที่ประชุมวุฒิสภา วันนี้ สว.หลายคน ได้ทักท้วงการเดินหน้าทำโครงการดังกล่าว เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและประชาชนระยะยาว พร้อมเสนอแนะให้ถอยโครงการดังกล่าว

โดย เฉลิมชัย เฟื่องคอน สว. มองว่าเป็นโครงการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 เนื่องจากไม่ชี้แจงรวมถึงแถลงแหล่งที่มาของเงินทุนที่จะนำมาใช้ รวมถึงสุ่มเสี่ยงขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 ซึ่งกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพการเงินการคลังของรัฐ นอกจากนั้น ยังส่อขัดกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกกิจระยะยาว

ทั้งนี้ แม้ทราบว่ารัฐบาลจะให้ธนาคารออมสิน รับโครงการดังกล่าวไปดำเนินการแทน โดยใช้เงินของธนาคาร รวม 5.6 แสนล้านบาท และรัฐบาลจะชดเชยให้ภายหลัง แต่จากการพิจารณาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารออมสิน แล้วมองว่า การดำเนินการดังกล่าว จะขัดกับกฎหมายของธนาคาร

“ผมขอให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบ หากจะทำเพราะได้หาเสียงไว้  ควรพิจารณาข้อกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเงินการคลัง หากทำผิดพลาดใครจะรับผิดชอบ แม้จะบอกว่าประชาชนต้องรับผิดชอบ แต่ผมมองว่าผู้รับผิดชอบคือนายเศรษฐา ทวีสิน นายฯ และ รมว.คลัง ฐานะประธานวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมถึง ครม. ผมขอให้ดูโครงการรับจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ขอให้นำความเห็นผู้ที่คัดค้านไปปรับปรุงแก้ไข” เฉลิมชัย กล่าว

เปรียบ ‘นายกฯ’ เป็น ‘หมอ’ ต้องไม่ยื่น ‘ยาพิษเคลือบน้ำผึ้ง’ ให้คนไข้ ชี้ยังมีเวลาทบทวน หวังรับฟังเสียงท้วงติง

ด้าน ถวิล เปลี่ยนสี สว. ย้ำว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลเป็นนโยบายที่เป็นปัญหาและไม่ถูกต้องด้วยกาละเทศะ เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ในภาวะที่ต้องกระตุ้นมากนัก ดังนั้น มองว่าควรเน้นเสถียรภาพมากกว่าการสร้างภาระหนี้สินให้รัฐในอนาคต ส่วนที่ขณะนี้มีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท้วงติง ก็มองว่ารัฐบาลควรรับฟังเหตุผล

“รัฐบาลยืนยันทำโครงการ โดยอ้างว่าเป็นความต้องกการของประชาชน ผมว่าไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง หากสิ่งใดเป็นพิษต้องไม่ตามใจประชาชน นายกฯ เหมือนหมอที่รักษาไข้ราษฎร หมอให้ยาพิษเคลือบน้ำผึ้งกับคนไข้ไม่ได้ ประชาชนย่อมไม่รู้ถึงพิษที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ ผมเสนอแนะว่า รัฐบาลต้องกล้าหาญและยอมรับสารภาพความจริงกับประชาชนว่า ไม่ทำโครงการนี้ ความมุ่งมั่นทำโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องกล้าหาญ แต่เป็นเรื่องดื้อรั้น ไม่มีเหตุผล ดังนั้น ยังมีเวลาจะทบทวน ผมหวังนายกฯ จะรับฟังเสียงท้วงติง” ถวิล กล่าว

เตือนอย่าเอาประเทศไปเสี่ยงกับ ‘เงินดิจิทัล’ ค้านแจกแบบเหวี่ยงแห แนะลงทุนภาครัฐ-พัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สว. ระบุว่า สินทรัพย์ หรือเงินดิจิทัล ที่ใช้ตลาดเก็งกำไรทั่วโลก เป็นความเสี่ยง หากรัฐบาลจะเข้าไปรับประกันมูลค่าและนำเข้าสู่การซื้อขายเงินคริปโต เพราะมีกรณีของบิตคอยน์ ที่พบว่ามีมูลค่าขึ้นสูงสุด 6.9 หมื่นเหรียญสหรัฐ แต่วันนี้ เหลือ 2.7 หมื่นเหรียญสหรัฐ และบิตคอยน์นั้น เชื่อว่าอยู่ในกลุ่มฟอกเงินของนักพนัน ผู้ค้าของเถื่อน หลบเลี่ยงภาษีทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรมองแค่ผลบวกอย่างเดียว และไม่ควรเอาประเทศไปเสี่ยงในวงการดังกล่าว

พร้อมย้ำถึงการไม่เห็นด้วยที่จะแจกเงินแบบเหวี่ยงแหทุกกลุ่ม เพราะเป็นนโยบายที่ไม่สร้างความเป็นธรรม และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง ดังนั้น รัฐบาลควรจะทำคือเน้นการใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก รวมถึงเน้นการลงทุนภาครัฐ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์

“นโยบายแจกเงินนั้น เป็นความเลื่อนลอยที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นความคาดหวังเกินจริง การใช้จ่ายเงินของรัฐ แจก หรือโอน จะมีมูลค่าต่ำกว่าตัวคูณในการลงทุนของภาครัฐ  ดังนั้น ผมขอให้รัฐบาลถอยโครงการนี้และนำเงินไปใช้ในทางที่เหมาะสมของประเทศต่อไป” นพ.เจตน์ กล่าว

Senate_warns_government_to_suspend_project_digital_wallet_SPACEBAR_Photo01_c893671c6c.jpg
ที่ประชุมวุฒิสภา (แฟ้มภาพ)

‘ป.ป.ช.’ จับตานโยบาย ‘แจกเงินดิจิทัล’ จ่อเรียก ‘หน่วยงานเกี่ยวข้อง-นักวิชาการ’ ให้รายละเอียด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการประชุมวุฒิสภา วาระรายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สว.ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานเชิงรุกของ ป.ป.ช. ต่อการตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ รมว.คลัง โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งพบข้อท้วงติงจากฝ่ายต่างๆ และกังวลว่าจะซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูง

โดย สุวณา สุวรรณจูฑะ กรรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงต่อประเด็นการติดตามนโยบายดังกล่าวว่า คณะกรรมการเฝ้าระวังสภาวะการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งตนเองเป็นประธาน ได้ศึกษารวบรวมละเอียดข้อมูล โดยได้ศึกษาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเมื่อ 11-12 ก.ย. เกี่ยวกับโครงการเติมเงินหมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ประชุมและรวบรวมข้อมูลต่างๆ รวมถึงรายละเอียด โดยใช้เครื่องมือที่กรรมการ ป.ป.ช.เสนอ ครม.ว่าด้วยในเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงในการทุจริตเชิงนโยบาย และให้หน่วยงานที่เกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวซึ่งมีข้อมูล นำเสนอให้ ป.ป.ช.รับทราบ และดูผลดำเนินการ

“ขณะนี้ ได้เสนอต่อกรรมมการ ป.ป.ช. เป็นวาระเริ่มต้น โดยหารือเบื้องต้นว่า จำเป็นต้องเชิญนักวิชาการ ผู้มีความรู้เรื่องต่างๆ มาศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วน ทั้งนี้ การทำงานดังกล่าวได้ตรวจสอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลเหมือนชุดที่ผ่านๆมา โดยความห่วงใยของ สว.ต้องทำโดยเร่งด่วน” สุวณา ชี้แจง

ด้าน สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. รายงานผลการทำงานในคดีจีทูจีกลุ่มว่าด้วยข้าว ซึ่งเกี่ยวกับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ และพวกรวม 52 คน รวม 4 สัญญา มูลค่ารวม 1.2 แสนล้านบาท มีมติชี้มมูลเรียบร้อยแล้ว และส่งให้อัยการพิจารณา เช่นเดียวกับคดีจีทูจีมันสำปะหลัง ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลสมัยก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้ว นอกจากนั้น ยังมีประเด็นการทำงานเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้เรียกคืนที่ดิน 7,000 ไร่ ทั้งนี้ ปี 65-66 มีสถิติที่เพิ่มมากขึ้น

2023_SPB_ALL_Template_V8_SPACEBAR_Photo01_1be63cb9f0.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์