กระแสการเมืองไทยในเวลานี้ ยังหนีไม่พ้นประเด็น ‘สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.’ โดยเฉพาะ 3 สว.นี้ ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่
- แดง กองมา
- สมพาน พละศักดิ์
- ปราณีต เกรัมย์
แม้ กกต.จะยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติของทั้ง 3 คนแล้ว ทว่ากระแสการตรวจสอบการเลือก สว.กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ไม่แน่ว่า ทั้ง 3 ชื่อนี้ จะกลายเป็น ‘สายล่อฟ้า’ ที่อาจนำไปสู่การตรวจสอบครั้งใหญ่กว่าเดิมหรือไม่?
สว.ทั้ง 3 คนนี้ มีจุดร่วมสำคัญ คือถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของกลุ่มอาชีพที่ใช้สมัครเป็น สว. ไม่ว่าจะเป็นการประกอบกิจการที่เข้าข่ายตามกฎหมายหรือไม่? หรือการมีประสบการณ์ในสาขาอาชีพครบ 10 ปีตามที่กฎหมายกำหนด ก่อนที่ กกต.จะมีคำวินิจฉัยยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า มีพยานหลักฐานรองรับ หรือเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนที่ไม่มีเจตนาทุจริต
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลับมาอยู่ในความสนใจ ไม่ใช่ตัวคดีเดิม แต่เป็นคำถามต่อ ‘คำวินิจฉัย’ ของ กกต. เมื่อมีทั้งนักการเมือง และอดีต กกต. ออกมาตั้งข้อสังเกต
แดง กองมา
เป็น สว.กลุ่ม 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่นๆ) มีอาชีพเดิม เป็นแม่ค้าเขียงหมู ตลาดวิชิตสิน จ.อำนาจเจริญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2540
ก่อนหน้านี้ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ตั้งข้อสงสัย เขียงหมูขนาดเล็ก ไม่ตรงสเปกกลุ่ม 10 ที่ต้องใหญ่กว่า SME หรือไม่? จากนั้น ‘สว.แดง’ ก็ได้ฟ้องหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ’ ที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ‘สว.แดง’ ถูกร้องให้ กกต.วินิจฉัยกรณี “รู้ว่า ไม่มีคุณสมบัติ เพราะไม่ได้เป็นผู้ประกอบกิจการอื่น นอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมาย รวมถึงไม่มีประสบการณ์ การทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี” แต่ กกต.ยกคำร้อง พร้อมระบุเหตุผลว่า ‘สว.แดง’ มีประสบการณ์ขายเนื้อหมูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จริง และมีพยานยืนยัน
สมพาน พละศักดิ์
เป็น สว.กลุ่ม 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่นๆ) เช่นกัน อาชีพเดิม เป็นเจ้าของร้าน ‘ปุ๊ก ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา’ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งมีใบทะเบียนพาณิชย์ปี 2552 และก็เช่นเดียวกับกรณีของ ‘สว.แดง’ คือ การถูกตั้งข้อสงสัย กิจการก๋วยเตี๋ยว เข้าข่ายธุรกิจขนาดใหญ่เกิน SME จริงหรือไม่? ก่อนที่ ‘สว.สมพาน’ จะฟ้องหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ’ ที่เดียวกัน
ก่อนหน้านี้ ‘สว.สมพาน’ ถูกร้องให้ กกต.วินิจฉัยกรณี “รู้ว่า ไม่มีสิทธิสมัคร สว. เพราะไม่มีประสบการณ์ การทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี” แต่ท้ายที่สุด กกต.ยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า ขายก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่ พ.ศ. 2552 ปรากฏตามใบทะเบียนพาณิชย์ และมีพยานยืนยันด้วย
ปราณีต เกรัมย์
สว.กลุ่ม 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม กีฬาฯ) อาชีพเดิม อดีตเคยเป็นพลขับประจำตัว ‘ปู่ชัย ชิดชอบ’ (บิดาของ เนวิน ชิดชอบ)
สำหรับ สว.ปราณีตนี้ ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการเขียนประวัติว่า เป็น ‘นักกีฬาฟุตบอลอาวุโส’ แต่เมื่อนับอายุแล้ว กลับไม่ครบ 10 ปีตามเกณฑ์ เรื่องนี้ เจ้าตัวชี้แจงว่า เจ้าหน้านี้พิมพ์ ‘อาวุโส’ เอง และวันนั้น ก็ไม่ได้เอาแว่นตาไป จึงไม่ได้อ่าน
ซึ่งก่อนหน้านี้ ถูกร้องให้ กกต.วินิจฉัยกรณี “รู้ว่า ไม่มีสิทธิสมัคร สว. เพราะไม่มีประสบการณ์ การทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี รวมทั้งจงใจให้เข้าใจผิดในคุณสมบัติ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนน” แต่ กกต.ยกคำร้อง เพราะเป็นความคลาดเคลื่อน และเชื่อว่าไม่มีเจตนาทุจริต
คำวินิจฉัยของ กกต.ทั้ง 3 เคสนี่เอง ที่ถูกต้องข้อสังเกตจากทั้ง ‘สมชัย ศรีสุทธิยากร‘ อดีต กกต.และ ‘โฆษกพรรคประชาชน’ อย่างเคสแม่ค้าเขียงหมูกับพ่อค้าก๋วยเตี๋ยว ‘อดีต กกต.สมชัย’ ตั้งคำถามเรื่องกลุ่มอาชีพ สว.ว่า การตีความ ‘กลุ่ม 10’ อาจไม่ตรงเจตนากฎหมาย โดยเห็นว่า การตีความกลุ่ม 10 ที่ไม่ใช่กลุ่ม 9 ที่ถูกต้องคือ เป็นวิสาหกิจที่ไม่ใช่ S หรือ M นั่นหมายความว่า หากขายก๋วยเตี๋ยว ต้องมีคนงานเกิน 200 คน ทรัพย์สินถาวรเกิน 200 ล้านบาท หากขายเนื้อหมูในตลาด ต้องมีคนงานเกินกว่า 30 คน และเขียงหมูต้องมีมูลค่าทรัพย์สินเกิน 60 ล้านบาท
ความสุ่มเสี่ยงที่ ‘สมชัย‘ มองเห็น คือ หาก กกต.วินิจฉัยผิด เป็นเรื่องกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ สะเพร่า ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย หรือ หากมีเจตนาช่วยเหลือผู้สมัครโดยไม่ยึดถือกฎหมาย ถือเป็นความผิดทางอาญา ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ!
เช่นเดียวกับ ‘พริษฐ์’ ที่ยกคำวินิจฉัยในเคสของอดีตพลขับปู่ชัยว่า แม้จะมีเจ้าหน้าที่เป็นพยานว่าเป็นคนเติมคำว่า ‘อาวุโส’ เข้าไปเอง แต่ก็น่าสงสัย ที่เจ้าหน้าที่จะเติมข้อความ โดยไม่ได้เป็นความประสงค์ของผู้สมัคร และถึงแม้จะเติมเข้าไปเอง เอกสารดังกล่าวก็ต้องถูกตรวจสอบและลงชื่อรับรองความถูกต้องโดยผู้สมัครอยู่ดี
“ดังนั้น การที่ กกต.วินิจฉัยว่าไม่มีการกระทำผิดใดๆ เกิดขึ้นในกรณีนี้ และยอมรับได้กับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น ก็ย่อมทำให้สังคมเกิดคำถามต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ได้เช่นกัน ยิ่งเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับคำวินิจฉัยอื่นๆ ของ กกต.เรื่องคุณสมบัติ”
— พริษฐ์ ย้ำ
คำถามสำคัญในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่ว่า สว.ทั้งสามจะผิดหรือถูก แต่คือ คำวินิจฉัยของ กกต.เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่? เพราะหากสังคมเกิดคำถามกับการทำหน้าที่ของ กกต.ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ 3 คน แต่สามารถขยายไปยังผู้สมัครในกลุ่มอาชีพเดียวกัน หรือเครือข่ายการเลือก สว.ทั้งหมด เหมือน ‘โดมิโน่’ ที่ล้มต่อกันเป็นทอด ๆ
ในทางการเมือง หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้น กลุ่ม สว.ที่ถูกมองว่าเป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวุฒิสภาชุดปัจจุบัน อาจเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งในแง่ความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของที่มา สว.
สุดท้ายแล้ว คดีของ สว.ทั้ง 3 คน อาจเป็นเพียง ‘เคสนำร่อง’ ที่จะวัดว่า กระบวนการตรวจสอบการเลือก สว.ในรอบนี้ จะหยุดอยู่ที่รายบุคคล หรือจะขยายผลไปถึงโครงสร้างการได้มาของ สว.ทั้งระบบ จากนี้คงต้องจับตาว่า นี่จะกลายเป็น ‘โดมิโน่ตัวแรก’ ของ สว.เหล่




