วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคก้าวไกลมีมติขับปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ออกจากพรรค เพื่อรักษาตำแหน่งรองประธาน เพราะเห็นว่าทำหน้าที่ได้ดีว่า เรื่องการทำหน้าที่ได้ดี ก็เป็นอีกเรื่อง แต่มาตรฐานของพรรคการเมืองอย่างพรรคก้าวไกล ที่เคยไปตำหนิสังคมและพรรคการเมือง แต่เมื่อถึงเวลาอยากได้ตำแหน่ง อยากได้อำนาจ ก็ทำอะไรที่ไม่ต่างจากคนอื่น ซึ่งที่ผ่านมาเคยโจมตีคนอื่น แต่ตัวเองกลับทำในเรื่องที่เหมือนกล่าวหาคนอื่น เพราะพฤติกรรมที่ทำนี้ถือเป็นนิติกรรมอำพราง ซึ่งใครๆ ก็รู้อยู่ว่าเหมือนของหลอกๆ ไม่ใช่ของจริง เพราะความจริงแล้ว ในอดีตพรรคการเมืองของตนเอง เคยมี สส. ไปทำกิจกรรมกับพรรคอื่นหรือไม่ได้อยู่กับพรรค ก็ไม่เห็นไล่ออก แต่พอมาคราวนี้ อยากได้ตำแหน่ง อยากได้อำนาจ ก็ทำทีเป็นไล่ออกซึ่ง ถ้าถามว่าสังคมรู้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าสังคมรู้และใครๆ ก็รู้ แบบนี้จึงเห็นว่ามาตรฐานของพรรคการเมืองแบบนี้ ไม่ควรทำอย่างนี้
พร้อมกันนี้ ยังเห็นว่า ในอดีตและพรรคอื่นทำ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลับนิ่งเฉย แล้วปล่อยเลยเถิดมาก จนมีการทำเป็นแบบอย่าง ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ถูกตามที่กฎหมายกำหนด และย้ำว่าเป็นพฤติกรรมที่พรรคก้าวไกลไม่ควรกระทำ
ส่วนที่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าทำตามกฏหมายเพราะรัฐธรรมนูญบังคับไว้ วันชัย กล่าวว่า แม้ว่าหลายเรื่องไม่ผิดกฎหมาย แต่ควรต้องดูถึงความถูกต้อง จริยธรรม คุณธรรม ความเหมาะความควร แล้วตัวเองเป็นพรรคเป็นพรรคการเมืองที่ประกาศถึงมาตรฐานทางการเมืองสูงกว่าคนอื่น ดังนั้น จะมาเห็นว่าคนอื่นทำแบบนี้ แล้วตัวเองควรทำด้วยเป็นเรื่องไม่ควรทำ ไม่เช่นนั้นทั้งในสภาและนอกสภาจะกล่าวหาได้ว่าพรรคนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับพรรคการเมืองอื่นๆ เวลาอยากได้อำนาจอยากได้ตำแหน่งอะไรก็อ้างได้
ด้านเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวว่า การขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ตามหลักการควรเป็นเรื่องของความขัดแย้งที่สมาชิกไม่สามารถทำงานร่วมกับพรรคได้ เพื่อให้ไปหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด และยังคงสามารถทำหน้าที่ สส.ได้ต่อ แต่ในการขับครั้งนี้ กลับเป็นการสมคบ ตกลงรู้เห็นร่วมกัน ไม่ได้ขัดแย้งกัน เพื่อหลบเลี่ยงหาทางออกไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่การขับออกจากพรรค ควรออกตามธรรมชาติความเป็นจริง ดังนั้น จึงต้องรอดูว่า จะมีผู้ที่ยังติดใจยื่นตรวจสอบให้มีการวินิจฉัยในครั้งนี้หรือไม่ ซึ่ง สส. 1 ใน 10 ของสภาผู้แทนราษฎร ก็สามารถหยิบยกให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งได้ว่า การแสดงออกของพรรคก้าวไกล หรือการขับออกจากการเป็นสมาชิกชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือคนอื่นๆ ก็สามารถยื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยได้
ส่วนการที่ปดิพัทธ์ถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของปดิพัทธ์ และจุดยืนของพรรคก้าวไกลหรือไม่นั้น เสรี ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ เพราะถือเป็นทางออก เพื่อรักษา 2 ตำแหน่ง ทั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่วิธีการนั้น เป็นวิธีที่ไม่ได้ขัดแย้งกัน เป็นการตกลงกันเพื่อแยกกันทำหน้าที่ ส่วนจุดยืนของพรรคต่อการกระทำครั้งนี้ ก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีลักษณะที่ สส.ขัดแย้งกันในพรรคเกิดขึ้น จนมีการขับออกจากการเป็นสมาชิก แต่ก็ควรรักษาบรรทัดฐานที่การถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคนั้น จะต้องเป็นเรื่องความขัดแย้งของสมาชิก
ส่วนการกระทำของพรรคก้าวไกล ถือเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่นั้น เสรี ยังปฏิเสธที่จะให้ความชัดเจน เพียงแต่ระบุว่า นิติกรรมอำพราง เป็นเรื่องกฎหมายแพ่งที่มีการปกปิดบางสิ่งบางอย่างไว้




