‘พิธา’ ไม่ห่วงปมหุ้นสื่อ สวน ‘แรมโบ้’ ต้องยินดีผู้ชนะ

2 มิ.ย. 2566 - 13:07

  • ‘พิธา’ ไม่ห่วงปมหุ้นสื่อ มั่นใจ เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้ พร้อมให้กำลังใจ ‘ลูกเกด ชลธิชา’ คดี ม.112

  • สวนกลับ ‘แรมโบ้’ บอก ปกติคนแพ้เลือกตั้งต้องยินดีคนชนะ และส่งมอบงานรัฐบาลใหม่

  • ย้ำ 100 วันแรก จะเจรจาขึ้นค่าแรง 450 บาทระหว่างไตรภาคี ขออย่ากังวล

Senator_Pita_Move_Forward_Dont_Worry_Media_Company_Shares_Give_Encouragement_Cholticha_SPACEBAR_Thumbnail_0b017363cb.jpeg
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีหุ้นสื่อว่า ขณะนี้ทาง กกต.ยังไม่ได้เชิญไปชี้แจงข้อเท็จจริง และจากการตรวจสอบกับทางพรรคเมื่อคืนนี้ก็ยังไม่มีอะไรมาจากทางกกต. ทั้งเรื่องหลักฐานและเรื่องเกี่ยวกับหลักกฎหมาย หากตัดสินกันด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมอย่างที่เคยมีมา ก็คิดว่าไม่มีอะไรน่ากังวล  
    
เมื่อถามว่า หาก กกต.ไม่สามารถรับรองได้ ส.ส.ได้ครบทั้ง 151 คน จะส่งผลกระทบอะไรกับการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น พิธา ระบุว่า เข้าใจว่าหลักกฎหมาย 95% คือ ครบ 60 วัน คือประมาณเดือนกรกฎาคม หากไม่รับรองก็จะไม่สามารถติดกระดุมเม็ดแรกได้ ไม่สามารถเปิดประชุมสภาฯ เลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯได้ ก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดความล่าช้า และประชาชนก็คงเรียกร้อง กกต.ให้ดำเนินการให้เร็ว เพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชน 
    
ส่วน ส.ส.ของพรรคก้าวไกลมีถูกร้องเรียนบ้างหรือไม่ ที่จะทำให้กกต.ประกาศมาแล้วตัวเลขไม่ถึง 151 พิธา กล่าวว่า เท่าที่เห็นคือ มีเรื่องของ ‘ชลธิชา แจ้งเร็ว’ ว่าที่ ส.ส.จังหวัดปทุมธานี ที่น่าจะเป็นเรื่องคดีเกี่ยวกับ ม.112 ตนเองยังไม่ได้ติดตามรายละเอียดกับทีมกฎหมายว่า มีประเด็นอะไรบ้าง และวันนี้ก็ต้องขอให้กำลังใจ ‘ชลธิชา’ ที่จะต้องขึ้นศาลโดยไม่มีทนายความในคดี ม.112 และก็เป็นกำลังใจให้ หวังว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี และเข้าไปทำงานรับใช้ประชาชนชาวปทุมธานีร่วมกับ ว่าที่ ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมา 
     
เมื่อถามถึงกรณี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่โพสต์ข้อมูลเนื้อหามีสาระว่า หากนพิธาต้องพ้นจาก ส.ส.กรณีการถือหุ้นสื่อ ก็จะไม่ส่งผลต่อฐานะหัวหน้าพรรคที่เซ็นรับรองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น พิธา ระบุว่า ตนเองอาจจะยังไม่ได้เห็นรายละเอียดของพ.ต.อ.จรุงวิทย์ จึงยังให้ความเห็นไม่ได้ แต่เท่าที่ดูข้อมูลของนักวิชาการ และอดีตกกต.หลายๆท่าน ก็บอกว่ามีกฎหมายที่สามารถพูดได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าใครพลาดอะไรแล้วที่เหลือต้องเลือกตั้งใหม่ พร้อมย้ำว่า ยังมั่นใจในรายละเอียดของตัวเอง และมั่นใจว่า จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ทุกอย่างเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและเป็นไปในแนวโน้มที่ดี ถ้า กกต.รับรองเมื่อไรก็คาดว่าจะประชุมสภาได้โดยเร็ว และจะตั้งรัฐบาลได้ 
 
เมื่อถามถึงกรณีตำแหน่งประธานสภาฯ ที่มีกระแสข่าวว่า จบแล้ว รวมถึงกรณีที่ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต ส.ส. พรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้รับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วด้วยนั้น พิธา กล่าวว่า เท่าที่ดูทวิตเตอร์ของ นพ.ชลน่าน ก็โพสต์ว่า คำว่าจบแล้ว มีนิยามของมัน ไม่ได้จบแล้วที่ตัวบุคคล และในความขัดแย้งนี้ มีกระบวนการแก้ไขปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้เป็นประธานสภาฯของประชาชนได้ และตามที่ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลบอกไว้คือกลางเดือนมิถุนายน เพราะฉะนั้นคงต้องยึดคำสัมภาษณ์ของชัยธวัชและทวิตเตอร์ของนพ.ชลน่านเป็นหลัก ดังนั้นสิ่งที่มงคลกิตติ์ พูด ชัยธวัช ก็โต้ไปแล้วว่าไม่เป็นความจริง 
    
ส่วนกรณีที่ เสกสกล อัตตถาวงศ์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาระบุว่า ก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกลให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมเก็บของออกจากทำเนียบ ดังนั้นทางพรรคก้าวไกลก็ระวังว่าจะเป็นการฝันค้าง ยังมีอีกหลายด่านกว่าจะตั้งรัฐบาลได้นั้น พิธา ระบุว่า ยังไม่เห็นว่า เสกสกล พูดถึงอะไร ทั้งนี้ มองด้วยความเข้าใจว่า เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจแล้ว ปกติแล้วคนที่เขาแพ้เลือกตั้ง ก็จะต้องยินดีกับผู้ที่ชนะ แล้วก็ยอมแพ้ และส่งมอบงานให้กับรัฐบาลต่อไป หากเอาประชาชนเป็นที่ตั้งก็จะไม่หลุดจากหลักการตรงนี้ แต่อาจจะยังคงมีเรื่องของสภาล่างและสภาสูงในลักษณะนี้มากกว่า  
    
ส่วนกรณีที่ทางสภาแรงงานระบุถึงกรณีค่าแรง 450 บาท ถ้าพรรคก้าวไกลไม่สามารถทำได้ภายใน 100 วันแรกก็จะไปร้องกกต.ว่าสัญญาแล้วทำไม่ได้นั้น พิธา ยืนยันย้ำว่า 100 วันแรก ตามกฎหมายก็จะต้องให้ไตรภาคีที่เป็นลูกจ้าง 5 คน นายจ้าง 5 คน ฝ่ายของรัฐอีก 5 คน มาพูดคุยกัน หากลูกจ้างเห็นด้วยว่า 450 บาทเป็นราคาที่เหมาะสม เพราะเดือนนี้หากคำนวนยังไม่ถึงหมื่น แล้วทุกวันนี้ต้นทุนในการใช้ชีวิตสูงมาก หากเป็นไปแบบนี้ ก็คิดว่าสามารถเป็นไปได้ใน 100 วันแรกว่า จะมีการเจรจากันเกิดขึ้น และในขณะนี้ก็จะต้องใช้โอกาสในการเจรจากับนายจ้างและ SME ที่กลัวว่าจะมีผลกระทบ ก็จะต้องพูดถึงว่า ไม่ได้มีค่าแรงอย่างเดียวแต่จะมีการอัพสกิล รีสกิลให้มีคุณภาพของแรงงาน และการดูแล SME ที่จะทำให้ผลกระทบจากค่าแรงได้รับการบรรเทาลง และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสและเพิ่ม ระบบควบคุมอัตโนมัติให้กับการทำงานมากขึ้น ซึ่งรัฐจะมีแพ็กเก็จในการช่วยเหลือประคับประคอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์