สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงภาพรวมของการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11-12 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า จากการฟังคำชี้แจงของเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ในนโยบายสำคัญยังไม่มีความชัดเจน ทั้งรายละเอียดและงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการสำคัญระยะเร่งด่วน คือ แจกเงิน Digital Wallet 10,000 บาท ที่รัฐบาลยืนยันว่า จะแจกแบบเฮลิคอปเตอร์มันนี่ให้ทุกคน ทั้งที่สามารถเลือกให้เฉพาะคนที่มีรายได้น้อยได้ ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมสามารถเลือกให้เฉพาะร้านค้าชุมชน เพื่อกระจายรายได้และช่วยเศรษฐกิจชุมชน แต่รัฐบาลเลือกจะให้กับทุกร้านค้า
สถิตย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการใช้เทคโนโลยีที่จะนำมาช่วยในการบริหารรัฐบาลยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้วิธีใด กรณีที่บอกว่าจะนำบล็อกเชนมาใช้ 1 ก.พ. 67 นั้น จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ และกรณีที่มาของเงินเพื่อใช้ในนโยบายด้านต่างๆ โดยเฉพาะ Digital Wallet แม้รัฐบาลระบุว่า จะไม่นำกองทุนบำเหน็จบำนาญ, กองทุนประกันสังคม กองทุนวายุภักดิ์ หรือกองทุนต่างๆ มาใช้ แต่ไม่สามารถระบุถึงแหล่งที่มาชัดเจนได้
“ผมเข้าใจว่า การเขียนนโยบายรัฐบาล อาจมีเวลาน้อย แต่รายละเอียดต้องเตรียมการ สำหรับเงินที่จะนำมาใช้ หากไม่ใช้เงินจากกองทุน ตามหลักการอาจมาได้จาก 3 วิธี คือ ภาษี, เกลี่ยงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ กู้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะใช้วิธีการใดต้องเลือกให้เหมาะสมและระวังไม่ให้เกิดภาระกับประชาชนมากเกินไป” สถิตย์ กล่าว
เมื่อถามว่าสำหรับโครงการแจกเงิน Digital Wallet ขณะนี้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลอาจจะเอื้อให้บางบริษัทที่ถือครองหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจบิตคอยน์ หรือเงินดิจิทัล สถิตย์ กล่าวว่า ขอมองนโยบายรัฐบาลในภาพกว้าง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินโครงการ และธุรกรรมอื่นเพื่อประโยชน์ประเทศ
เมื่อถามว่ารัฐบาลให้ความเชื่อมั่นว่าไม่ทุจริต จะบริหารโปร่งใส ส่วนตัวให้ความเชื่อมั่นได้กี่เปอร์เซ็นต์ สถิตย์ กล่าวว่า ต้องให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงาน
สถิตย์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะในการสร้างรายได้เข้าประเทศด้วยว่า รัฐบาลต้องส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ทั้งท่องเที่ยวทางน้ำ ท่องเที่ยวชุมชนเพื่อให้มีศัยกภาพรองรับการกระตุ้นการท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงรวมมถึงส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Soft power ให้เป็นที่ต้องการระดับสากลแต่คงความเป็นไทย
สถิตย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการใช้เทคโนโลยีที่จะนำมาช่วยในการบริหารรัฐบาลยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้วิธีใด กรณีที่บอกว่าจะนำบล็อกเชนมาใช้ 1 ก.พ. 67 นั้น จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ และกรณีที่มาของเงินเพื่อใช้ในนโยบายด้านต่างๆ โดยเฉพาะ Digital Wallet แม้รัฐบาลระบุว่า จะไม่นำกองทุนบำเหน็จบำนาญ, กองทุนประกันสังคม กองทุนวายุภักดิ์ หรือกองทุนต่างๆ มาใช้ แต่ไม่สามารถระบุถึงแหล่งที่มาชัดเจนได้
“ผมเข้าใจว่า การเขียนนโยบายรัฐบาล อาจมีเวลาน้อย แต่รายละเอียดต้องเตรียมการ สำหรับเงินที่จะนำมาใช้ หากไม่ใช้เงินจากกองทุน ตามหลักการอาจมาได้จาก 3 วิธี คือ ภาษี, เกลี่ยงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ กู้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะใช้วิธีการใดต้องเลือกให้เหมาะสมและระวังไม่ให้เกิดภาระกับประชาชนมากเกินไป” สถิตย์ กล่าว
เมื่อถามว่าสำหรับโครงการแจกเงิน Digital Wallet ขณะนี้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลอาจจะเอื้อให้บางบริษัทที่ถือครองหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจบิตคอยน์ หรือเงินดิจิทัล สถิตย์ กล่าวว่า ขอมองนโยบายรัฐบาลในภาพกว้าง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินโครงการ และธุรกรรมอื่นเพื่อประโยชน์ประเทศ
เมื่อถามว่ารัฐบาลให้ความเชื่อมั่นว่าไม่ทุจริต จะบริหารโปร่งใส ส่วนตัวให้ความเชื่อมั่นได้กี่เปอร์เซ็นต์ สถิตย์ กล่าวว่า ต้องให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงาน
สถิตย์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะในการสร้างรายได้เข้าประเทศด้วยว่า รัฐบาลต้องส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ทั้งท่องเที่ยวทางน้ำ ท่องเที่ยวชุมชนเพื่อให้มีศัยกภาพรองรับการกระตุ้นการท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงรวมมถึงส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Soft power ให้เป็นที่ต้องการระดับสากลแต่คงความเป็นไทย




