พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา วาระให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยชี้ให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญ ทันทีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก จึงอยากถามว่า รัฐธรรมนูญปี 60 มีปัญหาอะไรให้เร่งแก้ไข เป็นเพราะรัฐธรรมนูญนี้มีกลไกป้องกันนักการเมืองทุจริตเข้มงวด อาทิ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต การให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ ซึ่งกลไกเหล่านี้ ทำให้พรรคเพื่อไทย ที่มักมีปัญหาทุจริต คนสำคัญบางคนต้องหลบหนีคดี เพราะไม่มีอายุความ จำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทย มารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น หากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กลไกขจัดนักการเมืองทุจริตจะหายไป สอดคล้องความต้องการบางพรรคการเมืองที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญหมวดสถาบัน การแบ่งแยกราชอาณาจักร การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างอำนาจองค์กรอิสระ ลบล้างความผิดให้นักการเมืองทุจริต เพิ่มประเด็นความขัดแย้งมากขึ้น จะกระทบความมั่นคงชาติร้ายแรงมากกว่าการแก้มาตรา 112 ดังนั้นจะสนับสนุนนายกฯพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร
“แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะเสียสัตย์ ให้ประเทศสงบ ยืนยันจะไม่เสนอแก้รัฐธรรมนูญทันที แต่จะเสนอในห้วงเหมาะสม เมื่อสังคมสงบสุข การเสียสัตย์ครั้งนี้จะได้รับคำสรรเสริญทำเพื่อประเทศ ถ้าทำเช่นนี้ จะสนับสนุนนายกฯ เพื่อไทย” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว
ด้าน เชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ อภิปรายว่า เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย มีความเหมาะสมเป็นนายกฯ พร้อมอ้างข้อครหาเรื่องการเลี่ยงภาษีที่ดิน โดยการแยกโอนการซื้อขายที่ดินเป็นรายวัน รายบุคคล 12 คน 12 วัน เพื่อภาษีที่ดิน 70 ล้านบาท ไม่ใช่ 580 ล้านบาท นั้นไม่ได้เป็นการทำผิดกฎหมาย ส่วนที่หลายคนบอกว่าไม่รู้จัก เศรษฐา นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะตลอดการเลือกตั้ง แคนดิเดตนายกฯ ทุกพรรค ได้แสดงวิสัยทัศน์มาตลอด
“จะไม่รู้จักได้อย่างไร พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเลือกตั้งจากรประชาชน 10 ล้านเสียง ถือว่าผ่านการตรวจสอบจากประชาชนมาแล้ว จึงมีความเหมาะสมเป็นนายกฯ” เชาวฤทธิ์ กล่าว
ขณะที่ คำนูณ สิทธิสมาน สว. อภิปรายว่า สว.ควรใช้อำนาจเลือกนายกฯ อย่างมีขอบเขต การให้ความเห็นชอบนายกฯ วันนี้ เห็นควรกลับคืนสู่หลักการทั่วไปคือ ให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร เพราะแคนดิเดตนายกฯ ที่ได้รับการเสนอชื่อ ไม่มีหลักคิดเป็นอันตราย ส่วนการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถือเป็นภยันอันตรายหรือไม่นั้น เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเกือบทุกพรรคการเมือง ขณะที่การมีมติ ครม.เรื่องประชามติ ในวันแรกของการประชุม ครม. ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะการทำประชามติและการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เคารพผลการลงประชามติ
“แต่เพื่อความสบายใจของรัฐสภาและประชาชน ควรชี้แจงให้ชัดเจน เพื่อสร้างความสบายใจว่าร่างแก้รัฐธรรมนูญนั้น ควรรับฟังความเห็นจากทุกพรรค และ สว. ผ่านการพูดคุยให้มากสุด รูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่จะเกิดขึ้น ต้องผ่านความเห็นจากสภาฯ ก่อน รวมถึงทบทวนระยะเวลาทำประชามติจะเป็นประโยชน์ ถ้าทำได้ ก็จะให้ความเห็นชอบนายกฯ ตามเสียงข้างมาก” คำนูณ กล่าว
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น หากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กลไกขจัดนักการเมืองทุจริตจะหายไป สอดคล้องความต้องการบางพรรคการเมืองที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญหมวดสถาบัน การแบ่งแยกราชอาณาจักร การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างอำนาจองค์กรอิสระ ลบล้างความผิดให้นักการเมืองทุจริต เพิ่มประเด็นความขัดแย้งมากขึ้น จะกระทบความมั่นคงชาติร้ายแรงมากกว่าการแก้มาตรา 112 ดังนั้นจะสนับสนุนนายกฯพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร
“แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะเสียสัตย์ ให้ประเทศสงบ ยืนยันจะไม่เสนอแก้รัฐธรรมนูญทันที แต่จะเสนอในห้วงเหมาะสม เมื่อสังคมสงบสุข การเสียสัตย์ครั้งนี้จะได้รับคำสรรเสริญทำเพื่อประเทศ ถ้าทำเช่นนี้ จะสนับสนุนนายกฯ เพื่อไทย” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว
ด้าน เชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ อภิปรายว่า เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย มีความเหมาะสมเป็นนายกฯ พร้อมอ้างข้อครหาเรื่องการเลี่ยงภาษีที่ดิน โดยการแยกโอนการซื้อขายที่ดินเป็นรายวัน รายบุคคล 12 คน 12 วัน เพื่อภาษีที่ดิน 70 ล้านบาท ไม่ใช่ 580 ล้านบาท นั้นไม่ได้เป็นการทำผิดกฎหมาย ส่วนที่หลายคนบอกว่าไม่รู้จัก เศรษฐา นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะตลอดการเลือกตั้ง แคนดิเดตนายกฯ ทุกพรรค ได้แสดงวิสัยทัศน์มาตลอด
“จะไม่รู้จักได้อย่างไร พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเลือกตั้งจากรประชาชน 10 ล้านเสียง ถือว่าผ่านการตรวจสอบจากประชาชนมาแล้ว จึงมีความเหมาะสมเป็นนายกฯ” เชาวฤทธิ์ กล่าว
ขณะที่ คำนูณ สิทธิสมาน สว. อภิปรายว่า สว.ควรใช้อำนาจเลือกนายกฯ อย่างมีขอบเขต การให้ความเห็นชอบนายกฯ วันนี้ เห็นควรกลับคืนสู่หลักการทั่วไปคือ ให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร เพราะแคนดิเดตนายกฯ ที่ได้รับการเสนอชื่อ ไม่มีหลักคิดเป็นอันตราย ส่วนการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถือเป็นภยันอันตรายหรือไม่นั้น เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเกือบทุกพรรคการเมือง ขณะที่การมีมติ ครม.เรื่องประชามติ ในวันแรกของการประชุม ครม. ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะการทำประชามติและการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เคารพผลการลงประชามติ
“แต่เพื่อความสบายใจของรัฐสภาและประชาชน ควรชี้แจงให้ชัดเจน เพื่อสร้างความสบายใจว่าร่างแก้รัฐธรรมนูญนั้น ควรรับฟังความเห็นจากทุกพรรค และ สว. ผ่านการพูดคุยให้มากสุด รูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่จะเกิดขึ้น ต้องผ่านความเห็นจากสภาฯ ก่อน รวมถึงทบทวนระยะเวลาทำประชามติจะเป็นประโยชน์ ถ้าทำได้ ก็จะให้ความเห็นชอบนายกฯ ตามเสียงข้างมาก” คำนูณ กล่าว



