กัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมเสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม Vat เป็น 10% ว่า รายงานฉบับดังกล่าวเป็นผลการศึกษาในเชิงวิชาการที่มอบหมายให้ประธานอนุกรรมาธิการการเงินฯ ไปดำเนินการ โดยมีโจทย์หลักคือการหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพื่อมารองรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, ค่ารักษาพยาบาล และการพัฒนาการศึกษา
“เราต้องมองภาพรวมว่ารัฐจะเอาเงินมาจากไหนมาดูแลประชาชน รายงานนี้จึงศึกษาข้อมูลย้อนหลัง ปัจจุบัน และมองไปถึงอนาคต เพื่อให้เห็นโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม โดยไม่ได้มีเจตนาจะสร้างภาระให้ประชาชนในยามวิกฤต”
— ประธานกมธ. ระบุ
เมื่อถามว่าในรายละเอียดมีการวิพากษ์วิจารณ์ กัมพล กล่าวว่า ข้อเสนอจริงคือการปรับขึ้นแบบ ‘ขั้นบันได’ โดยเสนอให้ปรับขึ้นเพียงปีละ 1% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปี และมีการกำหนดเกณฑ์ชัดเจนเพื่อคุ้มครองผู้มีรายได้น้อย โดยผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่าปัจจุบันประเทศไทยเก็บภาษี VAT อยู่ที่ 7% ซึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าไทยอยู่อันดับเกือบสุดท้าย (เหนือกว่าพม่าซึ่งอยู่ที่ 5%) ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่จัดเก็บสูงถึง 14% เพื่อนำเงินมาจุนเจือระบบสวัสดิการให้ประชาชนกินดีอยู่ดี
ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ ยอมรับว่า จังหวะเวลาที่รายงานเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภานั้นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว ประกอบกับมีภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดความตระหนกและเข้าใจผิดในสังคม
“ผมเองก็ตกใจเมื่อเห็นข่าวว่า สว.จะขึ้นภาษี 10% ทันที ซึ่งความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น เมื่อพิจารณาแล้วว่าช่วงนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ผมจึงตัดสินใจขอถอนรายงานฉบับนี้ออกไปก่อน ไม่ใช่เพราะกลัวกระแส แต่เพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกโยงไปเกี่ยวพันกับประเด็นทางการเมืองหรือเงินกู้ของรัฐบาล ยืนยันว่าหลังจากนี้จะสั่งการให้ฝ่ายเลขานุการเร่งจัดทำสรุปเนื้อหาในรูปแบบ PowerPoint ที่เข้าใจง่าย เพื่อชี้แจงต่อสื่อมวลชนและประชาชนอีกครั้ง โดยเน้นย้ำหลักการภาษีคนรวยช่วยคนจน เพื่อสร้างความเสมอภาคในสังคมและสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนในอนาคต”
— กัมพล กล่าว




