‘สว.วันชัย’ บี้ ‘รัฐบาล’ เร่งออกกม.นิรโทษฯ

24 ต.ค. 2566 - 13:10

  • ‘สว.วันชัย’ บี้ ‘รัฐบาล’ ช่วงเวลานี้เหมาะสุด เร่งออกกฎหมายนิรโทษฯ สร้างการเมืองปรองดอง ติงอย่าเสวยสุขอำนาจบนความสูญเสียในอดีต เชื่อไม่เป็นชนวนขัดแย้ง โยน ‘ฉบับก้าวไกล’ ถกในสภาฯ เหมารวม ม.112 ด้วยหรือไม่ ชี้ ‘อดีตแกนนำพธม.’ ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เป็นการกระทำโหดร้าย

  • เตรียมถาม ไทม์ไลน์ แก้รธน.จาก คกก.ประชามติ 30 ต.ค.นี้ พร้อมมองการทำประชามติไม่มีปมต้องขัดแย้ง ห่วงแก้ รธน. แนะให้แก้รายมาตราที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกัน

  • ระบุ ไม่ควรเกิดขึ้นปม ‘สส.คุกคามทางเพศ’ เชื่อ ‘ก้าวไกล’ จัดการได้ แนะชงสางปมในสภาฯ ถ้าผิดจริง อย่าปล่อยลอยนวล เพราะกระทบเชื่อมั่นแน่ ลาม ‘รบ.-สว.’

Senator_Wanchai_rush_government_amnesty_law_now_SPACEBAR_Hero_76ebf1e07f.jpg

วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงนโยบายสร้างความปรองดองของรัฐบาลว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องของการสร้างความปรองดอง และยังไม่เห็นว่ามีอะไรที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้งที่รัฐบาลนี้ประกาศว่าเป็นรัฐบาลสลายขั้ว สลายสี สลายความขัดแย้ง แท้ที่จริงแล้วเป็นการสลายความขัดแย้งของกลุ่มผู้มีอำนาจเท่านั้นเอง แปลว่าผู้มีอำนาจและพรรคการเมืองต่างๆ สลายความขัดแย้ง แล้วไปมีอำนาจร่วมกัน ซึ่งเท่ากับแปลว่ามีอำนาจทางการเมืองแล้ว แต่ว่าเป็นวาทกรรมทางการเมืองเพื่ออำนาจเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ไม่ได้มองถึงความขัดแย้งจริงๆ ของบุคคลในประเทศนี้ ทั้งที่คนที่มีอำนาจในขณะนี้ที่เป็นรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีมาจากความเจ็บความตายความพิการความพลัดพรากของคนต่างๆ ที่ต่อสู้กันมาเกือบ 20 ปีไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง นปช. กปปส. หรือคนกลุ่มอื่นใด พี่มีความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน แล้วต่อสู้กันจนบาดเจ็บ ล้มตายต่างๆโดยเป็นบุคคลที่ไม่ได้มีความคิดร้ายหรือมีเรื่องส่วนตัว แต่ต้องมารับเวรกรรม ขณะที่บางพวกได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งอยากถามว่าเป็นธรรมแล้วหรือไม่ แต่เท่าที่ฟังกระแสเสียงเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรจริงจัง เพราะเกรงว่าจะกระทบกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ และเกรงว่าอำนาจของตัวเองจะสั่นคลอน เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะแก้ ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม อภัยโทษให้กลุ่มต่างๆ แต่วันนี้เป็นรัฐบาลแล้วกลับเงียบ

วันชัย กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ตนเห็นแกนนำกลุ่มต่างๆ เดินขึ้นศาลเข้าเรือนจำ ถูกพิพากษา บางคนถูกพิทักษ์ทรัพย์ขั้นเด็ดขาด เห็นว่า น่าอเน็จอนาถมากที่สุด และน่าเห็นใจ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องว่า หากจบความขัดแย้งได้ควรจบ เลิกได้ควรเลิก เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่คนไม่ดี แต่คนที่ก้าวเข้ามามีอำนาจแล้วอยู่เฉย ส่วนตัวเห็นว่า แย่มาก ควรต้องแสดงความจริงใจ ประกาศให้ชัดว่าจะทำอะไรหรือไม่ และทำเมื่อไหร่ ไม่ใช่บอกแค่ก้าวข้ามความขัดแย้ง เป็นรัฐบาลสลายขั้ว สลายสี เห็นว่าน่าอับอาย

"มันไม่รู้สึกหดหู่กันบ้างหรืออย่างไร มีอำนาจบนคนที่เขาต่อสู้กันมาในเรื่องนี้ แล้วมาเสวยสุขกัน โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร ผมจึงเรียกร้องให้รัฐบาล จะทำอะไรก็ทำเสียจะออกกฎหมายก็ออก หรือจะออกเป็นพระราชกำหนด หรือจะทำอะไรก็รีบทำ อย่าปล่อยให้เขารับเวรรับกรรมกันอยู่แบบนี้" วันชัย กล่าว

วันชัย กล่าวด้วยว่า ในกระบวนการประชาธิปไตย กฎหมายคือทางออก และเป็นเหตุของการสร้างความปรองดอง และทำให้ตกผลึกในการถกแถลงกัน ว่าควรทำอะไรมากน้อยแค่ไหนโดยใช้เวทีสภาเป็นเรื่องดีที่สุด หรือหากต้องการความรวดเร็ว ก็เห็นว่าการออกพระราชกำหนดก็เป็นวิถีทางหนึ่ง แต่ถ้าอยากให้รอบคอบเห็นเพราะต้องการก็ออกเป็นพระราชบัญญัติโดยทำให้เร็วได้ และเป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลขยับตัวอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในขณะที่ฝ่ายค้านขยับแล้ว แต่รัฐบาลยังอ้างเหตุต่างๆ ซึ่งตนเองก็ไม่เข้าใจ

เมื่อถามถึงกรณีพรรคก้าวไกลยื่นร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมซึ่งหมายรวมเรื่องของคนกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยนั้น วันชัย กล่าวว่า ให้ใช้เวทีของสภาเป็นที่ถกแถลงว่าให้นิรโทษกรรมโดยรวมความผิดมาตรา 112 หรือไม่ และรวมความผิดฐานก่อการรัฐประหารหรือไม่ ซึ่งกรณีการทำรัฐประหารก็ได้นิรโทษกรรมไปแล้ว และรัฐบาลไม่ควรลอยไปลอยมา แล้วอ้างโน่นนี่ สงสัยว่ารัฐบาลเกรงจะกระทบกับอำนาจของตนเองหรือไม่ หากไม่กลัวก็ควรเดินหน้าอย่าปล่อยให้ผู้ได้รับผลกระทบเจ็บปวดเช่นนี้ ทั้งนี้เห็นว่าคนที่ไม่ทำเรื่องนี้ถือว่าใจดำเกินไป และเมื่อกฎหมายพิจารณามาถึงชั้นวุฒิสภาก็จะพิจารณาด้วยความรอบคอบ เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ควรจะอภัยต่อกัน และจบกันได้ ทั้งยังเชื่อว่าวุฒิสภาคงไม่มีปัญหา เพราะได้ประโยชน์ทุกกลุ่ม เวลานี้ทุกสีก็มาเป็นรัฐบาลร่วมกัน จึงไม่มีเหตุใดที่สภาต้องมาขัดแย้งกัน

วันชัย กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมวุฒิสภาวันนี้ (24 ต.ค.) ได้เสนอแนวทางการสร้างความปรองดอง โดยพูดในภาพรวมว่าความขัดแย้งเกิดจากอะไร จะแก้ปัญหาอย่างไร และควรมีมาตรการอย่างไรในอนาคต ซึ่งเป็นภาพกว้าง และไม่ได้พูดถึงกฎหมายนิรโทษกรรมที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ทั้งนี้ เชื่อว่า การเสนอกฎหมายดังกล่าวจะไม่ลามปามจนเป็นวิกฤตของบ้านเมือง แม้กระทั่งเหตุการณ์ในอิสราเอลยังยอมลงทุนเพื่อช่วยเหลือคนไทยให้ปลอดภัย ดังนั้น ต่อเหตุการณ์ในประเทศก็ควรต้องลงทุนในการช่วยเหลือเยียวยาและออกกฎหมายเพื่อให้เกิดความปรองดอง เพราะถือเป็นภัยทางการเมือง แต่กลับผลัดวันประกันพรุ่ง มองว่าถึงเวลาประนอมอำนาจและปรองดองกันได้แล้ว ซึ่งตอนนี้เป็นวันเวลาที่เหมาะสมที่รัฐบาลชุดนี้ควรต้องทำที่สุด

วันชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ 11 อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดว่า ถือเป็นการกระทำที่โหดร้าย วันนั้นเห็นเขาเป็นนักต่อสู้ วันนี้เป็นซากศพ ล้มละลาย แต่รัฐบาลไม่ทำอะไรโดยอ้างว่ายังพิจารณาอยู่ ก็อยากถามว่าจะให้เกิดการรัฐประหารก่อนแล้วค่อยมาคิดกันหรืออย่างไร เวลาที่รัฐบาลได้เข้ามาทำงานเป็นเดือนแล้ว ควรจะต้องมาคิดเรื่องเหล่านี้กัน

วันชัย ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ยังได้กล่าวถึงกรณีการหารือถึงแนวทางการทำประชามติ กับคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการทำประชามติ เพื่อแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ว่า มีประเด็นที่กมธ.อยากแลกเปลี่ยนพูดคุย คือ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญจะใช้เวลานานเท่าใด จะแก้ประเด็นอะไร ส่วนที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะมีที่มาอย่างไร มาจากการเลือกตั้งมากน้อยหรือหลากหลายด้วยวิธีใด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องการทราบรวมถึงไทม์ไลน์ในขั้นตอนต่างๆ ด้วย

เมื่อถามว่ามองว่าการทำประชามติรอบนี้มีความขัดแย้งหรืออ่อนไหวหรือไม่ กรณีจะแก้ทั้งฉบับหรือยกเว้นบางมาตรา วันชัย กล่าวว่า การทำประชามติไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย เพราะประชามติเป็นคำถามเดียว ที่อาจถามว่าเห็นควรให้แก้รัฐธรรมนูญ โดย ส.ส.ร.หรือไม่ ดังนั้นจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งบานปลายอีกทั้งคำถามประชามติ เป็นคำถามที่ทุกฝ่ายทุกกลุ่มเห็นด้วย ไม่ใช่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์

เมื่อถามว่ามีข้อเสนอถึงรายละเอียดของคำถามประชามติหรือไม่ วันชัย กล่าวว่า ต้องเป็นคำถามไม่ซ้บซ้อน ไม่ยุ่งยาก ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือปัญหาที่ตอบไปได้หลายทาง ต้องอ่านและเข้าใจรู้เรื่อง ตัดสินใจได้

“สิ่งสำคัญมาจากพรรคร่วม กมธ.มาจากหลายกลุ่ม เชื่อว่า ทุกอย่างที่ออกมาอยู่บนพื้นฐานการตัดสินใจร่วมกันของพรรคร่วมและฝ่ายค้าน ประเด็นคำถามประชามติไม่มีเหตุผลขัดแย้ง แต่การแก้ไขรายละเอียดของรัฐธรรมนูญเป็นข้อขัดแย้ง ซึ่งต้องถกแถลงและเป็นข้อถกเถียงมากกว่าการทำประชามติ” วันชัย กล่าว

เมื่อถามถึงข้อเสนอที่จะแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราแทนยกทิ้งทั้งฉบับ วันชัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีอะไร เมื่อมาตรา 272 หมดสภาพไป ไม่มีอะไรต้องแก้ นอกจากรู้สึกว่าเป็นรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือมาจากรัฐประหาร ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ตนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปรับปรุงแก้ไขมาจากรรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 จนกลายเป็นรัฐธรรมนูญ 2560 โดยรวมถือว่าใช้ได้และดีอยู่แล้ว

“การปรับ การแก้อะไร ถือว่าเร็วและดีกว่าไปลงทุนทำประชามติ 3 ครั้งหรือรวมการเลือกส.ส.ร เป็น 4 ครั้ง ถือว่าสิ้นเปลืองงบ เปลืองเวลา สับสนมากไป ดังนั้นประเด็นมาตราอะไรที่พรรคการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้านอย่างแก้ ก็แค่นั้น” วันชัย กล่าว

วันชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ สส.พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางเพศว่า เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือไม่เป็น สส.ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งสิ้น ลำพังแค่เป็นประชาชนคนธรรมดาก็มากไปแล้ว การคุกคามทางเพศไม่ควรกระทำ ถือเป็นเรื่องจริยธรรมร้ายแรง แม้แต่ที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือราชการ การคุกคามทางเพศถือเป็นการไม่ให้เกียรติ ไม่ให้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และถือเป็นการย่ำยี

“ยิ่งเรามาเป็นตัวแทนของประชาชนเรื่องพวกนี้ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองใดหรือนักการเมืองคนใด ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่พรรคนั้น รวมถึงคนนั้นจะต้องพิจารณาตัวเอง และถ้าเป็นเรื่องจริง พรรคการเมืองจะต้องตื่นตัวลุกขึ้นมาจัดการแก้ไข ขณะเดียวกันสภาฯก็ควรจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยนวล เป็นสส.แล้วอยากจะทำอะไรก็ทำ แล้วเราก็ปล่อยให้มันอืดอาจยืดยาด ประชาชนเขาก็ดูถูกเหยียดหยาม” วันชัย กล่าว

วันชัย กล่าวต่อว่า เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นความเป็นพรรคก้าวไกลคงไม่ทำอะไรที่ชักช้า และสามารถที่จะจัดการตัวเองได้ หลายเรื่องหลายประเด็นที่เกิดขึ้นกับเขา เขาจัดการทันที หากจะให้รอคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ ไม่รู้ว่าต้องรอสมัยหน้า แล้วจะเห็นผลหรือไม่

เมื่อถามว่ามองว่าการพิจารณาเรื่องนี้ล่าช้าไปหรือไม่ วันชัย กล่าวว่า ไม่ได้มองอย่างนั้น แต่เห็นว่ามีหลายเรื่องหลายประเด็นที่เขามีวิธีการจัดการ อาจจะทำการด้วยประการใดก็ได้ เช่นให้ สส.ลาออก หรือวิธีการในการกดดัน ที่เคยทำมาแล้ว เขาก็รีบทำทันที 

เมื่อถามย้ำว่า ควรจะนำมาถกในสภาฯใช่หรือไม่ วันชัย กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและกระทบความรู้สึกประชาชน ไม่ว่าจะมีคนร้องหรือไม่ สภาฯก็สามารถหยิบยกขึ้นมาได้ ถ้ากระทบอย่างวงกว้าง สภาฯก็ไม่ควรจะเพิกเฉย ส่วนตัวในฐานะคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา มองว่าเรื่องนี้สภาสามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้ ส่วนจะกระทบกับความเชื่อมั่นในการตรวจสอบองค์กรหรือหน่วยงานของพรรคก้าวไกลหรือไม่นั้น เห็นว่าถ้ามีเรื่องอะไรเข้ามาในพรรคตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุกคามทางเพศหรือคดีใด ก็กระทบทั้งนั้น แม้กระทั่งพรรครัฐบาลก็กระทบ เพราะฉะนั้นหากเกิดขึ้นกับใครก็กระทบกับคนนั้น และกระทบกับตำแหน่งหน้าที่ทั้งสิ้น แม้กระทั่ง สว.เองก็ตาม

“คุณจะไปทำหน้าที่ได้อย่างไร ในเมื่อตัวคุณเองยังเป็นแบบนี้” วันชัย กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์