“กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่” นำโดย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา, เทวฤทธิ์ มณีฉาย, นันทนา นันทวโรภาส, สุนทร พฤกษ์พิพัฒน์, วีรยุทธ์ สร้อยทอง และ มณีรัตน์ เขมะวงค์ ร่วมแถลง “ขอบคุณประชาชนที่ร่วมออกเสียงประชามติเห็นชอบต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กว่า 19.8 ล้านเสียง”
โดย นรเศรษฐ์ กล่าวว่า “ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งหลังจากนี้ กำหนดกรอบและกระบวนการที่นำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชัดเจน แน่นอนในคำแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตามผลการออกเสียงประชามติของประชาชน ทั้งนี้ตนมองว่าคะแนนที่ได้มานั้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาวิกฤตรัฐธรรมนูญที่ประชาชนช่วยแง้มประตูไปสู่การเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ดีการกำหนดกรอบทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตนสนับสนุนกระบวนการที่โปร่งใสและให้โอกาสประชาชน ทั้งที่เห็นชอบกับประชามติหรือไม่เห็นชอบได้มีส่วนร่วม”
สำหรับกรอบการทำรัฐธรรมนูญตามผลประชามติครั้งที่ 1 นั้น ที่จริงผมอยากฟังรัฐบาลแถลงให้ชัดเจนว่าเป็นกระบวนการทำใหม่ หรือยืนยันร่างแก้ไขมาตรา 256 ที่ค้างอยู่ในวาระพิจารณาของรัฐสภา ทั้งนี้ในความคาดหวังผมอยากเห็นการออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 อย่างช้าคือก่อนสิ้นปี 2569 พร้อมกับต้องมีกระบวนการสร้างความรับรู้และเข้าใจของประชาชนให้เพียงพอ เพราะเข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 นั้นมีรายละเอียดเนื้อหาที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อสะท้อนเจตจำนงของประชาชนที่แท้จริง
— นรเศรษฐ์ ปรัชญากร
ขณะที่ นันทนา กล่าวเรียกร้องไปยัง สว.กลุ่มใหญ่ของวุฒิสภา “ให้เห็นแก่ฉันทามติของประชาชนที่ออกเสียงประชามติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในวาระหนึ่ง วาระสอง วาระสาม เพราะผลที่ออกมาถือว่ามากกว่าผลประชามติเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อปี 2559”
ส่วน เทวฤทธิ์ กล่าวว่า “ในกระบวนการแก้ไขมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ ที่ค้างอยู่ในการพิจารณาวาระสองของรัฐสภา ตนมองว่ามีหลายประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งและเห็นต่าง โดยเฉพาะกระบวนการที่ออกแบบผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่สูตร 20 หยิบ 1 ที่ให้รัฐสภาจัดกลุ่มตัวแทนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คนนั้น จากตัวเลขของผลการเลือกตั้ง สส. ที่พรรคภูมิใจไทยคาดว่าจะได้เกือบ 200 เสียง และมี สว. สนับสนุน เมื่อใช้สูตรดังกล่าวอาจทำให้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเป็น “สีน้ำเงิน” ซึ่งผมมีข้อกังวล”
ดังนั้นกระบวนการเพื่อสรรหาผู้ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ควรให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือเลือกตั้งทางอ้อมจะเหมาะสมที่สุด
— เทวฤทธิ์ มณีฉาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่คณะ สว.พันธุ์ใหม่ แถลงแล้วเสร็จ ได้ออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดานเพื่อโค้งคำนับ แสดงความขอบคุณผู้ที่มาออกเสียงประชามติเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

จี้ ‘กกต.’ เปิดหีบนับคะแนนใหม่-แจงบัตรเสีย 3 ล้านใบ ผู้ใช้สิทธิหาย 5 ล้านเสียง
ทางกลุ่ม สว.ยังเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่มีปัญหาและบกพร่อง
โดย นันทนา ระบุว่า จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หากเป็นไปตามที่ กกต. ประกาศ คือ 65% ถือว่าลดลงจากการเลือกตั้งปี 2566 มากถึง 10% หรือกว่า 5 ล้านเสียง ดังนั้น กกต. ต้องมีคำตอบต่อการรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วยว่า รณรงค์อย่างไรถึงมีคนออกมาใช้สิทธิ์จำนวนน้อยลง หรือเป็นเพราะการนับจำนวนที่บกพร่อง
พร้อมกล่าวถึงประเด็น “การซื้อเสียง” ที่ กกต. ไม่สามารถจับได้เลย แต่พบว่า “ทุนเทา” ถูกพูดถึงเต็มทุกพื้นที่ รวมถึงการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส เพราะมีหลายหน่วยไม่ยอมให้ถ่ายวิดีโอ และมีบัตรเขย่งจำนวนมาก เช่น การนับคะแนนที่เขต 7 ปทุมธานี และเขต 1 ชลบุรี รวมถึงบัตรเสียกว่า 3 ล้านใบ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมาก และการนับคะแนนที่ล่าช้า ดังนั้น กกต. ต้องชี้แจงว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร
กกต. ต้องนับคะแนนที่มีปัญหาใหม่ โดยเปิดหีบใหม่ ซึ่ง กกต. ทั้ง 7 คน มีอำนาจสั่งอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจน และต้องการให้เปิดเผยรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ มีรายชื่อหายไป 5 ล้านคน จากการเลือกตั้งครั้งก่อน
— นันทนา นันทวโรภาส
ด้าน เทวฤทธิ์ เรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบการลงคะแนนให้กับผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1-5 ที่ส่อพิรุธ บางคนบอกว่าเป็นลูกโดด ที่ยิงเฉพาะเขต เวลาเลือกให้จำเบอร์ของผู้สมัคร สส. เขตเป็นหลัก ซึ่งอาจตรงกับหมายเลขของผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคอื่น
จากการตรวจสอบบางพื้นที่ เบอร์ 1-5 ได้คะแนน สส. เขตหลักร้อยหรือหลักพันคะแนน แต่บัญชีรายชื่อได้เป็นแสน เช่น เขต 3 ชัยภูมิ เบอร์ 1 เขต 4 กาญจนบุรี เขต 5 และ 10 เชียงใหม่ เขต 1 เพชรบูรณ์ เขต 8 นครราชสีมา ที่ สส. เขตเลือกพรรคหนึ่งและบัญชีรายชื่ออีกพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นเลขเดียวกัน ดังนั้น ขอให้ กกต. ลงไปตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นหรืออะไรดลใจให้เลือกแบบนี้
— เทวฤทธิ์ มณีฉาย




