รัฐสภา (25 สิงหาคม 2566) ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวให้สัมภาษณ์ ว่า ยินดีกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ถือว่าเป็นนายกฯ ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่นายกฯ ของเสียงข้างมากในสภาฯ เท่านั้น โดยในการบริหารประเทศ ขอให้รับฟังความเห็นและความคาดหวังของประชาชน รวมถึงเสียงข้างน้อยด้วย และขับเคลื่อนการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ทั้งนี้ตนขอเอาใจช่วย
สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดีมีประเด็นที่อยากฝาก คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จะขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในนัดแรกเพื่อทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบ้บ โดยตนมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน ควรพูดคุยและหารือร่วมกันกับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความชัดเจน เช่น มีความจำเป็นต้องแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ หากไม่แก้ไขทั้งฉบับ ไม่ต้องใช้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ใช้แค่ สส. ฐานะตัวแทนประชาชน
ส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติ เช่น นิติบัญญัติ สถาบันตุลาคม องค์กรอิสระ ต้องระดมความเห็นเพื่อให้เกิดความชัดเจน รวมถึงต้องพิจารณาความเหมาะสม ความจำเป็น และความคุ้มค่าในการดำเนินการ เพื่อสร้างการยอมรับ
นอกจากนั้นในประเด็นที่ถูกกล่าวหาในประเด็นความซื่อสัตย์ แม้ สว.จะให้ผ่านเพราะไม่มีข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ว่านายเศรษฐาไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่หากมีผู้ยื่นเรื่องให้องค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ จำเป็นต้องชี้แจงให้ประชาชนว่าไม่เกี่ยวข้องแบบสะเด็ดน้ำ รวมถึงต้องทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ว่าการทำหน้าที่นายกฯ ไม่มีประวัติด่างพร้อย ที่จะส่งผลต่อความไว้วางใจ
เมื่อถามถึงกระแสการดีลเพื่อขอเสียง สว.โหวตนายกฯ สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า เป็นธรรมดาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นการดีล การล็อบบี้ ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่สำคัญ ส่วนข้อกล่าวหาว่าให้ประโยชน์ตอบแทน หรือ ‘แจกกล้วย’ นั้น ตนไม่ทราบว่าพูดจริงหรือพูดเล่น หรือนำข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในสภาฯ พาดพิงถึง สว. ซึ่งตนและ สว.หลายคนคุยกันและมองว่าเป็นเรื่องตลก
“ไม่มีความเป็นจริงได้ เพราะคนที่เป็น สว.มีเกียรติภูมิ เกียรติประวัติ หากทำผิดจริยธรรม ผิดศีลธรรม ไปรับเงินเพื่อทำหน้าที่ผิดเพี้ยน เชื่อว่าไม่มีใครทำและไม่มีใครกล้าเสนอ อีกทั้งในสังคมปัจจุบันความลับใดในโลก ใครทำผิดจะมีมลทิน เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล” สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงผลโหวตที่ สว.เสียงแตก มองว่าจะเป็นปัญหาการทำงานในอนาคตหรือไม่ สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า การทำงานในสภาฯ ต้องมีความเห็นต่างที่หลากหลายได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และในส่วน สว.เกิดขึ้นได้เช่นกัน ส่วนการลงมติที่พบว่ามีกลุ่มก้อนนั้น เพราะ สว.มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น และมี สว.ที่เป็นอดีตข้าราชการ เพื่อนร่วมรุ่นที่ทำงานที่หลากหลาย ดังนั้นการลงมติแบบกลุ่มก้อนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจในทางที่ไม่เป็นลบกับการทำหน้าที่ของ สว.
เมื่อถามจุดยืนของ สว. ต่อการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า สว.ไม่มีจุดยืนอะไร แต่ สว.ต้องทำเพื่อประเทศชาติประโยชน์สาธารณะ ส่วนจะมีมติที่แตกต่าง หรือเป็นกลุ่มก้อนหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ
“ประชาธิปไตยเป็นไปได้สวย ทุกคนเคารพกติกา คนที่ทำรัฐประหารซึ่งลงมาเล่นในสนามเลือกตั้ง เมื่อถึงเวลาก็ลงและวางมือ ผมขอยินดีกับรัฐบาลใหม่อีกครั้ง และคิดว่าจะเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกคน ทั้งนี้ต้องชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ทำงานมายาวนาน และวางรากฐานที่เป็นพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป” สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าว
ขณะที่ สว.เสรี สุวรรณภานนท์ กล่าวถึงการปรากฏภาพที่นายเศรษฐา ทวีสิน พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ มีนัยะอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ว่า ก็ดูดี ดูบรรยากาศดี มีการพูดคุยกันไม่ใช่การเผชิญหน้ากัน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีในการที่จะมีรัฐบาลที่จะบริหารประเทศต่อไป
ส่วนโผ ครม.ที่ออกมาจะเรียกความเชื่อมั่นได้หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของข้อตกลงว่าแต่ละพรรคการเมืองที่มาร่วมให้เกิดรัฐบาลใหม่ ขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของแต่ละพรรค ดังนั้นเมื่อมีการตกลงกันแล้วก็เป็นไปตามที่ตกลง และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็เป็นช่วงเวลาที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาน ซึ่งอาจจะมีการคำถามออกมาเยอะ แต่เชื่อว่าในเบื้องต้นคงจะดำเนินการไปได้ด้วยดี
เมื่อถามว่าภาพที่สองนายกฯ พบกันมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีนัยะทางการเมืองอะไรหรือไม่ เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจต่อที่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งต่อให้พรรคเพื่อไทย สว.เสรี กล่าวว่า เรื่องสืบทอดอำนาจไม่น่าจะมี เพราะเป็นการส่งต่ออำนาจกัน ส่วนเรื่องการสืบทอดอำนาจ ไม่รู้จะสืบกันอย่างไร ขอให้มองในแง่ดีไว้ก่อนดีกว่า เพราะในการปรับเปลี่ยนรัฐบาลก็เป็นมารยาทกันอยู่แล้วที่ให้เกียรติพูดคุย และแสดงออกด้วยมิตรไมตรีต่อกัน
“ผมคิดว่าขอให้ประเทศเดินหน้าไปก่อน เพราะเรายุ่งๆ มาระยะหนึ่งพอสมควรแล้ว ดังนั้นต้องให้โอกาสกันน่าจะดีที่สุด เพราะประชาชนก็อยากจะเห็นรัฐบาลที่สามารถทำงานได้ และทุกอย่างจะได้ขับเคลื่อนต่อไปได้ บางทีอะไรที่อยู่ในใจก็เก็บๆ กันไว้ก่อน อย่าเพิ่งแสดงออกอะไรตอนนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลใหม่ทำงานอะไรไม่ได้ เพราะมีแต่เรื่องขัดแย้งกัน จึงต้องให้โอกาสกัน” สว.เสรี กล่าว
เมื่อถามว่าในนาทีนี้ถือเป็นประชาธิปไตยเต็มใบไม่ใช่เปลี่ยนผ่านได้แล้วหรือยัง สว.เสรี กล่าวว่า เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในขณะนี้ แต่จะระดับไหน เต็มใบ ครึ่งใบ ก็มาจากการการเลือกตั้ง ประชาชนตัดสินใจเลือกตัวแทนมาแล้ว ตัวแทนก็เข้ามาบริหารจัดการเลือกคนเข้ามาบริหารประเทศต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็เป็นประชาธิปไตยอย่างที่ต้องการ
เมื่อถามต่อว่าในอนาคตจะมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรในการทำงานหรือไม่ สว.เสรี กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่าการตั้งรัฐบาลร่วมที่มาจากพรรคการเมืองหลายๆ พรรคคือจุดอ่อน เพราะการมีเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ แต่การที่มีพรรคการเมืองร่วมกันหลายๆ พรรค ฉะนั้นความเห็นที่แตกต่าง และจะทำงานร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการร่วมแรงร่วมใจ เพราะเห็นมาหลายครั้งแล้วว่าการที่มีรัฐบาลหลายๆ พรรคในที่สุดก็เกิดความเปราะบาง และขัดแย้งกัน แยกตัวกัน รัฐบาลก็อาจจะอยู่ลำบาก
“เพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงการเริ่มต้น ส่วนจะอยู่อย่างมั่นคง มีเสถียรภาพเข้มแข็งหรือไม่อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่จะเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ หากเสนอนโยบายที่เห็นแก่กลุ่มตัวเองหรือฝ่ายตัวเองมากจนเกินไปก็อาจจะกลายเป็นความขัดแย้ง ถ้าเป็นเรื่องนโยบายที่ไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม ความเห็นที่ต่างก็จะเกิดขึ้นง่าย”
สว.เสรี กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นรัฐบาลใหม่ที่ต้องขึ้นมาจะต้องตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์สุจริต ข้อสำคัญที่ต้องพูดกันคือต้องรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองให้เกิดขึ้น อย่าให้มีใครมากระทำผิดต่อกฎหมาย จนกระทั่งเกิดความแตกแยก และที่รับปากว่าจะไม่แก้มาตรา 112 รวมทั้งจะไปจัดทำรัฐธรรมนูญแล้วไม่นำสถาบันพระหากษัตริย์เข้ามาแก้ไขก็จะสามารถทำให้ประเทศเดินต่อไปได้
“แต่ถ้าพูดแล้วผิดคำพูดหรือไม่สนับสนุนคน หรือกลุ่มคน หรือพรรคการเมืองใดก็ตามที่กระทบกับสถาบัน นั่นคือจุดอ่อนที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลใหม่ต้องคำนึงถึงจุดเปราะบางหรือจุดที่มีปัญหา ขอให้คิดดูให้ดี และไม่ทำในเรื่องเหล่านี้ ผมเชื่อว่าประเทศไทยก็สามารถอยู่สงบได้” สว.เสรี กล่าว
เมื่อถามว่าในวันโหวต สว.มีความเห็นแตกต่างกัน หลายคนประเมินว่าอาจจะมีผลต่อจุดยืนของ สว.ในอนาคตที่เอื้อให้กับพรรคการเมืองบางพรรค สว.เสรี กล่าวว่า ระยะเวลา สว.เหลือแค่ 10 เดือนเท่านั้น เพราะฉะนั้นผลของการโหวตนายกฯ ก็ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ในอนาคตถ้าไม่มีการไปทำอะไรผิดๆ ตนคิดว่า สว.ก็คงอยู่ในสถานภาพที่ใกล้จะหมดอายุ คงไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น
“เพียงแต่ว่าถ้าไปทำอะไรผิด แล้วเกิดการไม่เห็นด้วยขึ้นมาก็จะกลายเป็นประเด็น จนถูกหยิบยกขึ้นมาก็จะกลายเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นรัฐบาลใหม่ก็ต้องทำสิ่งที่ดีงาม อย่าไปทำอะไรที่ขัดความรู้สึกของประชาชน และขัดกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม หรือจะออกกฎเกณฑ์อะไรก็ตามต้องคำนึงถึงประชาชนอื่นๆ ด้วย อย่าไปทำอะไรส่วนตัวหรือส่วนบุคคล จนประชาชนเกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจ หรือเกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวรัฐบาลเอง” สว.เสรี กล่าว
สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดีมีประเด็นที่อยากฝาก คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จะขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในนัดแรกเพื่อทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบ้บ โดยตนมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน ควรพูดคุยและหารือร่วมกันกับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความชัดเจน เช่น มีความจำเป็นต้องแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ หากไม่แก้ไขทั้งฉบับ ไม่ต้องใช้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ใช้แค่ สส. ฐานะตัวแทนประชาชน
ส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติ เช่น นิติบัญญัติ สถาบันตุลาคม องค์กรอิสระ ต้องระดมความเห็นเพื่อให้เกิดความชัดเจน รวมถึงต้องพิจารณาความเหมาะสม ความจำเป็น และความคุ้มค่าในการดำเนินการ เพื่อสร้างการยอมรับ
นอกจากนั้นในประเด็นที่ถูกกล่าวหาในประเด็นความซื่อสัตย์ แม้ สว.จะให้ผ่านเพราะไม่มีข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ว่านายเศรษฐาไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่หากมีผู้ยื่นเรื่องให้องค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ จำเป็นต้องชี้แจงให้ประชาชนว่าไม่เกี่ยวข้องแบบสะเด็ดน้ำ รวมถึงต้องทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ว่าการทำหน้าที่นายกฯ ไม่มีประวัติด่างพร้อย ที่จะส่งผลต่อความไว้วางใจ
เมื่อถามถึงกระแสการดีลเพื่อขอเสียง สว.โหวตนายกฯ สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า เป็นธรรมดาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นการดีล การล็อบบี้ ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่สำคัญ ส่วนข้อกล่าวหาว่าให้ประโยชน์ตอบแทน หรือ ‘แจกกล้วย’ นั้น ตนไม่ทราบว่าพูดจริงหรือพูดเล่น หรือนำข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในสภาฯ พาดพิงถึง สว. ซึ่งตนและ สว.หลายคนคุยกันและมองว่าเป็นเรื่องตลก
“ไม่มีความเป็นจริงได้ เพราะคนที่เป็น สว.มีเกียรติภูมิ เกียรติประวัติ หากทำผิดจริยธรรม ผิดศีลธรรม ไปรับเงินเพื่อทำหน้าที่ผิดเพี้ยน เชื่อว่าไม่มีใครทำและไม่มีใครกล้าเสนอ อีกทั้งในสังคมปัจจุบันความลับใดในโลก ใครทำผิดจะมีมลทิน เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล” สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงผลโหวตที่ สว.เสียงแตก มองว่าจะเป็นปัญหาการทำงานในอนาคตหรือไม่ สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า การทำงานในสภาฯ ต้องมีความเห็นต่างที่หลากหลายได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และในส่วน สว.เกิดขึ้นได้เช่นกัน ส่วนการลงมติที่พบว่ามีกลุ่มก้อนนั้น เพราะ สว.มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น และมี สว.ที่เป็นอดีตข้าราชการ เพื่อนร่วมรุ่นที่ทำงานที่หลากหลาย ดังนั้นการลงมติแบบกลุ่มก้อนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจในทางที่ไม่เป็นลบกับการทำหน้าที่ของ สว.
เมื่อถามจุดยืนของ สว. ต่อการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า สว.ไม่มีจุดยืนอะไร แต่ สว.ต้องทำเพื่อประเทศชาติประโยชน์สาธารณะ ส่วนจะมีมติที่แตกต่าง หรือเป็นกลุ่มก้อนหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ
“ประชาธิปไตยเป็นไปได้สวย ทุกคนเคารพกติกา คนที่ทำรัฐประหารซึ่งลงมาเล่นในสนามเลือกตั้ง เมื่อถึงเวลาก็ลงและวางมือ ผมขอยินดีกับรัฐบาลใหม่อีกครั้ง และคิดว่าจะเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกคน ทั้งนี้ต้องชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ทำงานมายาวนาน และวางรากฐานที่เป็นพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป” สว.ดิเรกฤทธิ์ กล่าว
ขณะที่ สว.เสรี สุวรรณภานนท์ กล่าวถึงการปรากฏภาพที่นายเศรษฐา ทวีสิน พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ มีนัยะอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ว่า ก็ดูดี ดูบรรยากาศดี มีการพูดคุยกันไม่ใช่การเผชิญหน้ากัน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีในการที่จะมีรัฐบาลที่จะบริหารประเทศต่อไป
ส่วนโผ ครม.ที่ออกมาจะเรียกความเชื่อมั่นได้หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของข้อตกลงว่าแต่ละพรรคการเมืองที่มาร่วมให้เกิดรัฐบาลใหม่ ขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของแต่ละพรรค ดังนั้นเมื่อมีการตกลงกันแล้วก็เป็นไปตามที่ตกลง และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็เป็นช่วงเวลาที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาน ซึ่งอาจจะมีการคำถามออกมาเยอะ แต่เชื่อว่าในเบื้องต้นคงจะดำเนินการไปได้ด้วยดี
เมื่อถามว่าภาพที่สองนายกฯ พบกันมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีนัยะทางการเมืองอะไรหรือไม่ เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจต่อที่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งต่อให้พรรคเพื่อไทย สว.เสรี กล่าวว่า เรื่องสืบทอดอำนาจไม่น่าจะมี เพราะเป็นการส่งต่ออำนาจกัน ส่วนเรื่องการสืบทอดอำนาจ ไม่รู้จะสืบกันอย่างไร ขอให้มองในแง่ดีไว้ก่อนดีกว่า เพราะในการปรับเปลี่ยนรัฐบาลก็เป็นมารยาทกันอยู่แล้วที่ให้เกียรติพูดคุย และแสดงออกด้วยมิตรไมตรีต่อกัน
“ผมคิดว่าขอให้ประเทศเดินหน้าไปก่อน เพราะเรายุ่งๆ มาระยะหนึ่งพอสมควรแล้ว ดังนั้นต้องให้โอกาสกันน่าจะดีที่สุด เพราะประชาชนก็อยากจะเห็นรัฐบาลที่สามารถทำงานได้ และทุกอย่างจะได้ขับเคลื่อนต่อไปได้ บางทีอะไรที่อยู่ในใจก็เก็บๆ กันไว้ก่อน อย่าเพิ่งแสดงออกอะไรตอนนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลใหม่ทำงานอะไรไม่ได้ เพราะมีแต่เรื่องขัดแย้งกัน จึงต้องให้โอกาสกัน” สว.เสรี กล่าว
เมื่อถามว่าในนาทีนี้ถือเป็นประชาธิปไตยเต็มใบไม่ใช่เปลี่ยนผ่านได้แล้วหรือยัง สว.เสรี กล่าวว่า เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในขณะนี้ แต่จะระดับไหน เต็มใบ ครึ่งใบ ก็มาจากการการเลือกตั้ง ประชาชนตัดสินใจเลือกตัวแทนมาแล้ว ตัวแทนก็เข้ามาบริหารจัดการเลือกคนเข้ามาบริหารประเทศต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็เป็นประชาธิปไตยอย่างที่ต้องการ
เมื่อถามต่อว่าในอนาคตจะมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรในการทำงานหรือไม่ สว.เสรี กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่าการตั้งรัฐบาลร่วมที่มาจากพรรคการเมืองหลายๆ พรรคคือจุดอ่อน เพราะการมีเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ แต่การที่มีพรรคการเมืองร่วมกันหลายๆ พรรค ฉะนั้นความเห็นที่แตกต่าง และจะทำงานร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการร่วมแรงร่วมใจ เพราะเห็นมาหลายครั้งแล้วว่าการที่มีรัฐบาลหลายๆ พรรคในที่สุดก็เกิดความเปราะบาง และขัดแย้งกัน แยกตัวกัน รัฐบาลก็อาจจะอยู่ลำบาก
“เพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงการเริ่มต้น ส่วนจะอยู่อย่างมั่นคง มีเสถียรภาพเข้มแข็งหรือไม่อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่จะเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ หากเสนอนโยบายที่เห็นแก่กลุ่มตัวเองหรือฝ่ายตัวเองมากจนเกินไปก็อาจจะกลายเป็นความขัดแย้ง ถ้าเป็นเรื่องนโยบายที่ไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม ความเห็นที่ต่างก็จะเกิดขึ้นง่าย”
สว.เสรี กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นรัฐบาลใหม่ที่ต้องขึ้นมาจะต้องตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์สุจริต ข้อสำคัญที่ต้องพูดกันคือต้องรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองให้เกิดขึ้น อย่าให้มีใครมากระทำผิดต่อกฎหมาย จนกระทั่งเกิดความแตกแยก และที่รับปากว่าจะไม่แก้มาตรา 112 รวมทั้งจะไปจัดทำรัฐธรรมนูญแล้วไม่นำสถาบันพระหากษัตริย์เข้ามาแก้ไขก็จะสามารถทำให้ประเทศเดินต่อไปได้
“แต่ถ้าพูดแล้วผิดคำพูดหรือไม่สนับสนุนคน หรือกลุ่มคน หรือพรรคการเมืองใดก็ตามที่กระทบกับสถาบัน นั่นคือจุดอ่อนที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลใหม่ต้องคำนึงถึงจุดเปราะบางหรือจุดที่มีปัญหา ขอให้คิดดูให้ดี และไม่ทำในเรื่องเหล่านี้ ผมเชื่อว่าประเทศไทยก็สามารถอยู่สงบได้” สว.เสรี กล่าว
เมื่อถามว่าในวันโหวต สว.มีความเห็นแตกต่างกัน หลายคนประเมินว่าอาจจะมีผลต่อจุดยืนของ สว.ในอนาคตที่เอื้อให้กับพรรคการเมืองบางพรรค สว.เสรี กล่าวว่า ระยะเวลา สว.เหลือแค่ 10 เดือนเท่านั้น เพราะฉะนั้นผลของการโหวตนายกฯ ก็ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ในอนาคตถ้าไม่มีการไปทำอะไรผิดๆ ตนคิดว่า สว.ก็คงอยู่ในสถานภาพที่ใกล้จะหมดอายุ คงไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น
“เพียงแต่ว่าถ้าไปทำอะไรผิด แล้วเกิดการไม่เห็นด้วยขึ้นมาก็จะกลายเป็นประเด็น จนถูกหยิบยกขึ้นมาก็จะกลายเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นรัฐบาลใหม่ก็ต้องทำสิ่งที่ดีงาม อย่าไปทำอะไรที่ขัดความรู้สึกของประชาชน และขัดกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม หรือจะออกกฎเกณฑ์อะไรก็ตามต้องคำนึงถึงประชาชนอื่นๆ ด้วย อย่าไปทำอะไรส่วนตัวหรือส่วนบุคคล จนประชาชนเกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจ หรือเกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวรัฐบาลเอง” สว.เสรี กล่าว




