‘สว.เสรี’ จวก ไม่ใช่อำนาจผู้ตรวจฯ

25 ก.ค. 2566 - 13:20

  • ‘สว.เสรี’ จวก ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน สั่งชะลอเลือกนายกฯ หรือตรวจสอบ มติรัฐสภา

  • ชี้ มีหน้าที่แก้ปัญหาในอนาคต ไม่ใช่ทำตามกระแสหรือกลัวทัวร์ลง ย้ำ นิติบัญญัติ-บริหาร-ตุลาการ ต้องทำหน้าที่ถ่วงดุล

  • รองเลขาฯ แจงทันที เหตุส่งศาลเพราะหวั่นเกิดผลเสียต่อ รธน.ยกผลสำรวจ ผู้ตรวจฯ ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในองค์กรอิสระ

Seree_said_not_power_of_ombudsman_slow_down_vote_PM_SPACEBAR_Hero_6c0af62ac4.jpeg
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 

เสรี สุวรรณภานนท์ สว.ลุกขึ้นอภิปรายว่า อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องทำตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ จะขอไม่ก้าวล่วงในอำนาจศาล แต่เห็นว่า อำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ต้องเสียงบประมาณการจ่ายให้กับองค์กรนี้นับพันล้าน ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นหนึ่งในเจ็ดองค์กร ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2540 เพื่อแก้ปัญหาในอนาคตและเพื่อการทำงานมีประสิทธิภาพไม่ใช่ทำตามกระแสหรือตามที่มีผู้ยื่นคำร้อง 17 เรื่องทำให้เป็นกระแสกดดันผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งส่วนตัวเข้าใจ เพราะปัจจุบัน คนและหน่วยงานต่างๆ กลัวทัวร์ลงกันเยอะ จึงทำให้มีแรงกดดันในสังคมไทย แต่ส่วนตัวเห็นว่า หลายหน่วยงานต้องมีมาตรฐานในการทำงาน เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และการมีมาตรฐานนั้น ต้องยึดหลักยึดมั่นในรัฐธรรมนูญที่แบ่งหน้าที่ชัดเจนแล้วว่า มีฝ่ายนิติบัญญัติบริหารและตุลาการ ซึ่งเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติได้ทำหน้าที่ในสภา ใช้ดุลยพินิจของสมาชิกปัจจุบัน ทำงานร่วมกัน 750 คน การทำหน้าที่ในรัฐสภาถือว่า เป็นอำนาจสูงสุดของประเทศ การทำหน้าที่ในรัฐสภาเป็นอำนาจอธิปไตยของชาติ ต้องมีคนถ่วงดุลอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการซึ่งกันและกัน ดังนั้น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความชัดเจนต้องแก้ปัญหาใน 2-3 เรื่องตามบทบัญญัติไว้ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจสูงสุดของประเทศ คือมติรัฐสภา และเมื่อท่านได้งบประมาณไป แล้วใช้อำนาจในทางที่เกิดปัญหาต่อบ้านเมืองได้ การใช้อำนาจทางนิติบัญญัติเมื่อตัดสินแล้วต้องยุติในรัฐสภา มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าสภา ตัดสินวินิจฉัยเรื่องใดไปแล้วส่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ต้องกลั่นกรองตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความรู้ความสามารถว่า เรื่องเหล่านี้เป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นการแบ่งแยกอำนาจหรือไม่อย่างไร ดังนั้น ส่วนตัวเป็นห่วงว่า หากรัฐสภาต่อไปทำงานไปแล้ว เกิดมีคนไม่พอใจหรือนักการเมืองด้วยกันเองไม่พอใจยื่นเรื่องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแค่มีคนร้องเยอะๆกลัวทัวร์ลงก็ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องคุยกัน เพราะมันเกี่ยวเชื่อมโยงกับงบประมาณที่กำหนดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมา ดังนั้นในการทำหน้าที่ต้องมีกรอบพอสมควร กับการที่จะดำเนินการ จะกลับปรากฏว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินขอศาลรัฐธรรมนูญ ให้รัฐสภางดหรือหยุดการดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรี ในการประชุมครั้งที่ 3 มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตามสิทธิเสรีภาพก็สามารถยื่นได้ แต่ไปขอให้รัฐสภางดการประชุมเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาล ทั้งๆที่บ้านเมืองต้องมีนายกรัฐมนตรีต้องมีรัฐบาล เห็นหรือยังว่า บ้านเมืองเสียหายแค่ไหน ส่วนตัวไม่ได้ห้ามเรื่องดุลยพินิจ แต่มองว่า สิ่งที่ห้ามมิให้รัฐสภาประชุม หรือทำหน้าที่ต่อ อันนี้ไม่ใช่งานของผู้ตรวจการแผ่นดิน 

ด้านฑิฆัมพร ยะลา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้แจงทันทีว่า ได้มีการประเมินตัวชี้วัดเรื่องการทำงานว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของการร้องเรียน ซึ่งผลตอบรับพอใจกว่า 80% ขณะที่สถาบันพระปกเกล้าสำรวจความเชื่อมั่นองค์กรอิสระ พบว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เปอร์เซ็นต์ที่สูงสุด ในองค์กรอิสระคือ 62% เท่ากับว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด  

ส่วนเรื่องที่เสรีระบุถึงเรื่องการส่งข้อบังคับการประชุมที่ 41 ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ฑิฆัมพรยืนยันว่า องค์ประกอบครบถ้วนที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ 

ส่วนข้อเสนอที่ให้ชะลอเรื่องเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ฑิฆัมพร ระบุว่า หากข้อบังคับที่ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหากเลือกนายกรัฐมนตรีไปก็จะเกิดผลเสียต่อรัฐธรรมนูญ จึงขอให้พิจารณาเรื่องนี้ด้วย และเรื่องนี้เป็นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะวินิจฉัยไปในทิศทางใด 

ด้าน เสรี ลุกขึ้นอภิปรายอีกครั้งว่า สถาบันพระปกเกล้าเอง ประเมินตัวเองได้ 100% ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินสู้ไม่ได้ ส่วนการที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไปนั้น มองว่าไม่สามารถทำได้ และยังทำให้มองว่าสิ่งที่ส่งไปเป็นเรื่องข้อบังคับใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เป็นเรื่องจริงทำให้สาธารณชนสับสน เพราะไม่ได้ลงมติถึงข้อบังคับและรัฐธรรมนูญอะไรใหญ่กว่ากัน และผู้ตรวจฯไม่ได้ ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เกี่ยวกับการเสนอชื่อนายกฯซ้ำได้ แต่ต้องมีสมาชิกรองรับ 2 ใน 3  อีกทั้งประธานรัฐสภา ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่ทำหน้าที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแล้ว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์