‘เสรีพิศุทธ์’ ติง ก้าวไกลปิดกั้นตัวเอง

15 ก.ค. 2566 - 12:52

  • ‘เสรีพิศุทธ์’ ติง ‘ก้าวไกล’ ยกมาตรฐานสูง ปิดกั้นตัวเอง ปล่อย ‘ด้อมส้ม’ มีอำนาจเหนือการตัดสินใจ ทำเสียกระบวนการ

  • ยัน รวมได้ทุกขั้วยกเว้น ‘ประยุทธ์’

  • ปลอบลูกพรรคไม่ต้องเสียใจ พรรคเหลือ ส.ส.1 คน ชี้ เป็นไปตามกระแส เลือกส้มหมด จวก สภาฯ ชุดก่อน ไม่มีคุณภาพซื้อขายตำแหน่งหวังผลประโยชน์

Sereepisuth_said_Moveforword_Party_block_yourself_SPACEBAR_Hero_a028144205.jpeg
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณี ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล นัดหารือเพื่อหาทางออกเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ช่วงเย็นวานนี้ (14 ก.ค.) หลังหลายฝ่ายมีความกังวลว่าหากเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพียงคนเดียวอาจจะไม่ผ่านการโหวต ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล มองว่า ควรเสนอชื่ออื่นด้วยหรือไม่ว่า จะเสนอกี่คนก็ได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีข้อบังคับ จะมีคนเสนอชื่อใหม่เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ ขึ้นมาก็ได้ หรือจะเสนอชื่อของ พิธา อีกก็ได้ ซึ่งข้อบังคับที่ ส.ว.นำมาอ้าง เป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการประชุม เป็นคนละส่วนกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เวลาอ่านหนังสือต้องอ่านให้ครบ ต้องอ่านทั้งเล่มไม่ใช่อ่านข้อเดียวแล้วมาคุย ถ้าอ่านข้อเดียวก็จะเจอข้อที่ 41 ที่กำหนดไว้ว่าญัตติที่เสนอไปแล้ว ถูกตีตก ห้ามนำญัตติเดิมมาพิจารณาใหม่ เว้นแต่ประธานสภาฯ จะอนุญาต แต่จะเถียงกันอย่างไรก็เป็นอำนาจของประธานสภาฯ 

ส่วนมีข้อกังวลหรือไม่ หาก ส.ส.และส.ว. อภิปรายจนทำให้ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้อีก หรืออาจนำไปสู่ปัญหาอื่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ถ้าตนเป็นประธานสภาฯ จะไม่ให้อภิปรายแล้ว เพราะอภิปรายกันไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรจะพูด อภิปรายซ้ำๆเดิมๆ ครั้งที่แล้วก็เป็นการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่กลับอภิปรายเรื่องมาตรา 112 มันไม่ใช่ ตนก็เลยต้องอภิปรายตามไปด้วย เพราะคนยังไม่เข้าใจเรื่องมาตรา 112 ทั้งส.ว. และ ส.ส. มีความรู้ขนาดไหนก็ไม่เข้าใจ ความจริงมาตรา 112 เป็นกฎหมายอาญาถึงอย่างไรก็แก้ได้ตามรัฐธรรมนูญ และมีการแก้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วมาแสดงความคิดเห็น 

ส่วนในรอบที่ 2 จะเสนอชื่อพิธาได้อีกหรือไม่ และหากไม่ได้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะทำอย่างไร พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ก็ยังเสนอได้ พิธาไม่ได้หมดสิทธิ์ ใครก็เสนอได้ พรรคก้าวไกลจะเป็นผู้เสนอหรือตนเสนอก็ทำได้ 

เมื่อถามต่อว่าการโหวตรอบแรกเสียงของพิธายังไม่ได้ แล้วรอบ 2 จะได้หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ถึงได้มีการเว้นระยะเวลาการโหวตทั้ง 2 ครั้งไว้ จากวันที่ 13 กรกฎาคม เป็นวันที่ 19 กรกฎาคม เพื่อให้มีเวลาประสาน พร้อมมองว่าพรรคก้าวไกลมีโอกาสไม่มาก เพราะส่วนใหญ่จะปิดกั้นตัวเอง อันนี้ก็ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่ได้ ไปยกมาตรฐานไว้สูงเลย ยกตัวอย่างเช่น 

“พอมี 312 เสียง จะไปหาเพิ่ม ไปติดต่อพรรคชาติพัฒนากล้า ที่มี 2 เสียง แต่พอด้อมส้มทั้งหลายที่ไม่รู้เรื่องพูดมาหน่อยก็ถอยแล้ว ไปฟังเสียงพวกนี้ทำไม พวกนี้มีอะไรกับพรรคก้าวไกล ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรหรอก ไปฟังใครก็ไม่รู้” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว 

ส่วนความเป็นไปได้ที่ 8 พรรคร่วมจะเสนอยุทธวิธีใหม่ ด้วยการเปลี่ยนชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเศรษฐา ทวีสิน หรือแพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย เพราะหากเป็นแคนดิเดตจากพรรคก้าวไกลจะไม่ได้เสียงจากส.ว.อีก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ยังหรอก อย่างไรวันนั้นเพื่อไทยก็ยังไม่แข่งด้วย เปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลอย่างเต็มที่ คบหากันมา คุยกันมา ทำ MOU กัน เพื่อเปิดสิทธิให้พรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ เราก็คิดอย่างนั้น เพื่อไทยก็คิดอย่างนั้น ก็หนุนกันเต็มที่ จะ 2 ครั้ง 3 ครั้ง 4 ครั้ง ก็ได้ ก็แล้วแต่ พร้อมย้ำว่า วันที่ 19 กรกฎาคม อย่างไรก็เสนอพรรคก้าวไกลแน่ๆ เพื่อไทยก็ไม่แข่งด้วย 

ส่วนการโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ หากยังไม่ได้นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ทั้ง 2 พรรคก็ต้องคุยกันว่าโหวต 2 ครั้งแล้วยังไม่ได้ ก้าวไกลจะถอยหรือไม่ ถ้าก้าวไกลถอย เพื่อไทยจะได้เสนอแคนดิเดต แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนไปเป็นเพื่อไทย ในขั้นต้น พรรคเพื่อไทยก็จะยังต้องเอาพรรคก้าวไกลไว้ พูดมาตลอดจะเสียคำพูดได้อย่างไร เพราะหากเสียคำพูดก็คบกันไม่ได้ พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลต้องคุยกันไปเรื่อยๆ 

ส่วนมองฉากทัศน์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร หากเพื่อไทยและก้าวไกลแยกกัน พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล พรรคเสรีรวมไทยจะมีจุดยื่นอย่างไร พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ขอให้ไปย้อนฟังการสัมภาษณ์ของตนได้ทุกครั้ง ตนบอกมาตลอดว่า ไม่เอาเผด็จการ ไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ ผมบอกว่าถ้าเป็นพล.อ.ประวิตรผมเอาได้ คนมาวิพากษ์วิจารณ์ผม ก็ผมจะเอา แล้วทำไม พอ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อยู่ ผมก็รวมได้หมด ถึงพล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ ถ้าเขาไม่เอารวมไทยสร้างชาติผมก็รวมได้ ผมไม่ใช่คนปิดกั้นตัวเอง ผมเปิดได้หมด 

เมื่อถามย้ำว่าเงื่อนไขคือ พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็ผมบอกว่า คนรัฐประหาร คือพล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตรเพียงแค่ถูกเชิญมาร่วมรัฐบาลเฉยๆ ก็ไม่ใช่คนรัฐประหาร 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่การประชุมใหญ่สามัญ ประจำปีครั้งที่ 2/2566 ที่โรงแรมริเวอร์ไซด์กรุงเทพ ของพรรคเสรีรวมไทยเป็นการประชุมเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร 2 ตำแหน่ง คือ รองหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค โดยวิรัตน์ วรศสิริน เลขาธิการพรรคที่ลาออกและไปเป็นรองหัวหน้าพรรค และเสนอให้ มังกร ยนต์ตระกูล ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่ออันดับที่ 2 ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค โดยตำแหน่งกรรมการบริหารอื่นยังคงเป็นเช่นเดิม 

โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวเปิดการประชุมและแสดงความเสียใจกับสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค และผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทุกคนที่สอบตก หลังพรรคเสรีรวมไทยได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพียง 1 คน ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องกระแสที่คนไทยอยากได้อย่างนี้  

“จะเห็นวิธีการเลือกว่า ยังไงก็ไปเลือกส้มหมด ไม่ใช่เฉพาะพรรคเสรีรวมไทย พรรคเดียวที่ ส.ส.หายไป สรุปแล้วเลือกไปตามกระแส แม้แต่พรรคเราที่บอกเหลือคนเดียว พรรคเพื่อไทยก็เหลือ 141 คน ไทยสร้างไทยยังเหลือ 6 คน ซึ่งบัญชีรายชื่อคะแนน ของพรรคเสรีรวมไทย รวมได้ดีกว่าพรรคไทยสร้างไทย ดังนั้นขอทุกคนอย่าเสียใจ เพราะ การเลือกตั้ง ครั้งหน้าต้องเปลี่ยน แต่ครั้งนี้เขาต้องการแบบนี้ และเชื่อว่าสมาชิกพรรค มีความรู้ความสามารถ อย่างตนเอง เข้าไปทำหน้าที่ ส.ส. ครั้ง เห็นว่า ส.ส.ไม่มีคุณภาพ เอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ประเทศชาติไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ประเทศชาติส่วนรวม ซื้อ ขายตำแหน่งยิ่งกว่าข้าราชการเสียอีก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์