11 กันยายน 2566 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 โดย ‘เสรี สุวรรณภานนท์’ วุฒิสมาชิก อภิปรายว่านโยบายที่รัฐบาลเสนอระบุถึงการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่จะไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ ตนก็อยากขอบคุณรัฐบาลที่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะเรามีความขัดแย้งในสังคมเรื่องนี้มายาวนาน ตนจึงอยากให้รัฐบาลยืนหยัด และดำเนินการตามที่แถลงนโยบายในส่วนนี้ไว้
ส่วนนโยบายที่รัฐบาลเสนอหาเสียงไว้นั้น มีหลายเรื่องที่ดูแล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งสำคัญรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ ว่าการจัดทำนโยบายต้องชัดเจนเรื่องที่มาของงบประมาณที่นำมาใช้จ่าย แต่ในนโยบายของรัฐบาลครั้งนี้เป็นการเขียนแบบเหมารวม เช่น เรื่องการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในวิธีการเสนอนโยบายเป็นลักษณะการกำหนดประโยชน์ให้ประชาชน ซึ่งหากกำหนดลักษณะที่เป็นสิ่งตอบแทนเพื่อให้ได้คะแนนเสียง ตนคิดว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะจะทำให้การหาเสียงมีการนำเสนอนโยบายเกทับกัน
ส่วนที่มาของงบประมาณที่จะนำมาใช้ท่านตอบแบบกำปั้นทุบดินว่านำมาจากภาษีอากร แต่เมื่อท่านหาเสียงมาแล้วเราคงจะขัดแย้งอะไรไม่ได้ เพราะรัฐบาลยืนยันว่าทำได้ ก็ต้องดูผลที่ตามมาจากการที่ท่านแจกเงินคนละ 1 หมื่นบาท ตนเชื่อว่าใครๆ ก็อยากได้
แต่ได้เงิน 1 หมื่นบาทมาแล้วแต่ละคนก็นำไปใช้จ่าย เมื่อใช้หมดก็เกิดความทุกข์เหมือนเดิม จึงอยากเสนอแนะว่าความยั่งยืนของการที่จะให้ประชาชนมีรายได้คือต้องมีอาชีพ หากรัฐบาลใช้เงินจำนวน 5 – 6 แสนล้านบาท มาสร้างอาชีพให้ประชาชนจะเกิดความยั่งยืนมากกว่า และอยากเสนอแนะด้วยว่าการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนเป็นทีมเศรษฐกิจ อย่าตั้งแค่ 4 – 5 คน อยากให้รัฐบาลใจกว้างรับฟังปัญหาจาก สส.ทุกพรรค ทุกฝ่าย เพราะมีความใกล้ชิดประชาชน และนำปัญหาทั้งหมดมาแก้ เพื่อประโยชน์ประชาชน
ส่วนนโยบายที่รัฐบาลเสนอหาเสียงไว้นั้น มีหลายเรื่องที่ดูแล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งสำคัญรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ ว่าการจัดทำนโยบายต้องชัดเจนเรื่องที่มาของงบประมาณที่นำมาใช้จ่าย แต่ในนโยบายของรัฐบาลครั้งนี้เป็นการเขียนแบบเหมารวม เช่น เรื่องการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในวิธีการเสนอนโยบายเป็นลักษณะการกำหนดประโยชน์ให้ประชาชน ซึ่งหากกำหนดลักษณะที่เป็นสิ่งตอบแทนเพื่อให้ได้คะแนนเสียง ตนคิดว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะจะทำให้การหาเสียงมีการนำเสนอนโยบายเกทับกัน
ส่วนที่มาของงบประมาณที่จะนำมาใช้ท่านตอบแบบกำปั้นทุบดินว่านำมาจากภาษีอากร แต่เมื่อท่านหาเสียงมาแล้วเราคงจะขัดแย้งอะไรไม่ได้ เพราะรัฐบาลยืนยันว่าทำได้ ก็ต้องดูผลที่ตามมาจากการที่ท่านแจกเงินคนละ 1 หมื่นบาท ตนเชื่อว่าใครๆ ก็อยากได้
แต่ได้เงิน 1 หมื่นบาทมาแล้วแต่ละคนก็นำไปใช้จ่าย เมื่อใช้หมดก็เกิดความทุกข์เหมือนเดิม จึงอยากเสนอแนะว่าความยั่งยืนของการที่จะให้ประชาชนมีรายได้คือต้องมีอาชีพ หากรัฐบาลใช้เงินจำนวน 5 – 6 แสนล้านบาท มาสร้างอาชีพให้ประชาชนจะเกิดความยั่งยืนมากกว่า และอยากเสนอแนะด้วยว่าการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนเป็นทีมเศรษฐกิจ อย่าตั้งแค่ 4 – 5 คน อยากให้รัฐบาลใจกว้างรับฟังปัญหาจาก สส.ทุกพรรค ทุกฝ่าย เพราะมีความใกล้ชิดประชาชน และนำปัญหาทั้งหมดมาแก้ เพื่อประโยชน์ประชาชน




