‘ครม.เงา’ บี้ ‘TH-AI passport’ ซัด ‘รัฐบาล’ ทำธุรกิจการเมือง ถาม จะลอยตัวหรือยกเลิกโครงการ

15 มิ.ย. 2569 - 13:45

  • ‘ไอซ์’ จ่อยื่น ‘ป.ป.ช.’ พบบริษัทหนึ่งทำ TOR ก่อนเริ่มเปิดประมูล เหน็บ “ทำวันนี้ เสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว” สงสัย ‘อนุทิน’ เงียบกริบ เหตุไม่กล้าแตะลูกนายหรือไม่ชี้ ‘ไชยชนก’ ควรยืดอกรับ อย่าหลบหลัง ‘ปลัดดีอี-เอกชน’ เมินคนไม่เชื่อคำชี้แจง ภาพ ‘แพลนบี-แกนนำส้ม’ ท้า ใครมีหลักฐาน ‘ธร-ป๊อก’ ล็อกสเป็ก-ทุจริต ส่งมาได้เลย จะจัดให้มาตรฐานเดียวกัน

  •  ‘ปชน.’ เรียกร้อง ปรับแก้กฎเกณฑ์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ให้ร้าน SMEs ขนาด S เข้าร่วมได้ด้วย บอก ยังเหลือเวลาอีก 3 เดือน ช่วยผู้ประกอบการได้ 

‘ครม.เงา’ บี้ ‘TH-AI passport’ ซัด ‘รัฐบาล’ ทำธุรกิจการเมือง ถาม จะลอยตัวหรือยกเลิกโครงการ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน นำแถลงผลการประชุม ครม.เงา วันนี้จะมีการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ได้เปิดที่ใดมาก่อน จะแสดงให้เห็นเหตุบังเอิญพลัส ที่ชี้เห็นว่า ทางฝั่งรัฐบาล มีความสัมพันธ์ผลประโยชน์ทับซ้อน ที่มีการตั้งคำถามตั้งข้อพิรุธ และตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการธุรกิจการเมืองหรือไม่ 

ธีระชาติ ต่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลามีไม่มากพอ ยังคงมีคำถามที่ต้องการคำตอบ 3 คำถาม เรื่องรายละเอียดของโทเคน TOR มีปัญหาเยอะด้านรายละเอียด และTOR ระบุใช้ได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ก็ข้อมูลที่ปลัดกระทรวงดีอีแจงคือ 5 ล้านคน ต่อวินาที จึงต้องการคำยืนยันว่า สามารถเปลี่ยนTOR ได้ตามใจใช่หรือไม่ 

ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา มีประสิทธิภาพมากเพียงพอหรือไม่ ทำให้ผู้ชนะงาน สามารถปรับสเปกไปมา ทำให้ต้นทุนเปลี่ยนตามที่กระทรวงต้องการ โดยไม่มีข้อจำกัดใด และกรอบเวลาที่ถามในการรับฟังความเห็นโครงการบังคับต้องลงทะเบียนภายใน 30 วัน แต่เห็นว่าการทำงานในโครงการ 1,621 ล้านบาท เป็นไปไม่ได้ที่จะทำภายใน 30 วัน 

โดยมีเอกสารอีกชุดหนึ่ง เป็นรายละเอียดการเสนอโครงการ TH-AI passport เสนอ ครม. เศรษฐกิจ 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งยังไม่มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ เวลาเข้าครม. ขณะนั้น ระบุต้องลงทะเบียนภายใน 90 วัน แต่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นำ TOR ทำประชาพิจารณ์ลดเหลือ 30 วัน และการเริ่มให้บริการจากเดิมกำหนด 120 วันลดเหลือเพียง 90 วัน แสดงให้เห็นว่า ช่วงเวลามีจำกัดที่ต้องขึ้นโครงการโดยเร็ว  

ประเด็นที่สังคมพูดถึงเยอะ คือจอในโฆษณาร้านสะดวกซื้อ ไม่มีเอกสารใน ครม.เศรษฐกิจ เมื่อทำประชาพิจารณ์กับมีข้อมูลTOR กลับมีการระบุเรื่องโฆษณาในร้านสะดวกซื้อเพิ่มมา จึงถามว่า เหตุใดจึงมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใน TOR ช่วงเวลาที่ทราบว่า จะเป็นรัฐมนตรีรักษาการ 

“เจอไทม์ไลน์ที่สงสัยเจอวันที่สำคัญวันนึง ก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลง มีอะไรที่เปลี่ยนไป วันที่ 12 ธันวาคม วันยุบสภาฯ ในรัฐบาลที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า การกำหนดช่วงเวลาที่มีจำกัด น่าสงสัยว่าเกิดจากอะไร ทำไมปรับแก้เอกสารที่เคยเสนอเข้า ครม. เศรษฐกิจ มาสู่สเปกใหม่ ที่เรียกว่า อาจเป็นรัฐบาลรักษาการ จึงเป็นคำถามที่ฝากถามรัฐมนตรี” ธีระชาติกล่าว 

รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มองว่า รัฐบาลจะต้องยกเลิกโครงการดังกล่าว เพราะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับอนาคต AI หรือความคุ้มค่านอกจากสเปกที่ส่อว่าจะล็อกเอาไว้ใน TOR พร้อมโดยอธิบายสไลด์ ที่เป็นหลักฐานอธิบายว่า “ทำวันนี้เสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว”  

โดยหยิบยกเอกสารนำเสนอของ Human Intelligence ซึ่งบรรจุไทม์ไลน์การทำงานของบริษัทตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 และมีคำว่า THAI passport ซึ่งในวันดังกล่าวยังไม่ทราบว่าจะมีโครงการนี้เกิดขึ้นในภาครัฐ 

โฟกัสที่สไลด์ของบริษัทอักษรย่อ B ซึ่งโครงการเริ่มทำประชาพิจารณ์ 15 ธันวาคม 2568 และเริ่มเปิดให้มีการประมูลเสนอ TOR ต่อสาธารณะ ปลายเดือนธันวาคม ซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ 27 ตุลาคม 2568 หมายความ เขารู้แล้วว่าจะได้รับการประมวลโครงการ TH-AI passport แต่โครงการนี้ เริ่มประมูลปลายเดือนธันวาคม 

“แปลว่าที่เราตั้งข้อสังเกตกันมาตลอดเวลา ว่าผู้รับเหมาเขารู้อยู่แล้วว่า เขาได้งาน 30 วัน ในระยะการประมูลมันไม่ทัน คือหลักฐานที่เขาทำงานกันมาก่อน ก่อนหน้าที่จะรู้ว่า ได้ทำการประมูลแล้ว“ รักชนก กล่าว 

รักชนก ยังอ้างถึงรายชื่อที่คาดขาวปิดไว้ว่า เป็นชื่อของบุคคลที่ทำโครงการดังกล่าว และปัจจุบันยังอยู่ในบริษัท B โดยเฉพาะมีการเทสระหว่างประมูล ซึ่งหมายความว่า บริษัทดังกล่าวรู้ตัวอยู่แล้วก็คือผู้ชนะการประมูลตัวจริง 

ดังนั้น ที่ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เคยบอกเอาไว้ว่า หากมีข้อมูลหลักฐานในทางทุจริต จะยกเลิกโครงการ จึงเชื่อว่าทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าโครงการนี้ส่อไปในทางไหน ไม่ใช่แค่ล็อคสเปกอย่างเดียว แต่เริ่มทำตั้งแต่ปีที่แล้ว 

รักชนก ระบุว่า ทั้งหมดที่เปิดวันนี้ ได้รับความร่วมมือจากผู้หวังดีที่ทำโครงการนี้ แต่ไม่ต้องการให้โครงการนี้เดินหน้าต่อ อยากให้ถูกพับไป หรือไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการขโมยอนาคตของอุตสาหกรรมนี้ และขโมยอนาคตของคนในวงการไอทีทั่วประเทศ  

รักชนก มองว่า การล็อกว่าใครเป็นผู้ชนะ แล้วไม่มีการแข่งขัน คือการขโมยอนาคตของคนในวงการนี้ทั้งประเทศ เอาไปไว้อยู่ที่คนกลุ่มเดียว นี่คือโครงการ TH-AI passport ที่เชื่อมให้เห็นแล้วว่า มีบางส่วนที่มี TOR ที่ทับซ้อนกับโครงการ Thailand National Credit Bank และยังมีอีก 2 โครงการ Skill Credit Portfolio  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับกระทรวงศึกษาธิการทั้งโครงการประมาณ 10,000 ล้านบาท ที่ทำเสร็จไปแล้วประมาณ 2,000 ล้าน 

รักชนก ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ซึ่งทาง อว. ทบทวน TOR แล้ว และ สพฐ. ถ้าชัดเจนขนาดนี้ ไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยได้ ต้องทบทวน TOR โดยด่วน หรือให้พับโครงการนี้ไปก่อน และตั้งงบประมาณในปีถัดไป หลักฐานที่เปิดวันนี้ เป็นหลักฐานใหม่ล่าสุดที่ไม่เคยเปิดที่ใดมาก่อน ว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ส่อทุจริตเท่านั้น แต่เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอเรียกร้องให้ทบทวนและพับโครงการนี้ และจะนำหลักฐานในวันนี้ไปยื่น ป.ป.ช. 

ด้าน ภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคประชาชน หากยุบโครงการ TH-AI Passport จำนวนงบประมาณ 1,600 ล้านบาท เป็นจำนวนที่เยอะมาก หากเงินส่วนนี้นำมากลับมาสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศไทย จะเปลี่ยนจากผู้เช่าใช้มาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนAI ในประเทศไทยที่มีอยู่แล้วหลายเจ้า  

เนื่องจากเรามี AI ของเราอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา งบเหล่านี้ควรที่จะสนับสนุนคนไทย AI ต่างชาติเราก็ต้องใช้ แต่การซื้อผ่านตัวกลาง เราไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า ควรจะต้องมีการติดต่อแบบ G2G รัฐบาลกับรัฐบาลคุยกัน เพื่อสามารถดึงผลประโยชน์ ความร่วมมือจากบริษัทต่างประเทศ เข้ามาในประเทศไทย  

นอกจากนี้ ต้องสร้างทักษะเรื่องคนที่เป็นสิ่งสำคัญมาก ประกอบด้วยกลุ่มคนทั่วไป ซึ่งรัฐบาลที่แล้วจับมือร่วมกับ Gemini Google เอา AI มาให้ใช้ฟรี ฉะนั้น วิธีนี้เป็นวิธีการที่ทำได้ดี และเป็นวิธีที่ดีที่สุด เราจะมีการร่วมมือกับ บริษัท AI อื่นๆ เพื่อดึงความสามารถและเทคโนโลยี มาใช้กับประชาชนทั่วๆ ไป 

ส่วนที่ยังละเลยอยู่คือ SMEs บริษัทสตาร์ทอัพควรทำคูปองดิจิตอลแจกให้อบรมเรียนรู้ และนำ AI ไปใช้ต่อ และควรนำ AI ไปใช้กับภาครัฐ ทำอย่างไรให้รัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น โปร่งใสมากขึ้น เอา AI มาจับโกง เช่น โครงการของกรุงเทพฯ ก็นำเรื่องพวกนี้มาใช้ และพยายามผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้รัฐมีความสามารถมากขึ้น 

ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เนื้อหาในวันนี้ ไม่ใช่เนื้อหาทั้งหมด เรายังมีข้อมูลอีกเยอะ บรรดาข้อพิรุธทั้งหมด ที่เราได้นำมาเสนอ ที่รัฐบาลยังไม่แก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกให้เป็นถูก ต่อไปเราจะเปิดเผยข้อมูลนี้ออกมาเรื่อยๆ และทำให้ประชาชนได้เห็นเรื่อยๆ ว่า รัฐบาลภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกำลังกัดกินประเทศอย่างไร ภายใต้เครือข่ายธุรกิจการเมืองที่พวกเขาทำอยู่  

“เรื่องนี้ใหญ่กว่าปลัด ใหญ่กว่ารัฐมนตรีว่าการรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมบ จึงตั้งคำถามไปถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่า จากเหตุพิรุธทั้งหมดถ้าเราเป็นรัฐบาลหรือมีนายกรัฐมนตรีที่ดี ควรจะต้องได้รับการแก้ปัญหาอย่างไร” ณัฐพงษ์ กล่าว 

ข้อพิรุธที่ 1 โครงการนี้ ทำวันนี้เสร็จปีก่อน ในขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมบอกว่า ให้ความสำคัญกับ AI แต่นายกรัฐมนตรีไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แล้วไหนที่บอกว่า ให้ความสำคัญเรื่อง AI 

ข้อพิรุธที่ 2 เหตุความผิดปกติใน TOR ทั้งหลาย เป็นทั้งการลอกและล็อก TOR  เพราะโครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่โครงการเดียว เขียนโครงการคล้ายๆ กัน ล็อกเรื่องจอโฆษณา เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม ล็อกสเปคเปลี่ยนจากคำว่าจอเป็นจุด จุดเป็นจอ ที่เหลือคล้ายๆเดิม 

ข้อพิรุธที่ 3 ไม่ใช่มีแค่ 2 โครงการ วันนี้หมื่นล้านบาทเชื่อว่าไม่ใช่ทั้งหมด เราพร้อมที่จะเปิดข้อมูลแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ พวกเขากำลังทำเป็นขบวนการที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว ไปงานวันเกิดใครหรือไม่ ที่ความสัมพันธ์แบบนี้นำมาซึ่งการที่เข้าถึงกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ลอกและล็อกสเปกท์ TOR แบบนี้ได้มอบเงินงบประมาณแผ่นดินให้กับกลุ่มบางกลุ่ม ที่กำลังทำธุรกิจการเมืองกันอยู่หรือไม่ 

ดังนั้น จาก 3 ข้อพิรุธทั้งหมด นายกรัฐมนตรีมีทางเลือกแค่ 2 ข้อ คือ 1. สั่งเบรคโครงการทั้งหมดนี้ทันที เพื่อพิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรี กับการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและไม่ยอมให้ธุรกิจการเมืองกัดกินประเทศนี้ต่อไป และ2.ลอยตัวหนีปัญหาไม่แตะโครงการนี้ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะอาจจะมีความเกรงใจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นลูกชายของใครหรือไม่ ที่นายกรัฐมนตรีมีความเกรงใจอยู่ หรืออาจเป็นสิ่งที่กลุ่มธุรกิจการเมืองต่างๆ เหล่านี้ นายกรัฐมนตรีก็รู้ว่า เป็นเสาค้ำจุนให้กับรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน จึงไม่สามารถที่จะแตะต้องได้ ไม่สามารถที่จะเบรคโครงการต่างๆ เหล่านี้ได้ใช่หรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม วันนี้เรามีเรื่องการใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่เป็นเงินนอกงบประมาณอีกเยอะ เงินในกองทุนกดีอีเฉพาะโครงการนี้ 1,600 ล้านบาท เป็นเงินที่เยอะมากสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ทอัพ เราสามารถนำเงินจำนวนเดียวกันสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ให้ดีกว่านี้ได้ 

ดังนั้น ถ้าอยากจะแก้ปัญหานี้ไม่ต้องตามแก้ทีละโครงการได้ผลระยะยาว และไม่มีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ต้องปฏิรูปกองทุนดีอีให้มีความโปร่งใส และควรเปลี่ยนงบประมาณจากการซื้อเป็นการสร้าง นี่เป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศเราในปัจจุบัน ถ้าเรามีนายกรัฐมนตรีที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนมากกว่านี้ เราจะเลือกทางเลือกที่ไม่ลอยตัวหนีปัญหา และปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณให้โปร่งใส รวมถึงการใช้งบประมาณให้ตอบโจทย์ประชาชนสูงสุด 

รักชนก เปิดเผยถึงการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องโครงการ TH-AI Passport ว่า ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบาย และทีมสื่อสาร ว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคม ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้  

เมื่อถามว่าหลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชนหรือไม่ รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษ หรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากินเพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย 

หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริงๆ ในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน เช่น งบไอทีงบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ เทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอนซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น 

ดังนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชน หรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับ คือไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่า อะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้อง ก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้ 

“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่า สั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” รักชนก กล่าว 

เมื่อถามว่าในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง รักชนก กล่าวว่า เน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย  

ส่วนที่มีการเปิดภาพธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจนั้น รักชนก กล่าวว่า การที่วันนี้ตนเองยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง เป้าหมายสุดท้ายของตนเองคือต้องการให้พับโครงการ คิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่า ไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตนเอง ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนเองในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้ คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว ว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร  

เมื่อถามย้ำถึงภาพธนาธรและปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ ได้รับข้อมูลว่าปิยบุตรและธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนเองได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน จะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก 

ส่วนกรณีข้อร้องเรียนจากกลุ่มร้านอาหารในระบบภาษีที่ได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยวรันธร แดงใหญ่ ตัวแทนสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่าจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศร้านอาหารในระดับ SMEs ยอดขายตกลงมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และได้ผลต่อผลกระทบหนัก ในช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มูชทำให้ราคาน้ำมันขึ้นมาเยอะมาก ้ต้นทุนวัตถุดิบทั้งทางตรงและทางอ้อมสูงอีก กำลังการซื้อของประชาชนก็น้อยลง ยอดขายก็ลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น  

แต่ไทยช่วยไทยพลัสถูกกำหนดสิทธิ์ว่า ร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้อง มียอดขาย 1.8 ล้านต่อปี เฉลี่ยวันละ 5,000 บาท เมื่อมาตราการไทยช่วยไทยพลัสออกมา จึงทำให้ยอดขายตกลงไปอีกเพราะประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ 30 ล้านคนเทไปใช้ฝั่ง ร้าน Street food ร้าน SMEs ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการที่เหนื่อยอยู่แล้ว ยอดขายก็ตกลงมาอีก ดังนั้น จึงอยากเสนอให้รัฐบาล นำร้านค้า SMEs ขนาด S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย  

ด้านอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า มาตรการของไทยช่วยไทยพลัสที่อนุญาตให้เฉพาะร้านอาหารบุคคลธรรมดาเข้าโครงการได้เป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี จดทะเบียนนิติบุคคล เป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทอย่างถูกต้อง มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่กลุ่มนี้รัฐกลับมองว่า เป็นร้านใหญ่แล้ว เป็นวิธีคิดที่ขาดรายละเอียดไป จึงเกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าร่วมของร้านค้า และมีข้อเสนอว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสยังมีเวลาอีก 3 เดือนก่อนจะสิ้นสุดโครงการ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแก้กฎเกณฑ์ของฝั่งร้านค้า ร้านอาหารให้นิติบุคคลขนาด S ที่จดทะเบียนถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในช่วงเวลาที่เหลือ ซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง 

ส่วนผู้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสที่รัฐบาลตั้งสิทธิ์ไว้ 30 ล้านสิทธิ์ มีผู้ลงทะเบียน 26 ล้านสิทธิ์ เท่ากับว่ามีอีก 4 ล้านสิทธิ์ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน แต่ยังมีวงเงินเหลือรัฐบาลสามารถนำงบประมาณข้อนี้ มาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ทำถูกต้องได้ด้วย และเป็นการจูงใจให้ร้านค้าเข้าระบบภาษี 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์