ความเหมือนที่แตกต่าง ระหว่าง ‘เศรษฐา - ทักษิณ’

6 ก.ย. 2566 - 17:16

  • อ่านความเหมือนที่แตกต่างระหว่าง ‘เศรษฐา - ทักษิณ’ สองนักธุรกิจที่เข้ามาบริหารประเทศ ในยุคที่ปัญหาปากท้องกำลังถูกฟื้นฟู

Similarities_of_Thaksin_and_Setha_SPACEBAR_Thumbnail_8a9929b1a5.jpeg
ในช่วงจังหวะที่ประเทศกำลังชุลมุนงุนงงกับมิติทางการเมืองแสนซับซ้อน ผนวกปัญหารุมเร้าจากพิษเศรษฐกิจตกทอด จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกฯ ใหม่ป้ายแดง จึงกลายเป็นบุคคลที่ถูกจับจ้อง ในการเข้ามาแก้ไขสารพัดสารเพ โดยเฉพาะด้านปัญหาปากท้อง ที่ใครๆ ก็ชักหน้าไม่ถึงหลังรูปการบางอย่าง คลับคล้ายคลับคลากับการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อ 2 ทศวรรษก่อนหน้านี้  

เมื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 บทความชิ้นนี้ จึงขอสังเคราะห์บริบทที่มีทั้ง ความแตกต่าง - เหมือนกัน ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ขอชวนผู้อ่าน ช่วยกันมองมิติเหล่านี้ หากตกหล่นประการใด สามารถเพิ่มเติมเป็นวิทยาทานให้กับผู้เขียนได้ตามความประสงค์ 

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าประเทศไทยและทั่วโลกต่างกำลังเผชิญปัญหาปากท้อง ที่ต่อเนื่องจากการแพร่พันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะกับคนรากหญ้าและชนชั้นกลาง ที่รับผลกระทบไปเต็มๆ ไม่ว่าจะเรื่องการจ้างงาน และข้าวของเครื่องใช้ที่แพงขึ้นตามรูปแบบของขั้นบันใดทางเศรษฐกิจ ‘เศรษฐา’ ในฐานะนายกฯ คนใหม่ต้องเข้ามารับไม้ต่อ ในการบริหารจัดการบ้านเมือง แม้การระบาดจะลดความน่ากลัวและดูเหมือนจะยุติความรุนแรงไปมากแล้ว  

ไม่ต่างอะไรกับยุคที่ ‘ทักษิณ’ เข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล เมื่อปี 2544 ซึ่งหลายคนพยายามเชื่อมโยงความคล้าย เพราะเข้าสู่ช่วง ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ เริ่มเบาบางลง ในวันนั้นตัวเขาเองถือเป็น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากกิจการโทรคมนาคมและการสื่อสารมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ พอมองในมุมนี้ ‘เสี่ยแม้ว’ ไม่ต่างอะไรกับ ‘เสี่ยนิด’ เพราะตัวเขาเอง (เศรษฐา) ก็ถือเป็น ‘นักธุรกิจ’ ผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จเป็นเบอร์ต้นๆ สามารถผลักดันเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ ‘แสนสิริ’ ขึ้นแท่นหัวตาราง 

ยิ่งมองเรื่องสไตล์การบริหารแล้ว เชื่อว่าเป็นความเหมือนอีกประการ เพราะรูปแบบการกำหนดนโยบายที่ดูละม้ายคล้ายทักษิณ อย่างการนำโมเดลธุรกิจเข้ามาปรับใช้ในการออกนโยบายให้เข้าถึงฐานราก ตอบโจทย์ชนชั้นล่าง และชนชั้นกลาง ที่ลำพังไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพได้ ด้วยข้อจำกันทางเม็ดเงิน แม้แนวทางดังกล่าวมักจะถูกเรียก์ ว่าเป็น ‘ประชานิยม’ จากการหาเสียงก็ตามที 

ผมตั้งต้นด้วยสมมุติฐานข้อนี้ แล้วพูดคุยกับ ‘รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์’ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส เพื่อสังเคราะห์ว่า มุมมองที่เห็นขณะนี้ มันเหมือนหรือแตกต่างกันมากแค่ไหน สมชาย มองตรงกับผู้เขียนว่าจริงๆ แล้วทั้งคู่มีมุมที่เหมือน จากสภาวะการณ์ที่ละม้ายกัน แต่ก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร ในบริบทของอุปสรรคต่างๆ  

สมชาย อธิบายต่อว่า เอฟเฟกต์ช่วงหลังปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจ นายกฯ (เศรษฐา) และอดีตนายกฯ (ทักษิณ) มีความคล้ายกัน ในบทบาท ‘ผู้รับไม้ต่อ’ เพราะความจริงแล้ว ทั้ง ‘ต้มยำกุ้ง’ และ ‘โควิด’ ได้รับการฟื้นฟูมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนหน้าทั้งสิ้น และการเข้ามาไม่ได้เป็นการฟื้นฟูในวันที่เศรษฐกิจย่ำแย่มากที่สุด แต่เข้ามาบริหารในวันที่การฟื้นฟูยังไม่เต็มประสิทธิภาพ อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งก็ฟื้นตัวตั้งแต่ ยุค ‘ชวน หลีกภัย’ เป็นนายกรัฐมนตรี เฉกเช่นเดียวกันกับวันวานของ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วิกฤติจบสิ้น ในช่วงเวลาที่รัฐบาลยังมีอำนาจอยู่  

“มันมีความคล้ายและต่างกันกันพอสมควร ความเหมือนคือทั้งคู่บริหารต่อจากยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ที่สุดแล้ว ส่วนความต่างคือมิติความรุนแรง อย่างต้มยำกุ้งที่สร้างปัญหาประมาณ 2 ปี ทำให้เศราฐกิจตกต่ำลง 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่โควิด 19 หากมองเรื่องตัวเลข จะพบว่าตกต่ำแค่ 1 ปี เศรษฐกิจติดลบ 6.1 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้คือความต่างกันเรื่องความร้ายแรง” 

ในส่วนบทบาทของ 2 นักธุรกิจ (เศรษฐา - ทักษิณ) ที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สมชายไม่ปฏิเสธความคล้ายคลึงบางประการ โดยเฉพาะนโยบายการทำงาน แต่ความเหมือนที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ตัวของเศรษฐาที่คล้ายคลึง 

เขาวิเคราะห์ว่า เรื่องนโยบายประชานิยม ไม่ได้มีแค่เศรษฐา หรอพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่สืบทอดมาโดยตลอดตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณ มาจนถึงรัฐบาลประยุทธ์ จะเห็นตั้งแต่นโยบายที่ใช้หาเสียงตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ทุกพรรคมักใช้แนวคิดดังกล่าวในการเรียกคะแนนเสียง ไม่เว้นพรรคฝ่ายค้านอย่าง ‘พรรคก้าวไกล’ หลายนโยบายก็เป็นประชานิยมซึ่งใช้งบประมาณสูง ทั้งหมดมาจากเหตุผลตามครรลองของบริบททางเศรษฐกิจที่ขยายตัวค่อนข้างช้า และความนิยมทางการเมืองที่ยุคหลังสามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยการนำมาจากปัญหาปากท้องของประชาชนที่ประสบกันอย่างทั่วไป 

“เรื่องที่บอกคุณเศรษฐามีความคล้ายกับทักษิณด้านการออกนโยบาย บริบทมันบังคับ และไม่ใช่แค่เพื่อไทยที่คล้ายรัฐบาลทักษิณ หากคุณมองดูทุกพรรคก็มีหมด มันเป็นการถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ต่อเนื่องจากคะแนนเสียงทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าคุณทักษิณเองเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายประชานิยมเท่านั้นเอง”

ทั้งนี้ในด้านการบริหาร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มองว่า ทั้งทักษิณ และเศรษฐา มีความเหมือนด้านการเป็นนักธุรกิจ ซึ่งเด่นชัดมาก โดยเฉพาะ ‘การกล้าได้กล้าเสีย’ ตามแบบแผนของนักธุรกิจที่ ‘มองโลกกว้าง’ อีกทั้งจะมี ‘ความยืดยุ่นสูงกว่า’ นายกฯ สายราชการ หรือบุคคลทั่วไป กรณีที่เห็นชัดเจน คือ เมื่อทักษิณเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเมื่อ 2544 เขาได้ผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นนโยบายที่ท้าทายต่ออำนาจทางการเงินของรัฐสูงโดยทันที ไม่ต่างอะไรกับ เงินดิจิทัลวอลเลต ที่เศรษฐาประกาศไว้และพยายามต่อยอดสู่เป้าหมาย ให้ไวที่สุด

‘ตรงนี้คือสิ่งที่เหมือนกันอย่างชัดเจนที่สุดของเสี่ยนิด และเสี่ยแม้ว’ 

ท่านนายกฯ ให้คำตอบไปแล้วว่า ขอเวลาพิสูจน์ตัวเองอย่างน้อย 3 - 6 เดือน ต่อจากนี้คงถึงถูกจับจ้อง เพราะสนามการเมือง ‘วัดฝีมือ’ ได้ไม่นาน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์