มั่นใจ ‘เพื่อไทย’ ไม่ถอนตัว

25 พ.ค. 2566 - 14:18

  • ‘ศิริกัญญา’ เผยเจรจาตั้งรัฐบาลคืบหน้า ลงนามเอ็มโอยูผลตอบรับดี

  • มั่นใจได้เสียง ส.ว. เพียงพอโหวต ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

  • ย้ำเก้าอี้ ‘ประธานสภาฯ’ ต้องเป็นของ ‘ก้าวไกล’

  • พร้อมพูดคุยพรรคร่วม เคาะนโยบาย-แบ่งงานกระทรวง

  • เชื่อ ‘เพื่อไทย’ ไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

Sirikanya_believes_Pheu_Thai_Party_will_not_withdraw_from_joining_the_government_SPACEBAR_Thumbnail_653317509f.jpeg
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลว่า หลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล (MOU) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา การตอบรับทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาลและประชาชนเป็นไปในทางบวก ความชัดเจนเรื่องจุดยืนและนโยบายของพรรค ทำให้ฝั่งวุฒิสมาชิก (ส.ว.) มีความเข้าใจมากขึ้น โดยขณะนี้ ได้เดินหน้าเจรจากับ ส.ว. เป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสุดท้ายจะได้เสียงมากเพียงพอในการโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป 
  
ส่วนในสัปดาห์นี้ได้เดินสายพูดคุยกับคนกลุ่มต่างๆ หน่วยงานแรกคือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ยอมรับวิสัยทัศน์และความสามารถของ พิธา และย้ำว่า นโยบายของพรรคก้าวไกล เน้นการสร้างเศรษฐกิจที่จะเติบโตอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เชื่อว่าการเดินหน้าพูดคุยจะทำให้ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นในนโยบายของพรรคก้าวไกล มากขึ้น ก่อนเน้นย้ำถึงความจำเป็นต้องมีตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ไว้กับพรรคก้าวไกล เพราะนอกเหนือจากการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ยังมีอีก 3 วาระ ที่พรรคจำเป็นต้องมีประมุขฝ่ายนิติบัญญัติช่วยขับเคลื่อน  
  
ทั้งนี้ วาระหนึ่ง คือการผลักดันร่างกฎหมายทั้ง 45 ฉบับของพรรค เพื่อทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน รวมถึงร่างกฎหมายของพรรคการเมืองอื่นและของภาคประชาชน จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะจาก 4 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนเห็นแล้วว่าตำแหน่งประธานสภาฯ มีความสำคัญมากแค่ไหนในการอำนวยความสะดวกหรือขัดขวางการออกกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน 
  
วาระสอง คือการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้เดินหน้าอย่างราบรื่น เพราะตามกระบวนการ ต้องมีการประชุมร่วมรัฐสภาหลายครั้ง จึงจำเป็นต้องมีประธานสภาฯ ที่มีเจตจำนงที่แน่วแน่ อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อทำภารกิจนี้ให้ลุล่วง  
  
และวาระสาม คือการผลักดันให้เกิดรัฐสภาที่โปร่งใสและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น การผลักดันให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการ ส่งเสริมการทำงานของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (Parliamentary Budget Office) ซึ่งเป็นแขนขาที่สำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบงบประมาณของรัฐบาล และการจัดตั้งสภาเยาวชนเพื่อรับฟังเสียงของเยาวชนที่ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง โดยตัวสภาฯ ขึ้นตรงต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 
  
“พรรคก้าวไกลมีบุคลากรหลายคนที่มีความเหมาะสม และเรามีวาระที่ชัดเจนต่อตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่ใช่แค่เรื่องการควบคุมการประชุมเท่านั้น แต่รวมถึงการฟื้นฟูความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นหากยึดประเด็นเรื่องความอาวุโสมากเกินไป อาจทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ยาก” ศิริกัญญา กล่าว 
  
นอกจากนี้ ไม่มีความกังวลต่อกรณีที่มีข้อเรียกร้องจากบางกลุ่มให้พรรคเพื่อไทย ถอนตัวจากการร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล  
  
“มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทย จะอยู่ร่วมกับพรรคก้าวไกลต่อไป ไม่ว่าจะได้รับตำแหน่งประธานสภาฯ หรือไม่ ที่ผ่านมาเมื่อมีเรื่องใดที่ไม่เข้าใจกัน ก็พยายามพูดคุยสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และยืนยันว่าหลังจากได้พูดคุยกันหลายครั้ง เราไม่มีความเชื่อใดว่าพรรคเพื่อไทย จะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลครั้งนี้” ศิริกัญญา กล่าว 
  
ส่วนประเด็นจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตของพรรคก้าวไกล ที่ลดลงจาก 113 ที่นั่ง เป็น 112 ที่นั่ง จากการประกาศของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ศิริกัญญา กล่าวว่า อยู่ในการคาดการณ์ของพรรคก้าวไกล อยู่แล้ว เนื่องจากเห็นข้อผิดพลาดของ กกต. ตั้งแต่แรก และได้ยืนยันจำนวน ส.ส. เขตที่ 112 คน ตามที่ปรากฏในเฟซบุ๊กเพจของพรรคฯ โดยปัจจุบันจำนวน ส.ส. ทั้งหมดของพรรคก้าวไกล อยู่ที่ 151 ที่นั่ง ซึ่งไม่ได้กระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลแต่อย่างใด 
  
ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า ช่วงนี้อยู่ระหว่างการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลในประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดแบ่งกระทรวง ตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงหารือเกี่ยวกับนโยบายที่ยังเห็นต่างกัน เช่น ที่ผ่านมา มีการพูดถึงกันมากเกี่ยวกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท ซึ่งพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัญญาณในทางบวกแล้วว่า ไม่ขัดข้องหากพรรคก้าวไกล จะดำเนินนโยบายนี้ หรือนโยบาย 'ดิจิทัลวอลเล็ต' ของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องพูดคุยกันว่า สรุปแล้วจะมีการดำเนินการหรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปสุดท้าย นำไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาต่อไป 
  
ส่วนกรณีความกังวลเกี่ยวกับวาระร่วมที่ระบุใน MOU จัดตั้งรัฐบาล ว่าจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ผ่านการออกประกาศของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ขอยืนยันว่าการออกประกาศดังกล่าว เพื่อให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าพนักงานยาเสพติดทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เราเข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนและผู้ประกอบการบางส่วน จึงขอยืนยันว่ามาตรการคุ้มครองที่จะมีขึ้น ไม่ได้คุ้มครองเฉพาะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกัญชาของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่รวมถึงการคุ้มครองผู้ประกอบการและผู้ปลูกที่ทำถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปลูกที่จดทะเบียนถูกต้องตามแอปพลิเคชัน ‘ปลูกกัญ’ หรือผู้จำหน่ายที่จดทะเบียนถูกต้องในการเป็นผู้ขายสมุนไพรควบคุม 
  
“ขอยืนยันว่าจะดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่ทำถูกต้องตามกฏหมาย ณ เวลานี้อย่างแน่นอน ขอให้วางใจได้ โดยจะมีการพูดคุยถึงการออกประกาศเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป” ศิริกัญญา กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์