เรียกได้ว่าวันนี้ ทุกสายตาจับจ้องไปที่การแถลง ‘โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านระบบดิจิทัลวอลเล็ต’ ของรัฐบาล นำโดย ‘3 ขุนคลัง’ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พร้อมด้วย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ เผ่าภูมิ โรจนสกุล 2 รมช.คลัง
หนึ่งในผู้ที่จับตามองการแถลงครั้งนี้ก็คือ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งแสดงความเห็นในทำนองว่า เรื่องใหม่ที่ได้รับทราบนั้นมีน้อยมาก มีเพียงการยืนยันแค่เรื่องวันลงทะเบียน นอกจากนั้นยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ แม้จะมีการทวงถามจากสื่อมวลชนแล้วก็ตาม
เรื่องแรกที่อยากจะพูดถึง คือ เรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ ภายหลังจากเกิดพายุหมุนดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว เศรษฐกิจจะโตแค่ไหน ซึ่งนายเผ่าภูมิ ก็ออกมาบอกว่า ไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้ เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก
ทั้งนี้ จากที่เข้าไปสังเกตการณ์ในห้องคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งกระทรวงการคลังได้มีการส่งผลที่จะเกิดขึ้นภายหลังโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเข้ามาแล้ว โดยกระทรวงการคลัง มีการปรับเป้าหมายจากเดิมที่คาดว่าจะเป็น 1.2% ถึง 1.8% ของจีดีพี เหลือ 0.9% ของจีดีพี
ส่วนสภาพัฒน์ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ระบุว่า จีดีพีของปี 67 โตประมาณ 0.3% ในปี 68 โตขึ้นอีก 0.3% แต่ทางแบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย: ธปท.) บอกว่า ปี 67 โต 0.3% ปี 68 โต 0.2%
รวมตลอดโครงการ โตประมาณ 0.9% ซึ่งข้อมูลทั้งหมดก็ออกมาตรงกันว่า ไม่สามารถกระตุ้นได้ถึง 1% ของจีดีพี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะมีการปรับลดตัวเป้าหมาย หรือแหล่งที่มาของเงินกู้ พอกลับไปใช้ในเงินงบประมาณ ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่ได้มีมากเท่าที่ควร
ส่วนประเด็นความไม่ชัดเจนของแหล่งที่มาของเงินนั้น ก็มีการถามย้ำว่า การบริหารงบประมาณคืออะไรกันแน่ ทั้งที่มีการบริหารงบ ปี 67 และปี 68 ด้วย แต่ จุลพันธ์ ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจน สำหรับเรื่องปัญหาในข้อกฎหมาย ในส่วน ‘งบฯ เพิ่มเติม’ ที่จะต้องใช้ภายในปีงบประมาณ ก็มีการถกกันว่า จะต้องใช้เป็นงบรายจ่ายประจำปีทั่วไป กันเงินเอาไว้เบิกเหลื่อมปี ถ้าปี 67 ใช้ไม่หมด ได้หรือไม่ ซึ่งตัวแทนจากสำนักงานกฤษฎีกาก็ให้ความเห็นว่า สามารถกระทำได้ เนื่องจากได้เกิดนิติสัมพันธ์ ถือว่าผูกพันสัญญาแล้ว
แต่เมื่อ กมธ.ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล แย้งไปว่า จะเรียกว่าเป็นสัญญาได้อย่างไร ในเมื่อผูกพันธ์ลักษณะการตอบแทน ไม่ใช่สัญญาที่ต้องเซ็นยินยอมทั้งสองฝั่ง ซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานใดสามารถตอบได้เลยว่า เป็นสัญญาประเภทใด เหมือนคิดขึ้นมาใหม่ แบบไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้มาก่อน
สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อคือ สรุปแล้วจะสามารถใช้เงินข้ามปีได้หรือไม่ หากไม่ได้งบฯ เพิ่มเติมที่จะต้องมีการอนุมัติกันในวาระสองและวาระสาม ก็คงต้องใช้ให้หมดภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากใช้ไม่ทัน ก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ไม่ได้ข้ามปี และต้องใช้วิธีการอื่นในการทำ ซึ่งก็มี 2 ทาง คือแจกเลย เป็นเงินสดภายใน 30 กันยายนนี้ โดยที่ระบบยังไม่เสร็จ หรือจะแจกพร้อมกันหมด ก็อาจจะต้องพับเงินก้อนนี้ไป เพราะใช้ไม่ได้แล้ว ต้องหาเงินก้อนอื่น ซึ่งทางปลัดกระทรวงฯ ก็ออกมาบอกว่า อาจจะกลับไปใช้มาตรา 28 ก็เป็นได้ เท่ากับว่าทุกอย่างยังคงลื่นไหลไม่นิ่งไม่แน่ไม่นอน
ศิริกัญญา ยังกล่าวถึงการถกเถียงกันเรื่องรายจ่ายการลงทุนว่า จะเป็น 80% ได้อย่างไร ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ก็พยามที่จะอธิบายเต็มที่ว่า เป็นรายจ่ายลงทุนจริง ๆ แต่เท่าที่เราดูแล้ว กลับมาจากสมมุติฐานเสียมาก ไม่ได้มาจากข้อเท็จจริง หรือผลสำรวจแต่อย่างใด หากจะตั้งเป้าหมายแบบนั้น ก็เป็นรายจ่ายลงทุนได้อย่างมาก 50% เท่านั้น อย่างไรก็ต้องดูเรื่องสัดส่วนอีกทีว่าจะเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
ส่วนระบบลงทะเบียน ศิริกัญญา มองว่า ไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากมีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ปัญหาคือ ระบบจ่ายเงินที่มีความซับซ้อนมาก เพราะต้องสร้างกระเป๋าเงินอีกหนึ่งอัน เพื่ออยู่ในแอปพลิเคชันของธนาคารต่าง ๆ แล้วจึงให้เรามาใช้ ซึ่งเราก็ได้ขอดูทีโออาร์ไปแล้วว่า มีการกำหนดไว้อย่างไรบ้าง แต่ปรากฏว่า ทีโออาร์ไม่สามารถให้ได้ เพราะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบคัดเลือก
ส่วนหนังสือเชิญชวนก็ยังร่างไม่เสร็จ จึงไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จะทำอย่างไรให้เสร็จทัน เพราะยังต้องส่งต่อให้กับหน่วยงานอื่นอีก แล้วเงินที่จ่ายไป จะปรากฏอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัลจริงใช่หรือไม่ ไม่มีการตกหล่นหายระหว่างทางใช่หรือไม่
ระยะเวลากว่าเดือนครึ่งในการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่มีสมาร์ทโฟน อาจจะเป็นเพราะอยากให้คนมีการลงทะเบียนแบบออฟไลน์ (offline) น้อยที่สุด แต่ก็ยังไม่มีการบอกรายละเอียดการลงทะเบียนแบบที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ซึ่งก็คิดว่าคงไม่มีผลต่อการกระตุ้นให้เกิดการใช้สมาร์ทโฟน
ศิริกัญญา ทิ้งท้ายว่า ขอไม่ให้คะแนนในการแถลงข่าวดิจิทัลวอลเล็ตครั้งนี้ เพราะรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าจะมีการแบ่งแถลงสามครั้ง
ครั้งนี้ เป็นการแถลงโดยรัฐมนตรี ซึ่งจะให้นายกรัฐมนตรีมาแถลงภายหลัง เท่ากับว่ายังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แต่มีอะไรที่พูดได้ก็พูดไปก่อน ดังนั้น เมื่อไม่คาดหวัง จึงไม่ผิดหวัง




