เหน็บ ‘ดินเนอร์พรรคร่วมฯ’ แค่โชว์เอกภาพ แต่สภาฯ ล่มซ้ำซาก
กรณี “ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล” เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมวงด้วยและประกาศว่า “รัฐบาลจะมีเอกภาพขึ้น-สัญญาจะร่วมรัฐบาลกันต่อ”
เรื่องนี้ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า “เมื่อวานมีการจัดใหญ่ไฟกระพริบ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการดินเนอร์กันหลายรอบ แต่จะเป็นโต๊ะเล็กจำกัดผู้เข้าร่วม โดยมีแค่หัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค แต่รอบนี้น่าจะมีการเข้าร่วมเกือบ 100 ชีวิต ซึ่งเป็นการแบ่งกล้ามโชว์ว่า สามารถเอาอยู่ และกระชับรวบรวมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลได้เป็นอย่างดี เพื่อแสดงพลังว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนเดียวไม่พอ แต่ยังมีพ่อของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาแสดงพลังร่วมด้วย”
ในทางหนึ่งก็อาจจะโชว์ความเป็นปึกแผ่น แต่ส่วนตัวมองเห็นถึงความไม่มั่นใจที่จำเป็นต้องแสดงออกในที่สาธารณะว่า “เราสามารถทำได้และเราเอาอยู่” แต่เรื่องหลังบ้านนั้นไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อนับองค์ประชุมเมื่อไหร่ สภาฯ ก็ล่มทุกที ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่าเสถียรภาพจะเกิดขึ้นจริงภายใต้ดินเนอร์ใหญ่โตหรือไม่
คาดไฟนอล ‘ภาษีทรัมป์’ ไทยได้ไม่เกิน 20%
ส่วน ‘ภาษีสหรัฐฯ’ ที่รัฐบาลจะส่งเสนอให้สหรัฐฯ รอบสุดท้ายในวันนี้
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า “เวลาเหลือน้อยลงมาเรื่อย ๆ แต่เรายังคงแก้ไขข้อเสนอกลับไปกลับมากับสหรัฐอยู่ เช้าวันนี้มีหลายประเทศที่บรรลุข้อตกลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ ที่ได้เกรดเดียวกับอินโดนีเซียที่ 19% หรือจะเป็นญี่ปุ่นที่ได้ 15% วันนี้สำหรับเราต้องรอไฟนอล บีบหัวใจของคนไทยทุกคนว่า สุดท้ายจะโดนอัตราภาษีที่เท่าไหร่ และจำเป็นต้องเปิดตลาดให้สหรัฐมากขนาดไหน
“การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อลดอัตราภาษีอย่างเดียว เพราะหากจำได้ ฟิลิปปินส์ตั้งแต่เดือน เม.ย. ได้ 17% แต่พอต้นเดือน ก.ค. ขึ้นเป็น 20% พอปิดดีลจบที่ 19% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่ประกาศในครั้งแรก ดังนั้น เมื่อดูจากอัตราภาษีหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับ 19–20% ก็พอจะคาดเดาได้ว่า ประเทศไทยน่าจะใกล้ ๆ กัน คงไม่ลดลงไปถึงญี่ปุ่นที่ 15% แต่ต้องแลกกับการนำเงินไปลงทุนในสหรัฐ 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”
เมื่อถามว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาคาดการณ์ว่าจะไม่เกิน 20% เป็นไปได้หรือไม่? ศิริกัญญา กล่าวว่า “มีแนวโน้มที่จะจบไม่ถึง 20% ได้ ถ้าดูตัวอย่างจากอินโดนีเซีย และทางอินโดนีเซียก็มีการเปิดเผยเงื่อนไขที่ให้ไปกับสหรัฐ เช่น การยกเลิกการจัดเก็บภาษีดิจิทัลในโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่าง ๆ และข้อตกลงในการส่งออกแร่สำคัญ รวมถึงยอมรับมาตรฐานรถยนต์ของสหรัฐ
แต่สุดท้ายก็ต้องรอฟังคำตอบจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนเดียว เพราะเวลาที่เจรจาก็เป็นแบบหนึ่ง แต่พอประกาศออกมาก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็ทำได้แค่ส่งใจช่วยให้ประเทศไทยเองยืนหลักการหนักแน่น ไม่นำสินค้าเกษตรไปแลกมากจนเกินไป ทั้งที่ไม่มีการเตรียมมาตรการเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ถูกนำสินค้าตัวเองไปขึ้นโต๊ะเจรจา ไม่เช่นนั้น เราจะทำให้ผู้ที่เสียประโยชน์ แม้จะน้อยนิดเมื่อเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เราได้มา แต่จำนวนคนที่จะได้รับผลกระทบมีค่อนข้างมาก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เรามีเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 400,000 ราย ก็คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและลึก
ศิริกัญญา ระบุต่อไปว่า “จึงต้องดูว่าเวลาเปิด เปิดฟรีเลยหรือไม่ หรือจะเป็นการจำกัดโควตาเข้ามา ซึ่งหากมีการเปิดเสรี สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ เตือนผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตอนนี้ได้แล้วว่าให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ถ้าเราเอาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปเปิดเสรีให้กับสหรัฐทั้งหมด ไม่เช่นนั้น เราจะไม่สามารถแข่งขันได้
ดิฉันได้ข่าวว่า “บริษัทผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ของประเทศ” หยุดรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว แม้จะมีการประกันราคาที่ 7 บาท แต่ก็ไม่รับซื้อ ดังนั้น เกษตรกรกำลังกังวลกับอนาคตของตัวเองอยู่
เมื่อถามถึงการสวมสิทธิ์สินค้าจีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ? ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ ถ้าเป็นสินค้าที่เราตรวจจับง่าย ๆ แค่เข้ามาผ่านทางแล้วออกไป เราก็ไม่ยอมให้เขามานุ่งโจงกระเบนแล้วตีตราว่าเป็นสินค้าไทยอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพราะสหรัฐฯ เองอาจจะตั้งเกณฑ์ ต้องเป็นวัตถุดิบที่ผลิตในไทย ทำให้เราไม่สามารถใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากประเทศจีนได้เลย ซึ่งเป็นความซับซ้อนและยุ่งยาก
เพราะสหรัฐฯ ต้องการที่จะตัดห่วงโซ่อุปทานที่ไทยมีกับประเทศจีนอย่างเหนียวแน่น เป็นการตรวจเข้มมากขึ้นว่าสินค้าใดใช้วัตถุดิบจากประเทศจีน เรื่องของการสวมสิทธิ์ปกติ เพราะหากตรวจเข้มข้นขนาดนี้ เราก็ไม่มั่นใจว่าจะกระทบเศรษฐกิจมากหรือไม่
เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยเสนอให้เปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 เพื่อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาภาษีสหรัฐฯ? ศิริกัญญา กล่าวว่า กำลังพูดคุยภายในวิปฝ่ายค้าน แต่ถ้ามีการเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติเรื่อง ‘ภาษีทรัมป์’ สามารถทำได้ แต่สำหรับพรรคประชาชนที่อภิปรายตามมาตรา 152 มาหลายปี มองว่าควรจะต้องมีเรื่องประเด็นที่ค่อนข้างกว้างมากกว่านี้ เพื่อจะได้สอบถามกับคณะรัฐมนตรี และให้ข้อคิดเห็นในครั้งเดียวกัน นอกเหนือจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ไม่สามารถใช้ได้บ่อย
ควรเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามที่จำเป็น แต่ถ้าเกิดมีการเจรจาพูดคุยระหว่างวิปฝ่ายค้านแล้วมีหลากหลายเรื่องมากกว่าเรื่องภาษีสหรัฐ ก็อาจจะจบลงที่การเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติได้ ถ้าเป็นเรื่องภาษีสหรัฐอย่างเดียว ก็เป็นญัตติด่วนด้วยวาจาก็น่าจะเพียงพอ
ยกนิ้ว ‘วิทัย’ นั่ง ‘ผู้ว่าฯ ธปท.คนใหม่’
ศิริกัญญา ยังให้ความเห็นถึง วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ว่า เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งผลงานที่ดิฉันประทับใจอย่างหนึ่งคือ การเปิดบริษัทลูกของธนาคารออมสินเข้ามาในตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สามารถที่จะเข้ามาเพิ่มการแข่งขันในตลาด และลดดอกเบี้ยสินเชื่อการจำนำทะเบียนรถได้ จึงเป็นผลงานที่น่าประทับใจของ วิทัย
สำหรับเรื่องส่วนตัวก็คงจะไม่ก้าวล่วง แต่อยากฝากการบ้านให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ อย่างแรกคือ การลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นได้ การที่แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยลงที่ 0.75% แต่ธนาคารส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของรายย่อย หรือ MRR ซึ่งแม้แต่ธนาคารออมสินที่ วิทัย เคยบริหาร ก็ลดอัตราดอกเบี้ยลงมาเพียง 30 สตางค์เท่านั้น
จึงอยากฝากการบ้านว่า “เมื่อลดดอกเบี้ยแล้ว ต้องไปกำชับธนาคารพาณิชย์ และธนาคารรัฐให้ลดดอกเบี้ยตามลงมา ไม่เช่นนั้น นโยบายการลดดอกเบี้ยจะไม่เกิดผลกับประชาชน ไม่ช่วยลดภาระ และไม่ช่วยให้แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้เพิ่มด้วย”
ศิริกัญญา ระบุต่อไปว่า ดังนั้นการให้แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้เพิ่ม ต้องประสานงานให้มีนโยบายการคลังสอดประสาน เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ ให้ผู้กู้รายย่อยสามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ จึงเป็นการบ้านที่ขอฝากให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ด้วย
เมื่อถามว่า ความท้าทายแรกที่ วิทัย ต้องเจอคืออะไร? ศิริกัญญา กล่าวว่า “เป็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ และแนวโน้มของเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นโจทย์ที่ยากและสำคัญสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการดำเนินนโยบายทางการเงินและการกำกับสถาบันการเงิน ให้สามารถรอดพ้นวิกฤตไปได้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่”
แม้พอจะมีกระสุนตุนไว้สำหรับดอกเบี้ย ที่เพิ่งลดเพียงสามครั้งที่ 0.75% แต่ก็เหลือไม่มากแล้ว จากนี้คงต้องใช้อย่างตรงจุดตรงเป้า ให้เกิดผลมากที่สุด ซึ่งรวมถึงการใช้นโยบายอื่นร่วมด้วย เพื่อดูแลการเงินทั้งระบบ และอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ ที่แข็งค่าขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร




