‘ศิริกัญญา’ มองเป็นข่าวดี! ได้อัตรา ‘ภาษีทรัมป์’ เท่าเพื่อนบ้านอาเซียน จี้รัฐเปิดเงื่อนไขดีล

1 ส.ค. 2568 - 11:43

  • ‘ศิริกัญญา’ มองเป็นข่าวดี ไทยได้สิทธิภาษีสหรัฐฯ 19% เท่าเพื่อนบ้านอาเซียน

  • แนะรัฐเปิดเงื่อนไขดีล พร้อมตั้งงบฯ เยียวยารับผลกระทบ

  • เตือนปมความมั่นคง–ปะทะชายแดน อาจกระทบภาษีรอบใหม่

‘ศิริกัญญา’ มองเป็นข่าวดี! ได้อัตรา ‘ภาษีทรัมป์’ เท่าเพื่อนบ้านอาเซียน จี้รัฐเปิดเงื่อนไขดีล

ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้ความเห็นหลังไทยปิดดีล ‘ภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกา’ หรือ ‘ภาษีทรัมป์’ ได้ในอัตรา 19% ว่า “หลังจากที่เราเห็นของประเทศอื่นด้วย 19% ถือเป็นข่าวดี เพราะอยู่ในระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และกัมพูชา ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 20% ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แม้ว่า 19% จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่น่ากังวลต่อไปคือเงื่อนไขต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการเปิดเผย ซึ่งไม่ใช่ของประเทศไทยประเทศเดียว แต่รวมถึงประเทศอื่น และเงื่อนไขที่ต้องมีทุกประเทศคือเงื่อนไขของสินค้าที่ต้องผ่านทางที่จะต้องถูกเก็บภาษีมากกว่านี้ แต่กลับไม่มีรายละเอียดว่าสินค้าประเภทไหนที่จะต้องผ่านทาง”

ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า “ทางสหรัฐอเมริกาก็มีแนวคิดเข้มงวดในการตรวจสอบองค์ประกอบข้างในว่าเป็นของประเทศไหนมากกว่า คือมีสัดส่วนที่ผลิตในภูมิภาคนั้นเท่าไหร่ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มอัตราขึ้น รวมถึงกลไกต่างๆ ที่จะใช้ช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เกิดเฉพาะผู้ส่งออก แต่รวมไปถึงเกษตรกร และการที่กำหนดสัดส่วนของวัตถุดิบภายในภูมิภาคสูงมากเกินไป ก็อาจจะกระทบกับห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคนี้”

เมื่อถามว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่ามีการเสนอนำเข้า 0% แต่อาจไม่ครบทุกรายการ มีสินค้าใดบ้างที่น่ากังวล? ศิริกัญญา กล่าวว่า “สินค้าที่ถูกนำไปเปิดตลาดให้ลดภาษีลงเหลือ 0% ดิฉันยังไม่แน่ใจว่ามีสินค้าอะไรบ้าง แต่ที่น่าจับตามอง แน่นอนว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่ใช่จะลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% แต่คงจะมีการกำหนดเลยว่าจะนำเข้ากี่ล้านตันต่อปี เป็นต้น หรือสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่น่ากังวล จะเป็นพวกเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว ที่มีความอ่อนไหว หากจะมีการเปิดตลาดให้กับสหรัฐ”

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็มีการเปิดเผยว่าสินค้าสำคัญๆ จะไม่มีการเปิดตลาด เช่น ข้าว น้ำตาล เป็นต้น แต่สุดท้ายคงต้องรอฟังเงื่อนไขทั้งหมดว่ามีการนำอะไรไปเจรจาบ้าง รวมถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการค้าด้วย ซึ่งเราต้องให้ทางรัฐบาลเร่งรัดเปิดเผยโดยเร็ว เพราะเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หรือผู้ประกอบการอื่นๆ

ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า “อย่างไรก็ตาม ต้องทำให้เป็นไปตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ การตกลงกันเรื่องการลงทุน การค้าต่างๆ ที่อาจเกิดผลกระทบอย่างมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็น ในที่สุดต้องผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ”

เมื่อถามว่า กรณีสินค้าบางประเภทที่สหรัฐฯ ใช้ต้นทุนสูง ไทยอาจจะเปิดให้เข้ามาแข่งขัน เช่น ปลานิล เพราะไม่ค่อยกระทบคนไทย แต่ขณะเดียวกันสินค้าที่กระทบคนไทย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อาจจะจำกัดมากขึ้น เช่น เปลี่ยนจากรับของประเทศเพื่อนบ้านมารับจากสหรัฐแทน? ศิริกัญญา กล่าวว่า “แน่นอนว่าจะเป็นเงื่อนไขต่อมา ในท้ายที่สุดเราจะไม่มีทางทราบเลยว่าหากเปิดจริงจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง”

ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า “โดยสินค้า 0% ดิฉันคิดว่าทางรัฐบาลคงจะระมัดระวังอย่างที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบกับคนในประเทศน้อยที่สุด แต่เรายังไม่ทราบอยู่ดีว่า 90% ของสินค้าทั้งหมดที่ไปเปิด 0% มีอะไรบ้าง เช่น ปลานิล จริงๆ ก็มีชื่อว่าทิลาเพีย ไม่ได้มีแค่ปลานิลอย่างเดียว อาจจะรวมถึงปลาทับทิมหรือปลาอื่นๆ ในวงศ์นั้นด้วย ซึ่งต้องมาตรวจสอบรายละเอียดกันอีกครั้ง หากเป็นพิกัดศุลกากรของทิลาเพียนี้ จะมีสินค้าตัวไหนที่กระทบกับปลาภายในประเทศบ้าง เพราะบางครั้งก็ไม่ได้สู้กันตรงๆ กับประเภทสินค้า หากนำมาแล้วเป็นสินค้าทดแทนได้และราคาถูกกว่า ก็เป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น ตอนที่มีปลาดอลลี่เข้ามาแล้วราคาถูก ทำให้ปลาอื่นๆ ที่เป็นปลาน้ำจืดเกิดผลกระทบเช่นเดียวกัน”

“ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องรอฟังอย่างเดียวว่าจะเยียวยาให้เกษตรกรอย่างไร เพราะที่ผ่านมา มีการพูดถึงเรื่องนี้น้อยมากว่าการนำข้าวโพดจากสหรัฐเข้ามาจะกระทบกับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศแน่นอน มีเพียงการกำหนดราคารับซื้อที่สูงขึ้นกว่าราคาตลาดนิดหน่อย แต่กลายเป็นว่าผู้ประกอบการก็ไม่รับซื้อจากเกษตรกร”

ฉะนั้น ต้องเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรและพูดถึงเรื่องมาตรการเยียวยา หากเราไปดูมาตรการที่อยู่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่แล้วหมื่นกว่าล้านเป็นการให้สินเชื่อผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคส่งออก เพื่อพยุงการจ้างงาน แต่เกษตรกรกลับได้รับโดรนเพื่อการเกษตร แต่ไม่ได้เยียวยาอย่างแท้จริงในเรื่องจำเป็นเร่งด่วน

เมื่อถามว่า ควรตั้งงบฯ ไว้เท่าไหร่? ศิริกัญญา กล่าวว่า “ตอนนี้จาก 1.57 แสนล้านบาทที่เป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เพิ่งมีการอนุมัติไปแค่ 1.1 แสนล้านบาท ยังคงเหลืออยู่ 4 หมื่นกว่าล้านบาท แต่ตอนนี้ได้ข่าวว่าจะมีการพูดคุยว่าต้องใช้ไปในเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่ององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ยังไม่ได้มีการอนุมัติงบในส่วนนั้น ดังนั้น มีการตุนไว้แล้ว 4 หมื่นล้านบาท ที่อาจจะต้องใช้ในเรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่องการให้สินเชื่ออย่างเดียว แต่เป็นการเตรียมความพร้อมและเยียวยาผลกระทบ”

ดิฉันคิดว่าไม่เพียงพอเท่าไหร่ในการที่จะต้องเตรียมรับมือ แต่ก็ยังมีงบกลางในส่วนของเงินใช้จ่ายสำรองฉุกเฉินและจำเป็น ซึ่งขณะนี้มีการอนุมัติไปแล้วประมาณ 2 หมื่นกว่าล้าน จากที่สภาอนุมัติไป 9.6 หมื่นล้าน เท่ากับว่ายังมีเหลืออยู่ประมาณ 6 หมื่นล้าน ขอให้รัฐบาลเร่งนำงบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินตรงนี้มาเบิกจ่ายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ภาษี 19% เท่ากัน มองว่าเป็นเพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขที่เราเสนอไปหรือว่าด้านความมั่นคง? ศิริกัญญา กล่าวว่า “เป็นปัจจัยของทุกเรื่อง หนึ่งในเรื่องที่ไทยได้ภาษี 19% เท่ากับกัมพูชา อาจมีปัจจัยเรื่องความมั่นคงร่วมด้วย เพราะท้ายที่สุดการเจรจาหยุดยิงก็เป็นผล ซึ่งการหยุดยิงเกิดขึ้นจริงแม้จะล่าช้าไปเล็กน้อย จึงทำให้ไทยและกัมพูชาไม่ได้อยู่ในเรทที่ถูกทำโทษเพิ่มจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค”

เมื่อถามถึงการวิเคราะห์ว่าเวียดนามได้ประกาศว่าภาษี 20% ก่อนประเทศอื่น จะเป็นตัวล่อเป้าในการยื่นข้อเสนอของประเทศอื่นหรือไม่? ศิริกัญญา กล่าวว่า “เห็นด้วย เนื่องจากการเปิดข้อตกลงของเวียดนามก่อนเป็นการบรัฟแบบหนึ่ง เพราะเวียดนามคงให้ข้อเสนอที่ค่อนข้างกว้างขวางในการเปิดตลาดสินค้าแทบทุกรายการ ดังนั้น การที่หลายประเทศเห็นดีลของเวียดนามก่อน จึงเป็นการกระตุ้นให้หลายประเทศเปิดตลาดมากขึ้น เพื่อให้ได้อัตราภาษีต่ำกว่าหรือเท่ากับเวียดนาม”

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอีก? ศิริกัญญา กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะหลังจากที่มีการประกาศอัตราภาษีในหลายประเทศทั่วโลกออกมา ไม่ทันขาดคำ ทรัมป์ก็ขึ้นภาษีแคนาดา จาก 25% เป็น 35% เนื่องจากการไปสนับสนุนปาเลสไตน์ จึงเป็นความไม่แน่นอนที่เราจำเป็นต้องอยู่กับมัน ภายใต้ประธานาธิบดีที่ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องเตรียมพร้อมหลายเรื่องในอนาคต ที่ไม่ทราบว่าจะออกมาตรการอะไรประหลาดๆ ออกมาหรือไม่”

ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า “ต้องอย่าลืมว่ารายการสินค้าที่เคยขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็มีการขึ้นต่อ เช่น ทองแดง แล้วก่อนหน้านี้การขึ้นภาษีที่ยังคงที่อยู่ที่ 25% เช่น ส่วนรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้หรือไม่”

เมื่อถามว่า การปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยังอาจไม่จบ มีโอกาสที่ภาษีจะขึ้นอีกหรือไม่? ศิริกัญญา กล่าวว่า “ถ้าการเจรจาหยุดยิงไม่เป็นผลและกลับมาปะทะกันใหม่ คิดว่าทางประธานาธิบดีสหรัฐอาจจะใช้จุดนี้มาเป็นข้อเรียกร้องโดยการขู่ขึ้นภาษีอีกรอบหนึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะกำหนดการยื่นเสนอชื่อของผู้ที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะเกิดขึ้นต้นเดือนตุลาคม”

ดิฉันแอบเดาว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอยากให้มีคนเสนอชื่อเหมือนกัน แล้วถ้าสามารถเจรจาให้เกิดการหยุดยิงได้ระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็อาจจะเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทรัมป์ถูกเสนอชื่อให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์