รุมถล่ม ‘รัฐบาล’ ปมน้ำท่วม! นักวิชาการเบรกซ้ำเติม-แนะร่วมแก้ปัญหา

29 พ.ย. 2568 - 17:42

  • ‘อนุสรณ์’ ชี้กระแสกดดันนายกฯ ‘ลาออก’ สะท้อนวิกฤตศรัทธารัฐบาลเสียงข้างน้อย

  • ‘พร้อมพงศ์’ จี้แจงยอดผู้เสียชีวิต–เยียวยาให้ชัด เสนอยกระดับรับมือภัยพิบัติเป็นวาระแห่งชาติ

  • ‘นักวิชาการ’ แนะทุกฝ่ายหยุดซ้ำเติม หันมาร่วมวางระบบแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน

รุมถล่ม ‘รัฐบาล’ ปมน้ำท่วม! นักวิชาการเบรกซ้ำเติม-แนะร่วมแก้ปัญหา

กระแสเรียกร้องนายกฯ ‘ลาออก’ สะท้อนภาวะ ‘สูญเสียความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง’

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสสังคมที่เรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย “แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก” ภายหลังที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าล้มเหลวในการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วม ว่า วิกฤตน้ำท่วมได้พัฒนาไปเป็นวิกฤตศรัทธาของรัฐบาลอย่างสมบูรณ์แบบ ความเชื่อมั่นของประชาชนเสื่อมทรุดอย่างมีนัยสำคัญ ภาพลักษณ์ที่รัฐบาลพยายามสร้าง คะแนนความนิยมที่พยายามหา ถูกกระแสน้ำพัดพาไปอย่างรวดเร็ว

ขณะนี้มีนักวิชาการออกมาประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยกำลังตกที่นั่งลำบาก อยู่ในภาวะเปราะบางและถูกจับตามองจากสาธารณะในแทบทุกมิติ แม้อนุทินจะออกมาขอโทษหรือร้องไห้แสดงอารมณ์สะเทือนใจอีกกี่ครั้ง แต่การกระทำดังกล่าว ไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อศักยภาพของรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วม แม้ระดับน้ำในจังหวัดสงขลาจะเริ่มลดลง แต่หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลางยังคงมีประชาชนจำนวนมากที่จมน้ำและรอความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้าน

• การสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างเป็นมาตรฐาน

• การฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

• การบริหารจัดการภัยพิบัติตามหลักสากล

• การวางระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเสียงข้างน้อยเมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง แต่ความจริงที่เกิดขึ้นแล้วคือ ประชาชนได้ลุกขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปก่อนหน้านี้อย่างกว้างขวาง ผ่านทุกช่องทางสาธารณะ และได้ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ให้พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ไปแล้ว ด้วยพลังของประชาชนเอง

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด

บี้ ‘อนุทิน-รมต.’ ขอโทษประชาชน-เร่งแจงยอดผู้เสียชีวิตให้ชัด

ขณะที่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ เกิดความผิดพลาดจากการบริหาร แจ้งเตือนไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนอพยพไม่ทัน บ้านเรือนประชาชน ข้าวของ ทรัพย์สิน ร้านค้า สถานที่สำคัญๆ เสียหายนับหมื่นล้านบาท เทียบไม่ได้กับชีวิตพี่น้องประชาชนที่สูญเสียเป็นจำนวนมาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย หลีกหนีความรับผิดชอบไม่พ้น

นายกรัฐมนตรี ผู้บริหาร รวมถึงหน่วยงานข้าราชการที่รับผิดชอบ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น ควรจะออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ ขอโทษประชาชนอย่างเป็นทางการ เหมือนประเทศอารยะ เช่น ญี่ปุ่น เวลาเกิดผลเสียหาย กระทบชีวิตประชาชน ความเดือดร้อนกว้าง ผู้นำจะออกมายืดอกขอโทษยอมรับข้อผิดพลาดกับประชาชนทันที

น้ำท่วมหาดใหญ่ น้ำท่วมภาคใต้ ถึงเวลาแล้วควรยกระดับภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม พายุลมแรงให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเต็มรูปแบบ รัฐบาล นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ควรนำข้อเสนอเหล่านั้นมานั่งพิจารณา ลงมือทำได้ทันที วางแนวทางรัฐบาลนี้ไม่ทัน รัฐบาลหน้าก็ต้องมาสานต่อ จะละเลยไม่ได้ ปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ความเหมาะสม ไม่ใช่แค่หาดใหญ่ ทางใต้ รวมไปถึง พิษณุโลก สุโขทัย นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา หมดเวลาแล้ว ที่จะให้หลายๆ อำเภอเป็นที่พักน้ำ บ้านเรือน เรือกสวนไร่นาต้องพังทุกปี เราต้องการแบบนี้จริงๆ หรือ

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

พร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า เท่าที่สัมผัสชาวบ้านและสังคมเรียกร้องอยากให้เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เหมือนกับเหตุการณ์สึนามิ สาธารณสุขได้โพสต์เฟซบุ๊กขอถุงบรรจุศพ แต่ต่อมาลบโพสต์ทิ้งเหมือนปิดอะไรหรือไม่ อย่าทำเหมือนช้างตายทั้งตัว จะเอาใบบัวมาปิดคงไม่มิด ยิ่งทำให้ผู้คนในสังคมสงสัย

คนที่ไปอยู่หาดใหญ่ มีทั้งคนในพื้นที่ คนเข้าไปค้าขายลงทุน นักท่องเที่ยว คนต่างพื้นที่มาหางานทำ รัฐบาลบอกจะให้เงินเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท จะกี่ศพที่มาจากสาเหตุจากน้ำ ควรสรุปตัวเลขให้ชัด หน่วยงานต้องรายงาน พูดให้ตรงกัน งานของรัฐบาลหลังน้ำลดคงจะมีอีกมาก สายตาคนไทย สายตานานาชาติจับจ้องมาที่ไทย จะวางแผนแก้ไขอย่างไรเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาล

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ เผชิญภาวะดินทรุดทุกปี พื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล น้ำทะเลหนุน จากคำเตือนผู้เชี่ยวชาญบอก กรุงเทพฯ เสี่ยงที่จะจมทะเลในอนาคต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งวางระบบป้องกันน้ำท่วมในระดับมหานคร ใช้โมเดลจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ หรือที่ไหน มาใช้ให้เหมาะสมกับกรุงเทพฯ ปรับให้เหมาะกับภูมิประเทศของไทย แต่ระบบบริหารจัดการ จะวางโครงสร้าง จะทำอย่างไร ควรเร่งลงมือทำ

เห็นคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญแล้วน่าเป็นห่วง กรุงเทพฯ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะรุนแรงกว่าหาดใหญ่มาก คนกับน้ำอยู่ร่วมกันได้ แต่ต้องเริ่มทำในวันที่ยังมีเวลา

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

แนะทุกฝ่าย ‘หยุดซ้ำเติม’ หันมาร่วมวางระบบแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน

อีกด้าน ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกรณีสถานการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า นี่ไม่ใช่เวลามัวแต่ตามหาคนผิด แต่ต้องมองไปข้างหน้า วางระบบรองรับภัยธรรมชาติที่จะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นในอนาคต

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า รัฐบาลต้องน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีข้อแม้ พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุดหลังน้ำลด โดยการฟื้นฟูต้องทำ “เป็นระบบและเร่งด่วน” ทั้งในด้านสาธารณสุข การซ่อมแซมบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ประสบภัยทุกครอบครัว ด้านกระทรวงสาธารณสุขต้องเร่งเข้าพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจ ความเครียด และผลกระทบสุขภาพของประชาชน

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยต้องสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและที่พักอาศัยเพื่อเร่งซ่อมแซมให้ผู้ประสบภัยกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วที่สุด ส่วนกระทรวงคมนาคมต้องเร่งซ่อมถนน ป้ายสัญญาณ และระบบไฟจราจรที่ถูกน้ำพัดจนเสียหาย ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังต้องเร่งจัดสรรงบเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ประสบเหตุทุกครัวเรือนอย่างไม่ล่าช้า

ผมเสนอให้มีการฝึกซ้อมแผนอพยพอย่างจริงจังเป็นประจำ เพราะภัยธรรมชาติต่อจากนี้จะเกิดขึ้นแบบคาดการณ์ยาก และรุนแรงขึ้นจากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การเตรียมความพร้อมคือหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสียในอนาคต

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง

ผศ.ดร.วันวิชิต ยังฝากไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ ผู้มีอิทธิพลทางโซเชียล และฝ่ายการเมืองทุกกลุ่ม ว่า ควรนำเสนอทางออกอย่างสร้างสรรค์และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ไม่ใช่ซ้ำเติมหรือหาผู้รับผิดเพียงฝ่ายเดียว เพราะไม่มีใครอยากเห็นประชาชนต้องเผชิญความทุกข์เช่นนี้ และไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็จะต้องเจอบททดสอบเช่นเดียวกัน

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทบทวนบทเรียน ปรับระบบเตือนภัย วางผังเมืองใหม่ และจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการให้เมืองใหญ่ของภาคใต้ปลอดภัยและฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์