เรื่องมันมีอยู่ว่า จากที่เริ่มต้นมาด้วยกันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย แม้จะแตกกันออกไป แต่ความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิม การตั้ง‘ผู้กำกับหนุ่ย’ ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ ป.ย.ป. น่าจะบอกถึงสถานะความร่วมมือของทั้งสองพรรคได้เป็นอย่างดี<>แบงก์พันบาท 2 รุ่น หายไปจากระบบกว่า 140,000 ล้านบาท และแบงก์ชาติกำลังหาทางแก้ไข บรรดาผู้ที่ถือครองเงินสดฝั่งดิน ใส่เซฟ เลิกลั่กไปเหมือนกัน<>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘หนูกับหนิม’และ‘หนูกับหนุ่ย’
เยื่อใยไมตรีสี‘น้ำเงิน-สีแดง’
ก่อนหน้านี้‘สังคมไทย’ได้รู้จัก ‘ป.ย.ป.’ จากข้อเสนอของ ‘อ.วีระ ธีรภัทร’ที่เสนอไว้ในเวที ‘งบประมาณ’ ชั้นกรรมาธิการให้‘ยุบทิ้ง’ไปเสีย แต่ที่ดูจะ‘ฮือฮาหมาเห่า’ ก็ตรงครม.เห็นชอบให้แต่งตั้ง ผอ.ป.ย.ป.ตามที่ ‘รองเชน’ หรือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา เสนอมา
ป.ย.ป.ย่อมาจาก‘สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง’มีฐานะเป็น‘กรม’ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เหตุผลที่มีการตั้งป.ย.ป.ขึ้นมาสมัยรัฐบาลคสช.เพื่อติดตามการปฎิรูปประเทศในด้านต่างๆ มี ‘ผู้รู้’ ระบุว่า ป.ย.ป.นี้ควรจะ‘ลาโรง’ได้แล้วหลังจบภารกิจ 5 ปี แต่ไปๆมาๆอีท่าไหนไม่ทราบได้ ‘ลากไหล’ กันจนเกือบจะ 9 ปี แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะ ‘ยุบเลิก’
มิหนำซ้ำ ‘ครม.หนูขาสั้น’ ยังแต่งตั้งคนการเมืองยี่ห้อ ‘ชินวัตร’ เข้ามาทำหน้าที่แม้ตำแหน่งจะเรียกว่า ‘ผอ.’ แต่จริงๆแล้วเทียบเท่า ‘ปลัดกระทรวง’ เลยทีเดียว
ยิ่ง ผอ.ที่ชื่อว่า‘ผู้กำกับหนุ่ย’ หรือ พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย อดีต ‘บอดี้การ์ด’ 5 นายกฯ พรรคเพื่อไทย ยิ่งชวนให้ติดตามไม่ได้ว่าหรืองานนี้จะมีอะไรใน‘กอไผ่’ ทั้งๆที่ ทำเนียบรัฐบาลนั้น ‘ไม่มีก่อไผ่’ เลยซักกอ

การกลับมาของ ‘ผู้กำกับหนุ่ย’ น่าจะพอบอกความสัมพันธ์ระหว่าง ‘สีน้ำเงิน’ กับ ‘สีแดง’ ได้ระดับหนึ่งว่ายัง ‘ลึกซึ้ง’ กันไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งมีการ‘สร้างภาพหวานชื่น’ ด้วยการที่ ‘นายกฯหนู’ กอดกับ ‘หัวหน้าหนิม’ หรือ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน น่าจะ‘สยบข่าว’ ที่กระพือกันอยู่ในเวลานี้ว่า ‘แดง’จะจับกับ ‘เขียว’ เพื่อต่อรองทางการเมือง และเลยไกลไปถึง ‘ข้ามขั้ว’ จับกับ ‘ส้ม’ ทิ้ง ‘น้ำเงิน’ เป็นฝ่ายค้าน
‘แดงผสมเขียว’ ยังไงก็เป็น ‘สีน้ำเงิน’ นายกฯพูดเป็น ‘ปริศนาการเมือง’ ไว้อย่างนั้น มาวันนี้มี ‘รูปธรรม’ ปรากฏให้เห็นอีกต่างหาก จึงน่าจะตีความได้ไม่ยากว่าเจ้าของพรรคยังเอาด้วยการมีรัฐบาลสีน้ำเงินเป็นแกนนำ
ใครจะว่า ‘ตบหน้า’ รัฐบาลในอดีตก็ว่ากันไป แต่ในความเป็น‘รัฐบาลผสมสี’ ชงกันมาซะขนาดนี้มีหรือที่จะ ‘ไม่ตบให้’ อย่าลืมว่างานใหญ่อย่างศึกไม่ไว้วางใจนั้นรออยู่จะโดนอะไรบ้างก็ยังไม่รู้
ที่ นายกฯหนู เคยบอกว่า คนชื่อ ‘อนุทิน’ นั้น ‘ใจกว้าง’ ที่สุดแล้ว ถ้าจะจริงแฮะ
<<<<>>>>>
อึ้ง!‘แบงก์พัน’หาย1.4แสนล้าน
ผู้ว่าฯธปท.เผยคิดที่จะ‘เลิกใช้’
ถือเป็น ‘ข้อมูล’ ที่สร้างความตกตะลึงกันไปทั้งสังคมไทยเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ‘ผู้ว่าเต๋’ หรือ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวบรรยายพิเศษ ในงานเสวนา ‘The INTANIA Forum: SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่’ ที่จัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตอนหนึ่งไว้ว่า
‘มีข้อมูลที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือ มีธนบัตรใบละพัน ที่อายุ 20 ถึง 30 ปี 2 รุ่น หายไปจากระบบ 140,000 ล้าน ถ้ายังใช้กันจริงๆ มันจะเก่ามากจนกระทั่งสภาพมันไม่มีเลย แบงก์ชาติเคยคิดถึงเรื่องการจะรีไทร์ธนบัตร 2 รุ่นนี้ แต่ก็ติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ก็อาจจะมีปัญหาที่ทำยากเหมือนกัน แต่เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า เงินหายออกไปจากระบบ 140,000 ล้านบาท’
‘ผู้ว่าเต๋’ ระบุด้วยว่า ‘ธุรกรรมทองคำผ่านแอปที่กระทบค่าเงินบาท มาตรการกำกับทองคำเริ่มเห็นผล หลังให้ผู้เทรดทองเกิน 50 ล้านบาทต่อแพลตฟอร์มต้องรายงาน และถอนทองคำแท่งเกิน 2 กิโลกรัมต้องแจ้งข้อมูล ทำให้ปริมาณถอนทองน่าสงสัยลดจากเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือ 2,500-3,000 ล้านบาท’
ทั้งหมดน่าจะเป็นการบอกว่าอย่า‘ไม่แปลก’ หากทุก ‘หย่อมหญ้า’ในสังคมไทย ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเรื่องใดๆก็ตามล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ธุรกิจสีเทา’ เจือปนอยู่ทั้งสิ้น
‘สีเทา’ไม่ใช่เรื่องต่างชาติอย่างที่มองกัน เพราะในสังคมแบบไทยๆในวันนี้ มีเยอะแยะที่ ‘สีเทา’ โดยเฉพาะในมุมการเมืองที่มักจะมี ‘เสียงร่ำลือ’ กันมาว่า ‘บ้านใหญ่’ของบรรดา ‘บิ๊กการเมือง’บางคน มีห้องเก็บธนบัตร
หลังตกตะลึงกับ ‘แบงก์พัน’ หายไปจากระบบกว่า 1.4 แสนล้านบาท ก็เกิดคำถามตามมาทันทีว่าแล้วผู้เกี่ยวข้องจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
ข้อเสนอที่สังคมมักจะตอบว่า ก็ยกเลิกธนบัตรหรือแบงก์พันบาท รุ่นที่ว่านี้ซะ ซึ่งหากฟังจากสิ่งที่ ‘ผู้ว่าเต๋’ พูดไว้นั้น ‘มันคิดง่าย’ แต่ติดขัดข้อจำกัดทางกฎหมาย ข้อจำกัดที่ว่านั้นคืออะไร งานนี้เห็นผู้ว่าเต๋ต้อง‘ขยายความ’ ต่อไป
ดูตัวอย่างง่ายๆ เรื่องร้อนที่กำลังจะจบแบบ ‘ไทยๆ’ นั้นคือเรื่อง ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ที่วันนี้ ยังจับ ‘ปลาใหญ่’ ไม่ได้ เงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ที่ว่ากันว่า รวมๆแล้วสูงถึง 4,500ล้านบาท ‘อยู่ที่ไหน’ และ‘ไหล’ ไปเข้ากระเป๋าใครบ้าง เพราะถ้ายังหา‘คำตอบ’ตรงนี้ไม่ได้‘หน้าไหน’ก็อย่ามาบอกว่าได้ ‘แก้ไขปัญหาแล้ว’
ปัญหาประเทศไทย มันช่าง‘ใหญ่หลวง’จริงๆนะ ว่ามั้ย




