เรื่องมันมีอยู่ว่า คดีฮั้ว สว.กำลังร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง และยาวไปจนถึงวันที่ 7 กกต.ชี้ขาดว่าผลออกมาอย่างไร หากการทำหน้าที่ของ กกต.ออกมาไม่ชัดเจน ก็มีคนรอดำเนินการตามกฎหมาย<>ไม่เคยมีมิตรแท้ และศัตรูถาวรในแวดวงการเมือง เป็นเรื่องจริงที่มีข้อมูลยืนยันกันตลอดมา กระแสเปลี่ยนขั้ว สลับสี จึงมีออกมาเป็นระยะ แต่สุดท้ายต้องดูว่าสีไหนแข็งแรงกลืนสีอื่นได้<>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ยก‘หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’
คิว‘พ.ต.อ.ทวี’ดักคอ‘7กกต.’
ร้อนแรงขึ้นตามลำดับ จนไปถึงวันที่ ‘7 กกต.’มี‘มติชี้ขาด’นั่นแหละ ‘ปรอททางการเมือง’ ว่าด้วยเรื่องคดี ‘ฮั้วสว.’ ถึงจะแตกออกมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าแตกแล้วจะจบ เพราะไม่ว่า‘ผลมติ’ที่จะออกมาซึ่งก็จะมี 3ทาง ทั้ง‘ฟ้องทั้งหมด 229 คน’หรือ‘ฟ้องบางส่วน’หรือ ‘ยกฟ้อง’ ทั้งหมด
คดี ‘ฮั้วสว.’ใช้เวลาสืบสวนสอบสวนและพิจารณามา 2 ปี แต่รู้หรือไม่ว่า ที่‘เย้วๆ’กันอยู่ในวันนี้ เอาของเก่ากลับมาขายใหม่ ซึ่งหลายต่อเนื่องมี ‘น้ำหนักอันชวนน่าสงสัย’ ว่ากันว่าทั้งหมดของเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจาก 2 คนจาก 2 ขั้วการเมือง
ขั้วหนึ่งคือ อดีตสว.ที่ชื่อ ดร.สมชาย แสวงการ ที่เป็นคนแรกๆที่ออกมาบอกว่ากำลังเกิด‘การฮั้ว’กันครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งสว.ซึ่งขณะนั้นดูเหมือน‘ส้ม’จะเคลื่อนไหวคึกคักกว่า ‘น้ำเงิน’ ซะอีก
อีกคนที่ขณะนั้นอยู่ขั้ว ‘สีแดง’ ซึ่งมีหน้าที่เป็นถึงรมว.ยุติธรรม นามว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส่งซิกให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ รับเรื่องมาเป็น‘คดีพิเศษ’ จนเกิดเหตุว่า กำลังเข้าไปแทรกแซงฝ่ายบริหาร ที่สุดเมื่อดีเอสไอรับเรื่อง กกต.ถึงเข้ามา และ‘สนธิกำลัง’ ตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่า ‘ชุดที่ 26’ ขึ้นมาก่อนจะสรุปว่า‘ฟ้องทั้งหมด’ ก่อนส่งไปที่ 7 กกต. ซึ่งต่อมาได้ตั้ง ‘คณะที่36’ ขึ้นมาพิจารณา ก่อนชงกลับให้ 7กกต. พิจารณาในขั้นสุดท้าย

ในทางการเมืองว่ากันว่า พ.ต.อ.ทวี นี่แหละที่เอา‘มีด’ไปปักที่หลัง ‘สีน้ำเงิน’ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทวี ยังเป็นคนตามเรื่องสำคัญอย่าง ‘ที่ดินเขากระโดง’ และใช้เรื่องนี้ ในการ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’มาแล้ว
ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี อดีตตำรวจสายสอบสวนมือดีผู้ผันตัวมาเล่นการเมือง ก็โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า มาตรฐาน‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ จุดชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. และศรัทธาต่อ กกต.
เนื้อหาบางช่วงระบุว่า ‘สิ่งที่สร้างความกังวลแก่สังคม คือข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาที่ปรากฏว่า ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา 138 คน กำลังถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง วุฒิสภาชุดเดียวกันกลับเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จำนวน 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง’
‘นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ แม้ครบวาระแล้ว แต่เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาใหม่ จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป กกต. อีก 4 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์, นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร ต่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน’
นอกจากนี้ยังมี ‘พฤติการณ์’ ที่เป็นข้อกังขาของสังคมที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตอบแทนบุญคุณมากกว่าความถูกต้อง และการเอื้อประโยชน์ อาทิ ระเบียบ กกต. ข้อ 122 ที่กำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจ‘เปิดช่อง’ให้เกิดการลงคะแนนแบบจัดตั้งหรือ‘โหวตล็อก’ นอกจากนี้ยังมีขบวนการบล็อก หรือให้ลงคะแนนตามโพยโดยผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 138 คน มีคะแนนกระจุกตัวอยู่ในช่วง 50–79 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครอีกจำนวนมากมีคะแนนอยู่เพียง 20–28 คะแนน หรือการแต่งตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 มาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้ไต่สวนโดยตรง
อีกทั้งยังมี การปรับผลการประเมินเลขาธิการ กกต. จาก‘ไม่ผ่าน’ เป็น ‘ผ่าน’ ไปจนถึงการไม่รับสำนวนการสอบสวนจาก DSI ทั้งที่มีการกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ฯลฯ
ที่น่า ‘สนใจ’ อยู่ตรงคำว่า ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ คือมาตรฐานทางกฎหมายที่ กกต. ต้องยึดถือ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า หากมี‘หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ มีการกระทำอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
โพสต์ของพ.ต.อ.ทวี ระบุว่า สำนวนคดีมีเอกสารกว่า 80,000 แผ่น พร้อมพยานหลักฐานด้านนิติคณิตศาสตร์ และข้อมูลอื่นประกอบ ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าจะพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยได้หรือไม่ เพราะนั่นเป็น‘หน้าที่’ ของศาลฎีกา
เหมือนคดี ‘ฮั้วสว.’ ที่เข้มข้นในขณะนี้ กำลังเดินมาถึงจุดที่ทุกฝ่าย อาจจะต้องใช้ ‘กฎหมาย’เข้าจัดการกับ กกต. หากทำหน้าที่ ‘ค้านสายตา’ คนดูกันแล้ว
<<<<<>>>>
รวมพลัง‘สายอนุรักษ์นิยม’
เมื่อแดง+เขียว=น้ำเงินเข้ม
นอกจากจะมี‘ดนตรี’ในหัวใจแล้ว ยังหัวไวชนิดหาตัวจับยาก สำหรับ ‘เดอะหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ที่‘บอกใบ้’หลังปรากฏข่าว ‘แดง+เขียว’ คานอำนาจน้ำเงิน ไว้ว่า แดงบวกเขียวยังไงก็เป็น ‘สีน้ำเงิน’
การเมืองระยะหลังๆ ใครว่า เดอะหนู ‘เพลี่ยงพล้ำ’ เห็นทีจะต้องคิดใหม่ แม้มหาดไทยกระทรวงสิงห์คลองหลอดที่ ‘เดอะหนู’นั่งมาแล้วตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา รัฐบาลแพทองธาร จนมารัฐบาลรัฐบาลหนู 1 และ หนู 2 ในปัจจุบัน เอาเฉพาะ‘เก้าอี้มท.1’ กับโกงสอบท้องถิ่น ในส่วนที่เกี่ยวกับมหาดไทย ได้เกิดการแอ็คชั่นไปแล้ว 9 ครั้งตามลำดับ พร้อมๆกับเพิ่มเวลาดูงานที่จะมีการประชุม 2วันต่อสัปดาห์ หวังลบภาพกระทรวง ‘มหาไถ’ ลงให้จงได้
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือการ‘ย้ายใหญ่’ ระดับ ‘บิ๊กล็อต’ อาทิ รองปลัด-อธิบดี-ผู้ว่าฯ -ผู้ตรวจฯ ทั้งนี้จะมีข้าราชการระดับสูงเกษียณรวม 18 ราย อาทิ 1.นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดฯ 2.นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน 3.นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง 4.นายณัฐวัชร์ วิริยานภาพรณ์ ผู้ตรวจราช 5.นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ตรวจราชการ 6.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าฯขอนแก่น 7.นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าฯตาก 8.นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าฯนครสวรรค์ 9.นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าฯประจวบคีรีขันธ์ 10.นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯปราจีนบุรี 11.นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าฯปัตตานี 12.นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าฯแพร่ 13.นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าฯยโสธร 14.นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าฯยะลา 15.นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าฯสระแก้ว 16.นายนที มนตรีวัต ผู้ว่าฯอ่างทอง 17.นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าฯอุดรธานี และ18 นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าฯอุทัยธานี
ในมุมมหาดไทยกำลังจะจบ ขณะที่มุมรัฐบาลกรรมการชุด ‘รองปกรณ์’ จ่อรายงานข้อสรุปในเร็ววันนี้ ส่วนที่สังคมว่า ‘ใครโกง’ นั้นต้องไปตามต่อที่ป.ป.ช.
กลับมา ที่รัฐบาล ‘2 สี’ ที่บัดนี้เริ่มมีข่าวว่าจะเป็น ‘3 สี’ ซึ่งที่สุดแล้ว ถูกสยบข่าวว่า ทั้งหมดนั้นยังไงก็เป็น ‘สีน้ำเงิน’ อยู่ดี ซึ่งน่าจะกินความกว้างไปถึง ‘ขั้วทางการเมือง’ ที่ในสังคมไทยขณะนี้แบ่งออกเป็น 2 ปีก ปีกหนึ่งคือ ‘อนุรักษ์นิยม’ กับ ‘สายประชาธิปไตยก้าวหน้า’
พูดง่ายๆอีกอย่างก็คือเป็นการสู้กันของ ‘สีส้ม’ กับ ‘สีน้ำเงิน’ เท่านั้น หากจำกันได้ ระหว่าง ‘เดอะหนู’ กับ ‘ผู้กองยอดรัก’ นั้นไม่ได้อะไรบาดหมางกัน และหากจำกันได้ ก็จะพบอีกว่า การไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ก็เพราะ‘เงื่อนไข’บางอย่างทางการเมือง
หาก ‘เขียว’ ปรับได้ การร่วมรัฐบาลก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ไม่น่าจะในเร็วๆวันนี้ ขณะที่ ‘แดง’ เอาจริงๆก็ร่วมพรรคกันมาตั้งแต่ ‘ไทยรักไทย’ ซึ่งบัดนี้ น่าจะถึงเวลา ‘ชินวัตร’ต้องหลีกทาง ทางการเมืองแล้ว
ความหมายของเดอะหนู จึงไม่ใช่แค่การเอาใครมาไล่ใคร แต่กำลังคิดการใหญ่ถึงการเป็น ‘รัฐบาลพรรคเดียว’ เหมือนที่ ‘พรรคทักษิณ’ เคยประสบความสำเร็จมา อย่าลืมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ‘รอบหน้า’ ใครจะมาสู้ ‘ส้ม’
สี‘น้ำเงิน’ ที่อนุทินพูดนั้น ยังไม่ใช่การ‘อยู่ไป’ของรัฐบาล แต่คือการ ‘เริ่มต้น’ ของการเมือง ‘2 ขั้ว’ต่างหากเล่าจะบอกให้




