เรื่องมันมีอยู่ว่า กลับมารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่สองอย่างเป็นทางการ หลังการรับรองผลจาก กกต.พร้อมกับปรับทีมบริหาร ลดความร้อนแรงกระแสระบอบอากง <>ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดผ่านการแก้ไขหลายจุดจาก สว. ก่อนส่งกลับให้ สส.พิจารณาว่าเห็นชอบด้วยหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ต้องเลื่อนออกไปเพราะปิดสมัยประชุมไปก่อน ต้องรอสมัยประชุมต่อไป <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘ชัชชาติ ล้านห้า’หวัง‘ล้างอาถรรพ์’
‘ตีกรรเชียง’หนีข้อหา‘ระบอบอากง’
การเข้ารับตำแหน่งผู้ว่ากทม.คนที่ 17สมัยที่ 2ของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อม ๆ กับการเปิดทีมงานของผู้ว่าฯ 1.5 ล้านคะแนน ‘จุดน่าสนใจ’ อยู่ตรงการปรับเปลี่ยน ‘ทีมงาน’ ระดับ ‘รองผู้ว่าฯ 3คน’ยังเหมือนเดิม
ประกอบด้วย รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล,รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช, นายศานนท์ หวังสร้างบุญ ส่วนที่เปลี่ยนไปคือการ ‘โยก’ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ จากที่ปรึกษาในสมัยที่ผ่านมา ขึ้นมาทำหน้าที่แทน นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าฯที่ถูก ‘ขยับ’ ให้ขึ้นไปนั่งเก้าอี้ ประธานที่ปรึกษาฯแทน‘อากง’หรือ นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ที่ขยับไปทำหน้าที่ ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดูแลเรื่องยุทธศาสตร์

‘ชัชชาติ’ ตอบคำถามสื่อช่วงหนึ่งว่า ที่ดึงนายจักกพันธุ์ เพราะต้องการทำงบประมาณและประสานงานกับเขต จึงคิดจะขยับมาเป็นประธานที่ปรึกษาอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้คิดมาปีหนึ่งแล้ว ส่วนกรณี ‘พรพรหม’ นั้นเพราะเห็นว่า ที่ผ่านมาทำงานได้ดี ทั้งเรื่องฝุ่นและพื้นที่สีเขียว จึงต้องขยับตำแหน่งมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.
‘ระบอบอากงไม่มี ประชาชนก็คลายกังวลลง ดูจากผลการเลือกตั้ง หรือหลังการเปิดข้อมูลระบอบอากง คะแนนนิยมเราก็ไม่ได้ลดลง เชื่อว่าประชาชนเข้าใจที่เราชี้แจง’ ชัชชาติ กล่าวและว่า นายต่อศักดิ์ ยังมี ‘ความสำคัญ’ในเชิงยุทธศาสตร์ จึงให้ไปอยู่ในทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีการเปิดตัวอีก 18-19 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ โดยจะมีชื่อรศ.ดร.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ (พี่ชาย) อยู่ในคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิด้วย
เหตุที่ ‘ชัชชาติ’ ต้อง ‘ตีกรรเชียง’ ทั้งๆ ที่ช่วงหาเสียงแสดงอาการ ‘ยืนกระต่ายขาเดียว’ มาตลอดว่า ระบอบอากงนั้นเป็นแค่ ‘วาทกรรม’ แถมตั้งข้อสังเกตกลับไปยัง ‘อีกฝ่าย’ มามีอะไรกันในช่วง ‘พ้นตำแหน่ง’ ออกมาแล้ว
มีหลายเหตุที่ ‘ชัชชาติ’ จำต้องปรับทัพเปลี่ยนกระบวนท่า ประการแรก สก.หน้าเดิม-คนเก่า ‘ตบเท้า’ กันเข้ามาพรึ่บพรั่บ หากให้ทุกอย่าง‘เหมือนเดิม’ โอกาสโดนซ้ำและถูก ‘ลากยาว’ จะมีสูง ประการต่อมาระบอบอากงที่หยิบเอามาโจมตีกันนั้นมีกลิ่นของการใช้อำนาจไปในลักษณะ ‘มิชอบ’แม้จะถูกอธิบายว่าระบอบอากงคือเรื่องที่ฝ่ายเสียประโยชน์ ‘ไม่ชอบใจ’ เพราะไป ‘ขัดคอ ขัดขา’ ก็ตาม แต่ในท่ามกลาง‘ข่าวทุจริต’ที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหงในสังคมไทย การไม่ปะทะย่อมดีกว่า‘ตกเป็นเป้า’ ในวันแรกๆของการเริ่มทำงาน
อีกประการหนึ่งคือ เชื่อว่า สภากทม.ชุดที่มี ‘สีส้ม’ เข้ามาในสัดส่วนที่มากกว่าสีอื่นๆนั้น ‘สะท้อน’สถานการณ์ว่า สังคมกทม.ต้องการ‘ระบบ’ตรวจสอบ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็น ‘อุปสรรค’ ของการเดินหน้าแม้ ชัชชาติจะขี่กระแสได้มากว่า 1.5.ล้านเสียงก็ตาม
อย่าลืมว่า ‘รอบนี้’ คือ ‘รอบสุดท้าย’ สมัยที่ 3 ไม่มีแล้ว และงานที่จะทำ จะไม่ใช่‘เส้นเลือดฝอย’เหมือนที่ผ่านมา แต่จะมาทำ ‘เส้นเลือดใหญ่’
เห็นว่า 4 เรื่องด่วน ที่‘ชัชชาติล้านห้า’ จะมา ‘ปะ ฉะ ดะ’ คือการทำธุรกิจของคนต่างด้าวในกทม. ปัญหาอาคารเก่า ปัญหาขยะ และการจัดการคอร์รัปชัน ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนไม่ใช่ ‘ของง่าย’ ทั้งสิ้น
ประการที่สำคัญคือ หวังจะ‘ล้างอาถรรพ์’อยู่ครบเทอมเป็น ‘คนแรก’ บนเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.เพราะประเภทที่มา ‘2 สมัย’ นั้นมีหลายคน แต่แบบที่อยู่ครบ ‘8 ปี’ ไม่เจ็บไม่ไข้ ไม่ซ้ำ นั้น ‘ไม่มีซักกะคน’
นักวิเคราะห์การเมือง ‘จอแก้ว’ หลายคนบอกว่า ‘ชัชชาติ ล้านห้า’ นั้นน่าจะ ‘ไปไกล’ กว่า เก้าอี้พ่อเมืองอัครมหานครอย่างกทม.แน่ๆ ส่วนจะไปไกล ‘แบบไหน’ ค่อยๆดูกันไป
‘ชัชชาติ ล้านห้า’ กับ สภากทม.‘ยุคสีส้มอมสีเขียว’ จึงเป็นอะไรที่น่า ‘ติดตาม’ มิใช่น้อย
<<<<<>>>>>
พ.ร.บ.อากาศสะอาดกับโอกาส‘แท้ง’
‘ยาแรง’จัดการ‘PM2.5.’ที่ต้องรอ
สุดท้ายก็ ‘ไม่ทัน’ หลังที่ประชุมสว. ใช้เวลาร่วม ‘3 วัน’พิจารณา และเห็นชอบร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 145 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง งดออกเสียง 11 เสียง ‘ตามขั้นตอน’ จะต้องส่งกลับให้ สส. พิจารณาขั้นสุดท้าย ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า สว.ได้มีการ‘แก้ไข’ ในหลายเรื่องที่สำคัญ จนบางฝ่ายบอกว่าแล้วอย่างนี้ จะ‘ผ่านหรือ’
เอาตามขั้นตอนของการทำกฎหมายก่อนว่า หลังจากที่กฎหมายผ่านการพิจารณาของ สว.ร่างกฎหมายนั้นต้อง ‘กลับมา’ ที่สส.หากเห็น ‘ชอบ’ ก็ผ่านออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ แต่หากเห็น‘ต่าง’ จะต้องการมีการตั้งกรรมาธิการ่วม ‘2 สภา’ แต่คำตอบสุดท้ายจะอยู่ที่ สส.ว่าจะ‘ผ่านหรือไม่ผ่าน’ร่างดังกล่าว
มีหลายประเด็นที่ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ ถูก‘แก้ไข’ในชั้นวุฒิสภา อาทิ การดึงอำนาจบริหารจัดการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับสู่ส่วนภูมิภาค และการตัดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญออกไป
บอกกันตรงนี้ก่อนเลยว่า ร่างพ.ร.บ.อากาศที่สังคมไทย ‘ปลุกปั้น’ และ ‘ทะนุถนอม’ กันมาหลายปีดีดักเพราะเชื่อว่าจะเป็น ‘เครื่องมือ’ ทางกฎหมายที่สำคัญในการบริหารจัดการปัญหา ‘PM2.5’ ที่มักจะมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยในช่วงปลายปีมาตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น มีโอกาสเกิดสภาพ ‘แท้ง’สูง
ดู‘ก๊อกแรก’ ก็รู้แล้วว่า ‘ผิดจังหวะ’ เวลาเข้าจังเบอร์ มีอย่างที่ไหน รู้ทั้งรู้ว่าสมัยประชุมจะปิดวันที่ 12 กรกฏาคม แต่ก็พิจารณาร่างกฎหมาย‘ไม่ทัน’ จนต้องไปเข้าในสมัยประชุมหน้า ที่จะเปิดฉากขึ้นหลังจากนี้ในอีก ‘2 เดือน’
ที่บอกว่าโอกาสที่จะแท้งมีมากนั้นเพราะหาก ‘ย้อนดู’ ในช่วงที่รัฐบาลอนุทินเข้ามา จะพบว่า ‘มือกฎหมายคู่บุญ’ พรรคภูมิใจไทยอย่าง ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อได้ออกมาโยน ‘ระเบิดลูกใหญ่’ ไว้ว่าร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดนี้ นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหายังจะยิ่งสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้นไปอีก ที่สำคัญกฎหมายที่ใช้จัดการนั้นมีอยู่แล้วแต่การ ‘บังคับใช้’ ขาดประสิทธิภาพต่างหาก
ความเห็นดังกล่าวก่อให้เกิดกระแส ‘วิพากษ์วิจารณ์’ จนนำไปสู่การตั้งคำถามกับ นายกฯอนุทิน จนท้ายที่สุดก็ออกปากออกมาเองว่ารัฐบาลไม่ยืนยันร่างกฎหมายนี้เข้าสภาได้ด้วยเหรอ จนในที่สุดรัฐบาลต้อง ‘ยืนยัน’ กฎหมายจนกลายเป็นการพิจารณาของสว.อย่างที่เห็นอยู่ในตอนนี้
‘หัวใจสำคัญ’ของร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดนั้นอยู่ตรงที่ว่า ‘ใครก่อมลพิษ’ หรือมีส่วนร่วมในการก่อมลพิษ ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ซึ่งดูเหมือนประเด็นนี้ภาคอุตสาหกรรมไม่ค่อยจะเห็นด้วยมากนัก เพราะจะเป็นการ ‘เพิ่มต้นทุน’ ซึ่งจะกระทบกับความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่ ‘ต้นทุน’ ของผู้คนในสังคมที่แต่ละปีก็ ‘ลดลง’ จากภาวะ ‘มลพิษ’ ทางอากาศแต่ละปีนั้นมหาศาล กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่จะพิสูจน์ว่าตกลงแล้ว ‘ประชาชนมาก่อน หรือใครมาก่อน’ กันแน่
ชั่วโมงนี้ ‘เสียงข้างมาก’ ของรัฐบาลมีอยู่ทั้ง ‘สภาล่าง-สภาบน’ ถ้ากฎหมายไม่ผ่าน หรือถูกซื้อถูกยื้อเวลาให้เนิ่นนานออกมาไป จะไม่ให้โทษรัฐบาล แล้วจะให้โทษใคร ขอถามดังๆหน่อยเถอะ




