เรื่องมันมีอยู่ว่า ส่องปรากฏการณ์‘โหนชัชชาติ’ ‘ส้ม’ชูกรุงเทพง่ายๆสู้ ‘ทำงาน’ , ‘เสียงร้องไห้’ของนายกฯสิงคโปร์ กำลังบอกอะไรกับ‘รัฐบาลอนุทิน’

4 พ.ค. 2569 - 06:45

  • การเมืองเวทีเล็กเริ่มชัดเจนขึ้น ว่าใครจะมาท้าชิงกับแชมป์เก่า

  • พรรคส้มเปิดตัวพร้อมชน ส่วนพรรคอื่นยังกล้า ๆ กลัว ๆ

  • ถอดความหมายเบื้องหลังนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และไทยหลั่งน้ำตา

เรื่องมันมีอยู่ว่า ส่องปรากฏการณ์‘โหนชัชชาติ’ ‘ส้ม’ชูกรุงเทพง่ายๆสู้ ‘ทำงาน’ , ‘เสียงร้องไห้’ของนายกฯสิงคโปร์ กำลังบอกอะไรกับ‘รัฐบาลอนุทิน’

เรื่องมันมีอยู่ว่า  ในช่วงเวลานี้การทำงานของผู้ว่า ฯ กทม.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังเข้าตาคนกรุงเทพ และจะยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้เป็นสมัยที่สอง ส่วนพรรคการเมืองอื่น ๆ  ที่กำลังเล็ง ก็เริ่มชัดเจนขึ้นว่าใครพร้อมสู้ หรือพร้อมถอย <> วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในสงคราม ผู้นำแต่ละประเทศก็วางแผนรับมือกันไป  ถอดความหมายเบื้องหลังนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และไทยหลั่งน้ำตา <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

ส่องปรากฏการณ์‘โหนชัชชาติ’

‘ส้ม’ชูกรุงเทพง่ายๆสู้ ‘ทำงาน’

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรที่จะต้อง ‘แปลกใจ’ หากผู้สมัคร สมาชิกสภากทม(สก.)บางคนจะโหน ‘กระแสชัชชาติ’ ขึ้นชื่อ ขึ้นรูป หรือแม้กระทั่งผลงาน เพื่อสร้างความนิยมของตัวเอง และจะ ‘เฮงมาก’ หากผู้สมัคร สก.จะได้เบอร์เดียวกับผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ที่ชื่อ ‘ชัชชาติ’ เพราะจะได้ถือโอกาส ‘เบอร์เดียวทั้งสองใบ’

ได้ยิน ‘โฆษกฟิน’  เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกกทม. ‘1ในทีมงาน’ คนรุ่นใหม่ของทีมชัชชาติออกมาระบุว่า

‘ชัชชาติไม่เคยประกาศให้การสนับสนุนผู้สมัคร สก.รายใด เพื่อคงไว้ซึ่งความเหมาะสม ความเป็นกลาง และไม่เลือกข้าง ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตให้นำชื่อหรือภาพของผู้ว่าฯชัชชาติ ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการหาเสียง’

แม้จะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงเป็นสมัยที่สอง  ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ออกแคมเปญใหม่ออกมา เหมือนการปูพรมและส่งสัญญาณว่าเขามาแน่
แม้จะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงเป็นสมัยที่สอง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ออกแคมเปญใหม่ออกมา เหมือนการปูพรมและส่งสัญญาณว่าเขามาแน่

ถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่า ‘กระแสชัชชาติ’ นั้นยังไม่แผ่ว แม้พรรคประชาชน จะชูการหาเสียงกทม.รอบนี้ว่า ‘กรุงเทพง่ายๆ’ สะท้อนถึงการสู้ด้วยข้อเสนอการพัฒนา กทม. ซึ่งจะแข่งขันตรงกับ ทีมชัชชาติที่ยังชูเรื่อง ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ แต่ปรับมาเป็น ‘Work Work เวิร์ก’

พรรคประชาชน เชื่อในกระแสที่คนกทม.ให้มาแบบ ‘ยกจังหวัด’ ครั้งการเลือกตั้งใหญ่  8 กุมภาพันธ์ 2569 แต่นั่นเพราะ ‘คนกทม.’ มองการเมืองระดับชาติเชิงตรวจสอบ แต่กทม.ระดับผู้ว่าฯคือสนามของผลงาน ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับตลอด 4 ปีว่า ‘ทีมชัชชาติ’ นั้น ‘ใส่ใจ’ รายละเอียดอย่างมาก และมีลักษณะของความสำเร็จมากกว่า‘ความไม่สำเร็จ’ ปรากฎออกมาให้เห็นเป็น ‘รูปธรรม’

พรรคประชาชน ถ้าจะแพ้ก็ยอมรับได้ เพราะได้ทำหน้าที่ ‘เสนอ’ ทางเลือกออกมาแล้ว ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้ยัง ‘ไม่ชัด’ ว่าจะส่งสมัคร ผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคหรือไม่ หรือแม้จะได้ตัวผู้สมัคร แต่วันนี้ประชาธิปัตย์ ก็ช้าตรงที่ยังไม่ได้บอกคนกทม.เลยว่าจะ ‘ขายอะไร’ ผิดกับการเมืองระดับชาติที่ชัดเจนว่า จะขายการ ‘ตรวจสอบ’ ต่อต้าน ‘ทุนเทา’ หวังจะเอาการเมือง ‘น้ำดี’ไล่การเมือง ‘น้ำเน่า’

เอาจริงๆ เป้าหมายรอบนี้ของประชาธิปัตย์รอบนี้อยู่ที่ จำนวนสก.ที่หวังจะได้มากกว่าเดิม

การได้ ‘ต่าย คลองเตย’ หรือ สุชัย พงษ์เพียรชอบ สก.เขตคลองเตยที่ในอดีตเคยทำ ‘กลุ่มรักษ์กรุงเทพ’ สนับสนุน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปัจจุบันเป็นสส.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

แม้ ‘ต่าย คลองเตย’ จะมีพี่ชายชื่อ ‘หมู’  สุธีร์ พงษ์เพียรชอบ ซึ่งเป็นคนสนิทและคณะทำงานของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรมก็ตาม

ส่วนพรรคเศรษฐกิจ ในกทม.ภายใต้การดูแลของ คริส โปรตระนันทน์ ที่วันนี้บอกว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคจะ ‘จ.’ นำหน้าจนเกิด ‘ข่าวลือ’ ว่าจะชื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.ซึ่งแม้จะใช่  แต่จะยังห่างไกลกับคำว่า ‘คู่แข่ง’ ของ ‘ชัชชาติ’

พูดถึง ‘จักรทิพย์’ ต้องถามต่อว่า แล้วคดีที่ ป.ป.ช.เคย ‘แจ้งข้อกล่าวหา’ เรื่องไบโอเมตริกซ์ สมัยรับราชการตำรวจนั้น ‘จบแล้ว’ ใช่มั้ย

‘เครดิต’ ของคริส ในสายตาคน กทม. เป็นอย่างไร หลังการเลือกตั้ง สส. 8  กุมภาพันธ์ ที่พรรคเศรษฐกิจ ใช้ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ ไปเปิด ‘บัญชีม้า’   เป็น‘ตัวหลอก’ เก็บคะแนนนิยม ส่งคริสกับพวกอีก 2 คนเข้าสภาฯได้

ส่วน ‘หม่อมกร’ หรือ หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ที่ชื่อคุ้นเคยในแวดวงพลังงาน นั้น ‘ชัดเจน’แล้วจะลงสมัคร ‘อิสระ’

ชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 17  ชนะมาด้วยคะแนน 1.3 ล้านเสียง ‘มากที่สุด’ เท่าที่เคย ‘หย่อนบัตร’ กันมา  ดูยังไงก็ยัง ‘เต็งหาม’ เผลอๆ ‘รอบนี้’ จะมีคะแนน ‘มากกว่า’ ที่ผ่านมาเอาด้วยนะจะบอกให้

<<<<<<>>>>>

‘เสียงร้องไห้’ของนายกฯสิงคโปร์

กำลังบอกอะไรกับ‘รัฐบาลอนุทิน’

เวลาเราพูดถึงการพัฒนา พูดถึงธรรมาภิบาล พูดเรื่องคอร์รัปชัน  สังคมไทยส่วนหนึ่งมักยกตัวอย่าง ‘สิงคโปร์’ มาเปรียบเทียบอยู่เสมอ

ล่าสุดสถานการณ์ ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2เดือน  และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงหรือแม้จะ จบลง แต่ก็เป็นการจบลงแบบ ‘ถอยคนละก้าว’  ด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างอ้างชัยชนะ

แต่ไม่ว่าจะจบลงแบบไหน ‘วิกฤตพลังงาน’ ก็ยังคงดำเนินต่อไป หากจำสิ่งที่ รองนายกฯและรมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ บอกไว้ในสภาว่า น้ำมันราคาสูงจะอยู่กับสังคมไทยอย่างน้อย 2 ปี

ภาพล่าสุดที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางและบางช่วงบางตอนถึงกับ ‘ร้องไห้’ ออกมา ผู้นำสิงคโปร์บอกว่า เป็น ‘สถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน’

สรุปคร่าวๆได้ 3 เรื่องคือ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่เปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกถาวร,ปัญหา AI ที่กินตำแหน่งงานเร็วกว่าที่คิด และโลกแตกขั้ว   ผู้นำสิงคโปร์เตรียมอัดงบประมาณจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์เยียวยา

ที่สำคัญคือ ผู้นำสิงคโปร์ได้เรียกร้องให้ภาคธุรกิจ และประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น โดยย้ำว่า ‘ความเข้มแข็งของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน’

หันกลับมาดูบ้านเรา นโยบาย ‘ประหยัด’  แบบที่กระตุ้นเตือนให้สังคมได้ ‘ตระหนัก’ ว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้ ‘สาหัส’ กว่าที่คิดนั้น ไม่ค่อยได้ยินจากปากรัฐบาลเท่าที่ควร

ส่วนมาตรการ ‘บรรเทา’ ผลกระทบ ต้องจับตาดูว่า ในการประชุมครม.วันที่  5 พฤษภาคมจะมีความคืบหน้าอะไรที่ ‘ชัดเจน’  ออกมา แต่ต้องยอมรับว่า ระหว่างรอรัฐบาล ‘ทำคลอด’ มาตรการลดผลกระทบ หลายต่อหลายเรื่อง คนในรัฐบาลได้ออกมาสร้างการ ‘บั่นทอน’ โดยเฉพาะโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’  ที่ไม่ได้อยู่ในนโยบายหาเสียง ไม่มีในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล เคยส่งสัญญาณ ‘ถอย’ หลังเคยชงร่างพ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจเข้าสภามาแล้ว

ที่น่าสนใจคือการ ‘ตีกลับ’  เรื่อง ‘ค่าไฟ’ แบบขั้นบันได ขณะเดียวกัน ‘น้ำมัน’ เริ่มขยับราคาขึ้นทีละน้อย แต่รัฐบาลกลับไม่ส่งสัญญาณ ‘ประหยัด’ ให้เห็น

เสียงร้องไห้จากนายกฯสิงคโปร์ น่าจะบอกอะไรกับรัฐบาลไทยได้เหมือนกันว่า หากปราศจากความร่วมมือซึ่งคนในชาติ โอกาสผ่าน ‘วิกฤต’ จะยากมาก

หลัง 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคสีน้ำเงินเข้ามาท่ามกลาง ‘ความหวัง’ แต่พอระยะเวลาผ่านไป ทั้งพรรคหลักทั้งพรรคร่วมเล่นกัน ‘คนละทีสองที’ โดยที่ฝ่ายค้านแทบไม่ทำอะไร ไม่ถึงเดือนเสียหายทาง ‘ความน่าเชื่อถือ’ ไปอักโข

ผู้นำร้องไห้ก่อนไม่แปลก แต่ถ้า ‘ประชาชน’ ร้องไห้ก่อนนี่ซิ ตัวใครตัวมัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์