เรื่องมันมีอยู่ว่า ปัญหาวิกฤตน้ำมันจากภาวะสงครามของรัฐบาลยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ เพราะขาดการสื่อสารที่ชัดเจน และการจัดการปัญหาที่ยังไม่ตรงเป้าหมาย รอบนี้ถึงกับเหงื่อตก<>การกลับมาเป็นรัฐบาลครั้งใหม่ของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ มาด้วยอาวุธครบมือ สภาบน สภาล่าง องค์กรอิสระ ครองอำนาจได้เบ็ดเสร็จ <> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘หนูพลัส’กับภาพ‘ปาดเหงื่อ’
‘หยุด’สภาพ‘ตื่นน้ำมัน’ไม่อยู่
2 เรื่องที่รัฐบาล ‘หนูพลัส’ ลงมือทำเพิ่มเติมเพื่อ ‘หยุด’ สถานการณ์ ‘ตื่นน้ำมัน’ ไม่ให้ ‘ลุกลาม’ บานปลายไปมากกว่านี้
เรื่องแรก คือการ ‘กระจายน้ำมัน’ สั่งระดมรถบรรทุก และเพิ่มรอบส่งน้ำมัน เพื่อแก้ไขปัญหา น้ำมัน ‘หมดปั้ม’ หลังเกิดการแห่เติม และกักตุน เพราะเชื่อว่าสงครามอิหร่าน-สหรัฐจะ ‘ยืดเยื้อ’ส่งผลให้เกิดสภาพ ‘น้ำมันแพง-น้ำมันขาด’ ขึ้นแน่
เรื่องต่อมาคือ การประกาศ ‘อุ้มดีเซล’ ไม่ให้เกินลิตร 30 บาmต่อไป หลังมาตรการ ‘ตรึง’ จะครบ15วันในวันที่ 17 มีนาคมตามที่นายกฯอนุทิน ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
ล่าสุด การอุดหนุน ‘ดีเซล’ เป็น 20.36 บาทต่อลิตร จากเดิมที่อุดหนุนอยู่ที่ 18.31 บาทต่อลิตร เพื่อตรึง ‘ดีเซลขายปลีก’ ในประเทศไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ถือเป็นการอุดหนุนที่สูงสุดประวัติการณ์
ทั้ง 2 เรื่องถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน แต่ระยะต่อมา น่าจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้อง ‘รีบปรับ’ นั่นคือ การสื่อสารกับประชาชน ในภาวะวิกฤตอย่างชัดเจนและทันท่วงที แม้รัฐบาล ‘หนูพลัส’ จะตั้งศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือ ‘ศบก.’ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม หลังสหรัฐฯและอิสราเอล เปิดฉากถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ทางดี คือ ศบก.นั้นทำหน้าที่ ‘ตัวกลาง’ ในการเชื่อมระหว่าง ‘นโยบาย’ กับ ‘ปฏิบัติ’ เกิด‘เอกภาพ’ของข้อมูลรอบด้าน สร้างความน่าเชื่อถือและกำหนดทิศทางการสื่อสารในภาวะ ‘วิกฤต’ ได้แม่นยำ แต่ดูเหมือนที่ผ่านมาสภาพ ‘ตื่นน้ำมัน’ ที่กำลัง ‘โกลาหล’ ขึ้นทุกวี่วันในขณะ จริงๆก็เกิดจากการสื่อสารที่ ‘ขาดเอกภาพ’ ขอหน่วยงานรัฐซะมากกว่า หาใช่ ‘ข่าวลือ’ ที่ไหนเลย
เมื่อ สมช.ประเมินว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ ศบก.เองควรที่จะต้องมี‘โฆษกมืออาชีพ’ เข้ามาทำหน้าที่ เฉกเช่นเดียวกับที่เคย นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ช่วงทำหน้าที่โฆษก ศบค.หรือ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งนั้น ความเห็นผู้นำสำคัญ ‘น้อยกว่า’ ความเห็นหรือข้อเท็จจริงหลักที่ ‘ชัดเจนเป็นเอกภาพ’
เชื่อว่า รัฐบาลคิด แต่น่าที่จะยังหา ‘ผู้ที่มีความเหมาะสม’ ไม่ได้ ยิ่งเมื่อไปเปรียบเทียบกับ การมีโฆษกรัฐบาล ซึ่ง ‘หนูพลัส’ จะทำใหม่ด้วยการมีโฆษกรัฐบาลที่เน้น ‘เรื่องเศรษฐกิจ’ เป็นด้านหลักว่ากันว่าโฆษกรัฐบาลรอบนี้ จะมีการใช้บริการ ‘คนนอก’
ในภาวะสงครามการขาดแคลนย่อมมีเป็น ‘ของธรรมดา’ ยิ่งพลังงานที่เรียกว่า ‘น้ำมัน’ ซึ่งมี ‘สัดส่วน’ ของการ ‘นำเข้า’ ที่สูงมาก ยิ่งต้องมี ‘ผลกระทบ’ ปัญหาคือ รัฐบาลจะ ‘บรรเทา’ อารมณ์ที่สังคมกำลัง ‘ตื่นน้ำมัน’ กันได้อย่างไร
เชื่อว่า ‘คนชอบเดินตลาด’ อย่าง นายกฯอนุทิน ‘ตระหนักรู้’ อย่างแน่นอน
<<<<<<>>>>>>
ภูมิใจไทยในวันที่‘อาวุธครบมือ’
ย้อนอดีตกับวลี‘รวยแล้วไม่โกง’
หลังได้รับการ ‘โปรดเกล้า’ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อย ‘ทั่นประธานโส’ หรือ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนฯ ก็ออกหนังสือเชิญ สมาชิกประชุมสภาเพื่อ ‘เลือก’นายกรัฐมนตรีทันที หลังได้นายกฯ สังคมจะได้ ‘โฉมหน้า’ ครม.หนู2/1 ซึ่งว่ากันว่าจะ ‘หล่อ’ กว่าที่ผ่านมาในการเป็นรัฐบาลภาคเอ็มโอเอก่อนหน้านี้
ต้องยอมรับว่าถึงเวลานี้ ‘ภูมิใจไทย’ ในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้นมี ‘อาวุธครบมือ’ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติทั้ง ‘สภาสูง-สภาล่าง’ ที่ล้วนเป็น ‘ผลผลิต’ ทางการเมืองที่เรียกว่า ‘เมดอิน บุรีรัมย์’ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
หันไปดูฝ่ายบริหาร ซึ่งพรรคภูมิใจไทย คุมกระทรวงด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด และหากลงลึกไปกว่านั้นคือ ‘กลไกล’ สำคัญในการขับเคลื่อนอย่าง ระบบราชการหรือบางคนเรียกว่า ‘พรรคราชการ’ นั้น ที่ผ่านมาไม่ได้อยู่สภาพ ‘เกียร์ว่าง’ เพราะ ‘ซื้อหวย’ ถูกชนิด ‘สามตัวตรง’ ว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะ ‘สีอะไร’
ยังไม่นับ ‘ภาคเอกชน’ ที่สนับสนุนรัฐบาล และอยากเห็นนโยบายเศรษฐกิจได้รับการขับเคลื่อน หลังเห็น ‘เสถียรภาพ’ ของรัฐบาลที่มั่นคง
จะมีก็แต่ ‘บางกรณี’ ที่ดูจะ ‘ค้านสายตา’ ประชาชนจากการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระและหน่วยงาน ‘ตรวจสอบ’ อย่างกกต.ที่มีคดี ‘ฮั้วสว.’ หรือป.ป.ช.ที่มีเรื่อง ‘คุณสมบัติ’ รัฐมนตรีของ‘แกนนำ’ คนสำคัญของพรรคสีน้ำมัน
ที่ดูจะ ‘แปลกตา’ กว่าใครเขาต้อง ‘ดีเอสไอ’ ในกรณี ‘เขากระโดง’ ที่โยนการสอบสวนหลักไปให้ ‘ป.ป.ช.’ ซึ่งเท่ากับว่าคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวพันกับฝ่ายการเมืองจะ ‘เนิบนาบ’ ยิ่งกว่า ‘เต่าขาหัก’ คืบคลานซะอีก
เมื่อมีสภาพของความได้เปรียบแบบสุดๆ แต่ก็มีสิ่งที่ ‘ท้ายทาย’ รัฐบาลสุดๆเช่นกันนั่นคือ สถานการณ์ ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมที่จะตามมา
ใครบางคนเปรียบเทียบว่านี่คือการเกิดขึ้นของ ‘ระบอบเนวิน’ ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ในอดีตซะอีก
หากนั่ง ‘ไทม์แมชชีน’ กลับไปจะพบว่า ครั้งปี 2544 นั้น ‘สังคม’ ก็คาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายที่ ‘แปลกใหม่’ แต่สุดท้ายไป ‘ตายตอนจบ’ จากประโยคเด็ด ‘รวยแล้วไม่โกง’
ในเมื่อจะมี ‘ครม.หลายหมื่นล้านบาท’ ก็หวังว่า ‘ประวัติศาสตร์’ จะไม่หวนกลับมา ‘ซ้ำรอย’ อีกนะ




