เรื่องมันมีอยู่ว่า ประเดิมเปิดสภาฯ ด้วยฝ่ายค้านเสียงเดียว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่เสนอ 3 เรื่องให้กับรัฐบาล และ สส. จนเกิดปฎิกิริยาต่อเนื่องจาก ประธานสภาฯโสภณ ซารัมย์ ว่าด้วยเรื่อง ‘ตลก 69’<>เรื่องน้ำ น่าจะเป็นของแสลงของภูมิใจไทย เจอปัญหาน้ำท่วมเป็นด่านแรก ตามมาด้วย น้ำมัน เป็นดอกที่สอง และน้ำมันกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข <> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
การเมืองกับเรื่อง‘ตลก2569’
นพ.วรงค์ ‘ปะทะ’ประธานฯโส
มี 3 เรื่องควบ ที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค สส.หน่อเดียว ไทยภักดี เสนอไว้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม เพื่อเลือก ‘ประธานสภาฯ’ ประกอบด้วย
1.การขอให้ยกเลิกอาหารกลางวัน สส.
2.ลดจำนวนผู้ช่วย สส.
3.เรื่องกองทุนบำนาญ

แม้ภายหลังประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 35 ‘เมด อิน บุรีรัมย์’ อย่างท่านประธานฯโส หรือ โสภณ ซารัมย์ จะออกมาบอกว่าเป็นเรื่อง ‘ตลก’
แต่ ‘ล่าสุด’ ทั่นประธานฯโส ขยายความเพิ่มเติมระหว่างมอบนโยบาย ‘ประหยัดพลังงาน’ ให้ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ตอนหนึ่งระบุว่า
‘มีสิ่งที่ดึงเป็นดราม่า ที่ว่าผมพูดไปว่าตลก แต่คำว่าตลกของผมคือ พูดไม่ถูกกาลเทศะ ลึก ๆ คือ หิวแสง ไม่ใช่เนื้อหา ทั้งที่อยากให้เกิดการทำงาน อย่างไรก็ดี อันไหนที่ไม่ดีอย่าทำ อย่าด้อยค่าบ้านตัวเอง ไม่ดีต้องปรับปรุง’
งงกันทั้งบางที่ว่า ‘ไม่ถูกกาลเทศะ’ คือการเสนอของ นพ.วรงค์ ในที่ประชุมสภา หรือ การให้ความเห็นของประธานสภาตามความเห็นของสส.ต่อหน้าสื่อมวลชนในลักษณะ ‘ด้อยค่า’ กันแน่ แต่ก็เอาเถอะ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่ ‘หมอวรงค์’ ก็ได้สร้างข้อถกเถียงซึ่งว่ากันจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ให้กลายเป็น ‘ประเด็น’ ขึ้นมาอีกครั้ง
ที่ว่า ‘ไม่ใหม่’ เพราะก่อนหน้า สส.พรรคประชาชน ครั้งยังเป็นพรรคก้าวไกล ก็เคยนำเสนอออกมาแต่สุดท้ายหาความเปลี่ยนแปลงใดๆที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา จะมีใหม่ และยังไม่มีใครเลียนแบบก็คือกรณี ‘เลี้ยงหมูกระทะ’ เจ้าหน้าที่สภาเท่านั้นเอง
ได้ยิน ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ‘เพื่อน’ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล คุ้ยงบสภา จนทำเอา ‘รองพิเชษฐ์’ หรือพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ‘ตกเก้าอี้’ มาแล้ว
ใน 3 เรื่องควบ เมื่อฟัง สส.ภัณฑิล แล้วจะ ‘เข้าท่า’ หรือไม่ก็ตรองกันดู กรณีเลี้ยงอาหาร สส.
‘ผมเคยเสนอในงบประมาณปี 69 ให้ทำเป็นบัตรเติมเงิน กินภายในงบที่ให้ในแต่ละวัน และไม่สามารถโอนย้ายถ่ายเทเข้ากระเป๋าตัวเองได้ เมื่อเป็นระบบการ์ดก็จะสามารถคำนวณความต้องการรายวันได้ดีกว่า ไม่ใช่จะต้องจัดบุฟเฟ่ต์ อาหารจีน ไทย ญี่ปุ่น นานาชาติจำนวนมาก ซึ่งเหมือนจะเป็นความปรารถนาดีแต่พวกเรากินกันไม่ไหว ดังนั้นไม่ใช่การตัดทั้งหมดแต่ควรจะประหยัด และประหยัดอย่างไรเพื่อให้ได้สัดส่วนและผลตอบแทน รวมทั้งมีความเกรงใจประชาชนที่เป็นคนจ่ายภาษี ซึ่งเป็นเงินเดือนของพวกเรา’
ส่วนประเด็นผู้ช่วย สส. 8 คน
‘ในต่างประเทศให้เป็นวงเงิน สส. ไปบริหารจัดการบุคคล มีภารกิจและตัวชี้วัดชัดเจน แต่ของเราไม่มีชี้วัดและยังมีข้อครหาเรื่องการเอาญาติพี่น้องมาเป็นทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาญาติพี่น้องมาใส่ชื่อและรับเงินเอง เรื่องนี้ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่จำนวน แต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ตรงไปตรงมา จึงอยากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้’
สำหรับเรื่องกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นหลักของการสมทบ เงินเดือน 100,000 บาท หักเข้ากองทุน 3,500 บาท และสุดท้ายนำมาจ่ายเป็นบำเหน็จหรือบำนาญในช่วงเกษียณ
แต่ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความไม่ยั่งยืนของกองทุน สมาชิกเยอะขึ้น เงินที่เข้าไปอุดหนุนจากภาษีประชาชน 700-800 ล้านบาท เงินที่สมาชิกสมทบ 30 ล้านบาท สัดส่วนคือ 1 ต่อ 20 ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดข้อครหา ว่ากองทุนนี้ไม่ยั่งยืน ไม่รู้เมื่อไหร่จะล้ม และผลตอบแทนจากการลงทุนแทบไม่มี ไม่สามารถเลี้ยงกองทุนได้ต้องเอาเงินหลวงเข้าไปเติมทุกปี
ดังนั้นจึงต้องหาสูตรในการคำนวณว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้กองทุนนี้มีความยั่งยืน ที่รัฐอุดหนุนและเราออมเองได้สัดส่วนมากกว่านี้ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
บอกไว้ตรงนี้เลยว่า 3 เรื่องนี้ ‘ไม่ตลก’นะครับ
<<<<<>>>>>>
กักตุน‘กินส่วนต่าง’ราคาน้ำมัน
‘ข้อควรหา’ที่รัฐบาลต้องรับมือ
มี 2 ภาพเกิดขึ้นในท่ามกลางการ ‘ขาดแคลนน้ำมัน’ ซึ่งกำลังสั่นไหวความเชื่อมั่นของรัฐบาลในการรับมือกับปัญหา เรื่องน้ำมันแพงทุกฝ่ายนั้นคาดการณ์ทันทีหลังเสียง ‘ระเบิดลูกแรก’ ถูกทิ้งลงที่ประเทศอิหร่าน
ส่วน ‘น้ำมันขาดตลาด’ นั้น บางส่วนเชื่อว่ารัฐบาล ‘รับมือได้’ แต่ก็มีบางส่วนเชื่อว่า ถึงที่สุดแล้ว เมื่อสงครามยืดเยื้อต่อไปมาตรการ ‘ปิดปั้มเป็นเวลา’ จะเกิดขึ้น
2 ภาพที่ว่านั้น ‘ภาพแรก’ เป็นภาพการยกมือไหว้ขอโทษพี่น้องประชาชนของ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ‘สราวุธ แก้วตาทิพย์’ โทษฐานทำให้เกิดสภาพ น้ำมันหน้าปั้มหมด แม้จะมีการปรับแผนการขนส่ง พร้อมระบุว่า ภาพข่าวที่เผยแพร่ออกมาว่าบางพื้นที่น้ำมันขาดแคลนนั้นเป็นลักษณะ ‘ชั่วคราว’ และยืนยันว่าไทยมีน้ำมันเพียงพอ รองรับการใช้งานไม่น้อยกว่า 101 วัน

ส่วนอีกภาพเป็น ‘ภาพเด็กปั้ม’ ทำมือในท่า เครื่องหมาย‘กากบาท’ เพื่อส่งเป็นสัญญาณ‘บอกกล่าว’ให้ผู้มาใช้บริการในปั้มน้ำมันรู้ว่า ‘น้ำมันหมด’ มีการนำไปเปรียบเทียบกับภาพ ‘ปล่อยแสง’ ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ใช้รณรงค์หาเสียง ได้อย่าง ‘เจ็บแสบ’ ยิ่งนัก
การแก้ไขปัญหาน้ำมันครั้งนี้ ‘แม่ทัพใหญ่’ นั้น ชื่อ ‘โกเกี๊ยะ’ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ซึ่งครั้งเหตุการณ์น้ำท่วมอ.หาดใหญ่นั้น ‘พิพัฒน์’ ก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญที่รัฐบาลอนุทิน ‘ฝ่าฟัน’ จนผ่านพ้นปัญหาไปได้
‘พิพัฒน์’ นั้นได้ชื่อว่าเป็น ‘ผู้รู้’ เรื่องการค้าขายดีที่สุดคนหนึ่งในวงการ เพราะมีธุรกิจปั้มน้ำมัน ‘พีที’ ที่บัดนี้กลายเป็นธุรกิจในครอบครัวโดยที่ตัวเองไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ก็มีเสียง ‘ครหา’ ตามออกมาไม่ได้ว่า มีเรื่องผลประโยชน์ ‘ทับซ้อน’ เข้าเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
การประกาศ ‘ขึ้นราคา’ แบบขั้นบันได โดยมีการ ‘จำกัด’ เพดานราคาไว้นั้น จะยันกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงได้นานกี่มากน้อย วิธีการนี้ของรัฐบาล ส่วนหนึ่งก็คือการ ยอมรับ‘กลไกตลาด’ ที่ราคาน้ำมันต้องต้องสะท้อนความเป็นจริง โดยที่ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด
การขึ้นราคาน้ำมันถือเป็นการ ‘คาดการณ์’ ตรงกันของทุกฝ่าย เลยไม่แปลกหากจะมี ‘ข้อสงสัย’ ตามออกมาว่าแท้จริงแล้ว การขาดแคลน ‘หน้าปั้ม’ นั้นส่วนหนึ่งเป็นการ ‘กักตุน’ ของผู้ค้า เพื่อหวังกิน ‘ส่วนต่าง’ หากรัฐบาล ‘ขึ้นราคาน้ำมัน’
น่าจะถือเป็น ‘อีกเรื่อง’ ที่รัฐบาลต้องรีบตอบคำถาม ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่เริ่มสั่นคลอน จนยากจะหา ‘อะไร’ มาอุดหนุนในระยะเวลาอันสั้น เพื่อดึงคะแนนความนิยมให้กลับคืนมา
‘ภัยเศรษฐกิจ’ ที่รัฐบาลหวังจะแก้ไขปัญหา ทำไปทำมา ‘ยาก’ กว่าที่คิดไว้เยอะเลย




