เรื่องมันมีอยู่ว่า 2 เรื่องหลักที่กำลังตามเล่นงานพรรคภูมิใจไทย หลังจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว คือเรื่องที่ดินเขากระโดงกับคดีฮั้ว สว. หากรับมือไม่ดีมีสิทธิร่วงได้ <>พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ พรรคเฉพาะกิจ เมื่อดูจำนวน สส.ที่ได้มา กับการลาออกของหัวหน้าพรรค คงยุติเท่านี้<> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
คดีฮั้วสว.สารตั้งต้น‘ยาเบื่อหนู’
บทพิสูจน์ความเป็นอิสระ‘กกต.’
‘อำนาจ’ย่อมมาพร้อมการตรวจสอบ ยิ่ง‘อำนาจมาก’ การตรวจสอบยิ่งต้อง ‘เข้มข้นมาก’ หลายคนพูดไว้อย่างนั้น และแน่นอนว่า รัฐบาล 291 เสียงที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมาด้วยคะแนนความนิยม 192 เสียง ย่อมต้องถูกตรวจสอบตั้งแต่วันแรก
การปัดฝุ่นคดี ‘ฮั้วสว.’ ที่กำลังจะมีขึ้นขณะนี้ เป็น 1ใน 2 เรื่องที่เป็น ‘ชนัก’ ทางการเมืองกับพรรคสีน้ำเงิน
ในกรณี ‘เขากระโดง’ แม้จะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวพันพรรคโดยตรงแต่เกี่ยวกับ ‘แกนนำ’ คนสำคัญ ก็ยากที่พรรคจะเพิกเฉย
อีกเรื่องที่ว่ากันว่าจะเป็นเดิมพันการเมือง นั้นคือเรื่อง ‘ฮั้วสว.’ ด้วยเพราะเกี่ยวพันกับแกนนำและเป็นกรรมการบริหารพรรคซะด้วย
ย้อนความกันหน่อย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กกต.และดีเอสไอที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ได้สรุป ‘ผลสอบ’ กรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 โดยมี ‘มติ’ ส่งเรื่องให้กกต.พิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน จำนวนนี้แบ่งเป็น สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน 138 คน และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรวมถึง ‘เครือข่าย’ อีก 91 คน
ขณะนี้เรื่องอยู่ใน ‘ขั้นตอน’ ของกกต.ซึ่งกินระยะเวลามานานเกือบจะครบ 2 ปี และระหว่างระยะเวลาที่ว่านี้ มีสว.ไปร้องศาลอาญาคดีทุจริต เอาผิด กกต.ตามมาตรา 157 ซึ่งศาลจะนัดฟังคำสั่งฟ้องคดีในวันที่20 เมษายนที่จะถึงนี้
ถ้าจำได้ช่วงของการสรุปผลการสอบสวนและมีมติส่งเรื่องให้กกต.นั้นมี ‘เอกสารลับ’ ถูกเผยแพร่ออกมา และ ‘บรรยาย’ ความเกี่ยวโยงของกระบวนการฮั้วสว.ไว้น่าสนใจยิ่ง มีการบรรยายถึงกระบวนการในการจัดการเลือกตั้งสว.อย่างละเอียดตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่มี สส.สีน้ำเงิน ในกลุ่มยังบลัด อย่างน้อย 8 คน คิดริเริ่ม มีวิธีการขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมหาคนลงสมัคร การวางระบบปฏิบัติการ มีการกำหนดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่การเลือก สว.ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดไปจนถึงสถานที่เข้าพักก่อนเดินทางไปเลือก สว.ระดับประเทศในวันที่ 26 มิถุนายน 2567
ในเอกสารยังระบุว่ามีการจัดทำโพยที่มีหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ที่มีการจัดทำไว้ล่วงหน้า หรือเลขชุด หรือ‘บล็อกโหวต’ (โพยฮั้ว)
โดยแต่ละสถานที่จะมี ‘ทีมงานติวเตอร์’ ทำหน้าที่อธิบายกระบวนการหรือขั้นตอนจัดทำโพยฮั้วอย่างละเอียด ทั้งในรอบแรก คือรอบลงคะแนนเลือกผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศภายในกลุ่มเดียวกัน และรอบสอง คือรอบลงคะแนนผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศในกลุ่มอื่น แต่ละกลุ่มในสายเดียวกัน (เลือกไขว้)
ทั้งนี้เอกสารลับดังกล่าวยังบรรยายไปถึงขั้นภายหลัง กกต.ประกาศผลการเลือก สว.แล้ว 1 ในกลุ่มยังบลัด ได้กระทำหรือร่วมกันกระทำ หรือสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจกับ ‘บิ๊กเนม’ บ้านใหญ่อีสานใต้ ในการดำเนินการเพื่อให้ สว.เดินทางไปรวมตัวประชุมที่โรงแรมชื่อดังย่านใจกลาง กทม. เพื่อรับนโยบายกับ ‘บิ๊กเนม’ รายนี้ โดยเขาเป็นผู้กำหนดว่าจะให้บุคคลใดดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา รวมถึงประธาน กมธ.ชุดต่าง ๆ ในวุฒิสภา
ปัญหาขณะนี้คือ กกต.จะ ‘ดำเนินคดี’ หรือจะเป่าคดี แต่ที่ผ่านมากกต.อ้างอยู่ระหว่างการสอบสวน พูดง่ายไปก็คือ จะจบชั้นกกต.หรือจะไปต่อขั้นศาลซึ่งไม่แน่ใจว่าจะ ‘จบลง’ อย่างไร
ทั้งนี้ น่าจะเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของการสร้าง ‘ยาเบื่อหนู’ โดยมีคดี ‘ฮั้วสว.’ นี่แหละเป็นตัวนำ
งานนี้ เอากันถึงตายทางการเมืองเลยทีเดียวเชียวนะ
<<<<<>>>>>>
ชะตากรรม‘2พรรค’เฉพาะกิจ
‘พปชร.-รทสช.’กับ‘ฉากจบ’
เอาเข้าจริงๆ ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็พอที่จะบอกถึงอนาคตของ 2 พรรคการเมือง ซึ่งพรรคหนึ่งคือพรรคพี่ที่ชื่อว่า พลังประชารัฐ (พปชร.)ที่มีเงาของ ‘บิ๊กป้อม’หรือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ฉาบฉายอยู่ ขณะที่พรรคน้อง อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ซึ่งก็มี ‘กลิ่นอาย’ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปกคลุมอยู่นั้น ‘ตัวเลขเก้าอี้สส.’มันได้บอกเป็นอย่างดีว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
พรรคพี่อย่าง พปชร.วันนี้ชัดเจนว่า ร่วมรัฐบาลแล้วแน่ ๆ แต่ที่กำลังจะชัดเจนกว่านั้น คือ ‘ลุงป้อม’ ซึ่งลาออกจากหัวหน้าพรรค ระหว่างการเลือกตั้งนั้น กำลังจะมีคำตอบสุดท้ายแล้วหรือยังว่า ‘พอแค่นี้’ ซึ่งว่ากันว่า เมื่อวันนั้นมาถึง 5 สส.ที่วันนี้มี ตรีนุช เทียนทอง เป็นหัวหน้าคง ‘เลื้อยไหล’ เข้าโรงเรียน ‘ครูใหญ่’ อย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนพรรคน้อง อย่าง รทสช.ที่วัน ‘ช้ำปางตาย’ เพราะได้สส.มาแค่ 2 ที่นั่ง ดูยังไงก็ไปต่อยาก การที่ ‘หัวหน้าตุ๋ย’ หรือพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งประกาศลาออกก่อนการ ‘รายงานตัวสส.’ ก็คงเป็นคำตอบแล้วน่าจะพอเพียงแค่นี้ ขณะที่อีก 1 ที่นั่งคือ ชัชวาลล์ คงอุดม ในฐานะเลขาธิการพรรคก็ น่าจะ‘เดินทาง’ ต่อ ส่วนจะร่วมรัฐบาลหรือไม่อย่างไร เดี๋ยวซักพักก็รู้

การปล่อยให้ ‘เดอะเอ๋’ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ขึ้นมาทำหน้าที่สส.แทน พีระพันธุ์ก็น่าจะเป็นการตอบแทนการ ‘วิ่งสู้ฟัด’ ของอรรถวิชช์ ก่อนหน้านี้มากกว่า แต่แม้ รทสช.จะมีแค่ 2 เสียงก็ตาม แต่เสียงก็ไปทางซ้าย ส่วนอีกเสียงหนึ่งก็พยายามไปทางขวา
ถือเป็น ‘ชะตากรรม’ที่เหมือนกันของ ‘พรรคพี่น้อง’ ที่เมื่อ ‘หมดเวลา’ ทางการเมือง ทุกอย่างก็ต้องจบลง
จริงๆยังมีอีก ‘ 1พรรคการเมือง’ ซึ่งครั้งหนึ่งแกนนำของพรรคเคยอยู่ในฐานะ ‘ลูกพรรค’ มาก่อน อย่างพรรคกล้าธรรมที่ว่ากันว่า อนาคตทางการเมืองอันไม่ไกลนักหลังจากนี้ ก็น่าที่จะประสบ‘ชะตากรรม’ ทางการเมืองที่ไม่ต่างกัน
ไม่เชื่อคอยดู !!!!???




