เรื่องมันมีอยู่ว่า สิ้นเดือนสิงหาคมนี้คือเส้นตายที่ กกต.บอกไว้กับสังคมกรณีคดีฮั้ว สว. ที่มีการประเมินว่าออกมา 3 ทาง คือ ฟ้อง ไม่ฟ้อง และฟ้องบางส่วน แต่อาจจะมีทางที่ 4 เพิ่มเติมคือขยายเวลา <> ฤดูการโยกย้ายที่กระทรวงมหาดไทยหลังถูกคดีใหญ่ ๆ มาให้สะสาง และรับมือ ประเมินกันว่ารอบนี้อาจถึงขั้นล้างกระทรวง<>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
นับถอยหลัง10วันคดี‘ฮั้วสว.’
ร้อนปรอท‘แตก’ช่วงเปิดเทอม
หลังใช้เวลามากกว่า 2 ปี เพื่อหาข้อสรุปว่าตกลงแล้ว ‘ข้อครหา’ ที่มาพร้อมกับ ‘พยานหลักฐาน’ อันควรเชื่อได้ว่า ที่ในช่วง 2-3 เดือนหลังถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะในวงกว้าง แม้ กกต.จะบอกว่า ‘บางเรื่อง’ อยู่ในสำนวนการสอบสวนแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องดูว่า ‘10วัน’ ก่อนจะถึง ‘เส้นตาย ’31 สิงหาคมนี้นั้น ‘7 เสือ’ จะให้คำตอบกับสังคมไทยได้ซักทีหรือยังว่า การได้มาซึ่งสว.ที่บัดนี้ทำหน้าที่เข้าสู่ปีที่ 3 แล้วนั้น ‘ชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ’ หรือไม่และอย่างไร
มี 3 ประตูให้ ‘ตัดสินใจ’
ประตูแรก ‘ชี้มูล’ ทั้ง 229 คนส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา
ประตูต่อมา ‘ชี้มูล’ บางคน ซึ่งไม่รู้ว่า ‘จำนวนเท่าไหร่’ จาก 2 ส่วน ที่รวมกันคือ 138 ส.ว.และ 91คนที่เกี่ยวพัน
ประตูสุดท้าย ‘ยกคำร้อง’ ทั้งหมด เนื่องจาก‘ไม่ปรากฏหลักฐาน’ว่ามีการ ‘ฮั้วสว.’เกิดขึ้น
ประตูแรกมีความน่าจะเป็น ‘ต่ำ’ พอๆกับ ‘ประตูที่ 3’ ขณะที่ ‘ประตูที่ 2’นั้น ‘เป็นไปได้’ มากที่สุด ส่วนจะมี ‘ประตูที่4 ’ หรือการ‘ขยาย’ เวลาออกนั้นก็มีสิทธิ์เป็นได้ แต่จะตอบสังคมลำบากมากว่า 2 ปีนั้น ‘ยังไม่พอ’ อีกหรือ
ต้องรับรู้ก่อนว่า ปัจจุบัน มีกกต.อยู่ 7 คน 4 ใน 7 คนนั้น ถูก‘ทำคลอด’ออกมาจาก สว.ชุดปัจจุบันที่มีข้อครหานี่แหละ ‘กูรู้’ หลายคนบอกว่า มติ 5:2 ที่ไว้วางใจให้ เลขาธิการกกต.ที่ขื่อ แสวง บุญมี ทำหน้าที่ ‘แม่บ้าน’ ต่อไปนั้น เหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง
มีข่าวว่า 4 ใน 7กกต.จะถอนตัวเพราะ กลัว ‘บุญคุณทับซ้อน’ นั้นคงยาก เพราะร่วมดูสำนวนสอบสวนมานานสองนาน ครั้นถึงเวลา ‘ชี้ขาด’ แล้วถอนตัว งานนี้ขืนมีใครทำมีหวังได้หาทางกลับบ้านไม่ถูกแน่
ใน 229 คนที่ถูกล่าวหา 138 คนทำหน้าที่สว.อยู่ขณะนี้ ขณะที่ 91 คนนั้น‘ล้วน’โยงใยอยู่กับพรรคการเมืองสีน้ำเงิน ในจำนวน 91 คนนั้น มี 13 คนทำหน้าที่‘รัฐมนตรี’อยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน
เชื่อว่า ‘ผลการชี้มูล’ ของกกต.ไม่ว่าจะ ‘ประตูไหน’ ล้วนสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองขึ้นมาทั้งสิ้น เป็น‘แรงกระเพื่อม’ที่เกิดขึ้นระหว่างการเปิดประชุมสภาที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคมที่จะถึงนี้ สมัยประชุมนี้มีเวลา 4 เดือน ก่อนที่จะปิดสมัยในวันที่ 22 ธันวาคมหรือ ก่อนจะเข้าเทศกาลคริสมาสต์-ปีใหม่เพียงไม่กี่วัน
จำได้ว่า ปีที่แล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมรัฐบาล MOA ของอนุทิน ประกาศ ‘ยุบสภา’ หลังเสียงไม่ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ ที่ 1 ที่มาพร้อมๆกับ การจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ เพื่อปิดประตูยุบสภา ครั้งนั้น รัฐบาลอนุทินเป็น‘เสียงข้างน้อย’ผิดกับครั้งนี้ที่มี ‘เสียงท่วมท้น’ อุบัติเหตุประเภท ‘กิ้งกือตกท่อ’ คงไม่น่าจะเกิดขึ้นหรอกนะจะบอกให้
<<<<>>>>>
มหาดไทยในมือหนู‘งานไม่แผ่ว’
จับตาย้ายใหญ่‘ล้างคลองหลอด’
‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข’ คือ หลักคิดและแนวทางในการทำงานที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีคนแรกของกระทรวงมหาดไทย ให้ไว้ มีประโยคทองประโยคหนึ่งซึ่ง คุ้นเคยกันดี
‘การเป็นผู้นำนั้นต้องให้รองเท้าขาดก่อนกางเกง คือต้องออกตรวจตราจนรองเท้าขาด ไม่ใช่นั่งเก้าอี้จนกางเกงขาด เพราะหลักโบราณก็มีอยู่ว่า จงคิด จงสั่ง จงตรวจ’
ต้องยอมรับว่ามหาดไทยหรือกระทรวงคลองหลอดที่หลายคนเรียกกันนั้น ‘งานไม่แผ่ว’ เพราะนับตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กลับมากุมบังเหียนอีกครั้ง ปัญหาน้อยใหญ่ ประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสาย
เรื่องใหญ่ที่ ‘มท.หนู’ ยืนยัน ‘จบแล้ว’ อย่าง การสอบโกงท้องถิ่นนั้น ถึงเวลานี้ก็ยังไม่ ‘สะเด็ดน้ำ’ซักกะที เพราะมีการเกี่ยงกันว่าตกลงแล้ว ข้าราชการที่โกง ส่วนกลางหรือท้องถิ่นกันแน่ที่ต้อง ‘สั่งปลด’ ขณะที่ ‘ตัวการ’ ที่ มท.หนู เคยลั่นวาจาไว้ว่า ‘ไม่ใหญ่ทำไม่ได้นั้น’ ยังอยู่ในกระบวนการของป.ป.ช.ที่ล่าสุดรวมกันเฉพาะกิจกับสอบสวนกลางเพื่อเร่งรัดสะสาง หากจำได้ ป.ป.ช.เคยระบุว่า เร็วสุดน่าจะ ‘6 เดือน’

สอบโกงท้องถิ่น ยังไม่แผ่ว ปัญหา ‘นอมินี’ ต่างชาติ ในหลายจังหวัดของประเทศที่ ‘มท.หนู’ ลงไปดูเองกับตา ที่แม้จะคืบหน้าแต่ยิ่งสะสางก็ยิ่งพบว่า ‘ต้นตอ’ สำคัญคือ ข้าราชการที่ทั้ง ‘ทวนน้ำตามน้ำ’ โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการ ‘ออกสัญชาติ’
อีกปัญหาที่ใหญ่ และยุ่งคือ เรื่องอาวุธปืน ที่ทำเอาสังคมไทย ‘แตกตื่น’ จาก 2 เหตุการณ์ที่จ.นนทบุรี แม้จะมีแนวคิดจัดระเบียบมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่การเอาปืนที่คาดว่ามีกว่า 10 ล้านกระบอกเข้าระบบนั้น พอๆกับการเอายักษ์กลับเข้าตะเกียง ท่ามกลางการถกเถียงว่า ปัญหาอยู่ที่กฎหมายล้าหลังหรืออยู่ที่การบังคับใช้กันแน่
ล่าสุด ‘อุทกภัย’ ที่จ.น่าน ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งระยะหลังบทบาทของ‘กองทัพ’ ดูจะทั่วถึงและทันท่วงทีกว่า ปัญหาเดิมยังวนเวียนโดยเฉพาะการป้องกัน ที่ต้องมาก่อนการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟู
อีกเรื่องที่ ‘ห้ามกระพริบตา’ คือการย้ายใหญ่ ชนิดที่หลายค"บอกว่า ระดับ ‘ล้างคลองหลอด’ กันเลยทีเดียว ปีนี้มีตำแหน่งระดับ 10 เกษียณกว่า 18 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1 รองปลัดกระทรวง , 2 อธิบดี , 2ผู้ตรวจราช และ 13 ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่รวมๆแล้ว 192คน ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมี ครบทั้ง‘ตั้ง-ย้าย-โยก-สลับ’ มาหมด และต้องจับจ้องไปที่ 2 กรมใหญ่อย่าง กรมที่ดิน และกรมโยธาธิการและผังเมือง
เมื่อวันที่ 30 กรกฏาคมที่ผ่านมา ‘มท.หนู’ ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
‘คําว่าใหญ่หรือเล็กมันแปลว่าอะไร เราโยกย้ายให้ถูกต้องให้เหมาะสมกับงานกับสถานการณ์บางช่วง ที่อาจจะเหมาะกับคนนี้ แต่พอพ้นช่วงเวลามา อาจจะเหมาะกับอีกคนหนึ่ง อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารทุกคนต้องประเมิน’
ใครจะ ‘รองเท้าขาด’ใครจะ ‘กางเกงขาด’ หรือใครจะ ‘ขาเก้าอี้หัก’ เดี๋ยวรู้กัน




