เรื่องมันมีอยู่ว่า มติของ กกต.ก็ออกมาแล้ว มี สว.บางคนถูกส่งฟ้อง แต่พรรคสีน้ำเงินรอดทั้งหมด แม้ฝ่ายค้านและไอลอว์จะเดินหน้าต่อเอาผิดให้ได้ แต่ดูแล้วเป็นเรื่องที่ยากมาก แทบปิดประตูตาย <>เพื่อไทยกลับมานั่งกระทรวงเกษตรฯรอบนี้ ก็มีโครงการใช้งบประมาณเกือบ 1 แสนล้านบาทออกมาให้เห็นทันที <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ไม่ง่าย‘ฟ้อง’กกต.มติคดีฮั้ว
‘ทางลำบาก’เอาผิดสีน้ำเงิน
หลังรู้มติในกรณี ‘21 คน’ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในนั้นมีหัวหน้าพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ ‘ครูใหญ่แห่งบุรีรัมย์’ นายเนวิน ชิดชอบ รวมอยู่ด้วย และหลังรู้‘เหตุผล’ของ 1ใน 2 เสียง ‘ข้างน้อย’ จาก นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งช่วงสำคัญของการบอกเหตุผลกับสังคมเมื่อวันที่15 กันยายนที่ผ่านมาระบุว่า
‘ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวง เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่ง มองช้างทั้งตัวแล้ว ช้างทั้งตัวอยู่นี่ การกระทำปลีกย่อยที่เหลือก็ผิดไป แต่ว่าช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยเลยเห็นว่าผิดตามข้อ 1-2 ไปด้วยกัน’

พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ‘ความผิด’ นี้เป็นกระบวนการเหมือน ‘ช้างทั้งตัว’ จะไปจับงวง จับงา จับหางแล้วบอกว่าไม่ใช่ ‘ช้างทั้งตัว’ นั้นคงไม่ได้
ต้องรู้ก่อนว่า ทั้งนายสิทธิโชติ ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาและนายชาย นครชัย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม 2 เสียง‘ข้างน้อย’ นั้นได้รับการรับรองจากสว.ชุดที่ คสช.แต่งตั้งขึ้นมา
‘คำถามใหญ่’ คือ เมื่อมติของ กตต.ออกมาเช่นนี้ ผู้ที่มองว่านี้คือการ ‘ตัดตอน’ นั้น จะทำอย่างไร แน่นอนว่าขณะนี้ มี 3 กลุ่มใหญ่ ที่จะไปต่อ
1.พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน
2.กลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองของนายสนธิ ลิ้มทองกุล
3.นักวิชาการที่นำโดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง,ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์
มี 2 มุมให้ได้ ‘ต่อสู้’ ตามกระบวนการกฎหมายเพื่อพิสูจน์ว่าการได้ซึ่งสว.นั้น ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
ในมุมมติของกกต.ซึ่งมีขั้นตอนทำคำร้องใน 60 วันก่อน ‘ส่งฟ้อง’ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อถึงตรงนั้นก็จะมีการ ‘ร้องเพิ่ม’ ซึ่งตามกระบวนการแล้ว ก็ยังไม่ชัดว่า‘สามารถ’ทำได้หรือไม่ แต่ระหว่างระยะเวลา 60 วัน ฝ่ายการเมืองอย่างพรรคประชาชน และ ‘ไอลอว์’ ก็เดินหน้า ‘แฉ’ ความไม่ปกติต่อไป รวมไปถึงการยื่น‘ซักฟอก’ รัฐบาลสีน้ำเงิน ท่ามกลาง ‘ข้อสังเกต’ ว่า จะสามารถทำได้หรือไม่เพราะ การซักฟอกต้องเกี่ยวกับ ‘การบริหารงาน’ แต่กับคดี ‘ฮั้วสว.’ นั้น รัฐบาลไป ‘เกี่ยวข้อง’ ตรงไหน
ขณะที่ในอีกมุม ก็คือการดำเนินคดี ‘เอาผิด’ กับกกต.โดยการอ้างมาตรา 157 ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่ง‘ทั้งหมด’ จะทำได้หากได้เห็น ‘คำวินิจฉัย’ ของ กกต.ทั้ง 7 คน ส่วนจะไปที่ ป.ป.ช.หรือจะไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น ทั้งหมดคงต้องดู ‘ข้อกฎหมาย’ให้แน่ชัดว่ามี ‘ช่องทาง’ไหนให้ไปได้บ้าง
ขณะนี้‘ภาพใหญ่’หรือ‘ช้างทั้งตัว’ ก็คือกระบวนการได้มาซึ่งสว.จะ ‘สง่างาม’ และทำหน้าที่ ‘สภาสูง’ทั้ง ‘กลั่นกรองกฎหมาย’ ทั้งเลือกองค์กรอิสระทางการเมือง กันต่อไปอย่างนี้ ทางหนึ่งที่พอจะทำได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ‘รายมาตรา’แต่ก็ไม่ง่าย เพราะวุฒิสภา จะเอาด้วยกับการเปลี่ยนแปลงในสภาตัวเองหรือไม่ การไม่ให้มี สว.ต่อไปในอนาคตหรือไม่
ทั้งหลายทั้งปวง น่าจะสอดคล้องกับที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุไว้ว่า
‘วันที่ 14 กันยายน ไม่ใช่วันที่เรื่องนี้จบ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของบทต่อไปในเรื่องนี้’
แค่ ‘จบตอน’แต่ยังไม่ใช่ ‘ตอนจบ’
<<<<>>>>
กับสถานการณ์‘พังกำแพง’
‘เพื่อไทย’ในบท‘เตมีย์ใบ้’
หลังย้อน ‘แผลเก่า’ ในโอกาสครบ1ปี MOA ส้มน้ำเงินแล้ว ยังเป็นจังหวะตรงกับพอดีกับ 2 เรื่องใหญ่ที่ตามหลอกหลอนพรรคสีน้ำเงินไม่เลิก อย่าง‘ที่ดินเขากระโดง’และ ‘ฮั้วสว.’
ด้านหนึ่ง ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯซึ่งในรัฐบาล ‘น้ำเงิน-แดง’ได้ถูกลดบทบาทจากการทำหน้าที่เชิญพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาลแพรทองธาร แถมยังออกคำสั่งครั้งนั่งมหาดไทย ‘ไล่บี้’พรรคสีน้ำเงินไว้ทำหน้าที่คอย ‘คัดท้าย’ สวนพรรคประชาชน แบบผู้ใหญ่สอนเด็กไว้ทำนองว่าให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ และที่ผ่านมา ‘ส้ม’ นั่นแหละที่ ‘เมินเฉย’ ต่อปัญหา ‘เขากระโดง-ฮั้วสว.’
ขณะที่ภูมิธรรมเล่นบทไม่เป็นมิตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘เดอะหนิม’ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เล่นบท‘เพื่อนกัน’ ว่าระหว่าง ‘ส้ม-แดง’ นั้น ‘ห่างกัน’ แต่เป็นเพื่อน
ต้องยอมรับว่า การเมืองยุคนี้มี ‘3 ก๊ก’ สภาพการเมืองปัจจุบันที่ ‘ส้มผสมฟ้า’ กำลังไล่บี้การทำงานของ ‘สีน้ำเงิน’ ทั้ง ‘แดง’ และทั้ง ‘เขียว’ วันนี้ กำลังเกินไปสู่จุดที่เรียกว่าตัวแปรสำคัญ ท่ามกลางความเชื่อเมื่อดูจากสภาพความเป็นจริงว่า แม้รัฐธรรมนูญจะผ่านการลงประชามติมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาก็จริง
แต่การแก้ไข‘กติกาสูงสุด’ของประเทศนั้น ‘ยาก’ พอๆกับการ ‘เข็นครกในมหาสมุทร’ และเมื่อเป็นเช่นนั้น หากมี ‘อุบัติเหตุ’ ทางการเมือง รัฐบาลในวันข้างหน้าก็จะไม่พ้นรัฐบาล ‘ผสมสี’ เพราะไม่น่าที่จะมีพรรคใด ได้ครองเสียง ‘เกินครึ่ง’ ของสภาทำหน้าที่รัฐบาลพรรคเดียวได้หมือนที่พรรครักไทยรักไทยทำได้ในอดีต
ในมุม ‘สีเขียว’ แม้จะดูเป็น ‘มิตร’ กว่า ‘สีแดง’ แต่การเมืองก็คือการเมือง การเมืองคือการต่อรองอำนาจ
เวลานี้ทั้ง ‘เขียว’ ทั้ง ‘แดง’ เหมือนกันคือ ‘รอ’ ในมุม‘เขียว’นั้น ‘รอร่วมรัฐบาล’ ขณะที่‘แดง’ที่ร่วมรัฐบาลก็พยายาม ‘ประคอง’ เพื่อกลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง
หลังการประชุมครม.เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน‘โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง’ กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน
กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ
ระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาทโครงการนี้ครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่
นี่น่าจะเป็น ‘บิ๊กโปรเจ็กต์’ แรกของพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ภายใต้การดูแลของ ‘เดอะซัน’ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์
เป็นการ ‘อนุมัติ’ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ ‘หน้าสิ่วหน้าขวาน’ จึงไม่แปลกหาก‘เพื่อไทย’จะนิ่งเงียบเล่นบท ‘เตมีย์ใบ้’ ทั้งๆที่เคยเป็น ‘ตัวหลัก’ ในการสะสางปัญหา ‘เขากระโดง-ฮั้วสว.’มาก่อน




