เรื่องมันมีอยู่ว่า การลงมติคดีฮั้ว สว.ของ กกต.ด้วยการส่งฟ้อง สว.บางกลุ่ม และไม่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคภูมิไจไทย ด้วยเหตุผลว่าพยานไม่น่าเชื่อถือตั้งแต่เริ่มต้นคดี <> ระเบิดเวลาอีกหลายลูกที่รอรัฐบาลมากอบกู้ ตั้งแต่ ป.ป.ช. กรณียกคำร้องศักดิ์สยาม ชิดชอบ ,การแก้ไขรัฐธรรมนูญ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘ผ่าปม’ยกฟ้อง‘สีน้ำเงิน’ฮั้วสว.
เผยพ่อตาธรรมนัส‘กลับคำ’ให้การ
‘ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา แต่พยานปากนี้หรือ 3 ปาก ไม่มีความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรก’ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กล่าวไว้บางช่วงระหว่างการแถลงข่าวคดี ‘ฮั้วสว.’

ประธาน กกต.แถลงไว้ช่วงหนึ่ง‘น่าสนใจ’ว่า
เริ่มต้นจากวันที่ กกต. ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เมื่อ 18 มีนาคม 2568 แจ้งผลการสืบสวน ซึ่งปรากฏข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อดำเนินการเลือก สว. ในลักษณะที่อาจผิดรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่ในเวลานั้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหานักการเมืองทั้ง 21 คน
คนที่ถูกร้องเรื่อยมาคือกลุ่ม สว. ที่มีชื่ออันดับ 1-7 ของโพย รวมแล้ว 140 คน กระทั่ง วันที่ 20 มิถุนายน 2568 จึงได้รับรายงานว่ามีผู้กระทำผิดคือ สว.,ผู้สมัคร, และบุคคลตามมาตรา 76 จึงขอให้ กกต. รับเรื่อง เพื่อสอบ กก.บห. อีกข้อกล่าวหาหนึ่ง
ประธาน กกต.บอกด้วยว่า ‘พยานรหัส 16/26’ เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้ามานาน ทำไมพยานรหัสนี้ไม่เคยแจ้งเหตุ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐเลยว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำผิด แต่เพิ่งมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ซึ่งผ่านไป ‘ปีหนึ่ง’ แล้ว
อีกทั้งพยานคนนี้เคยเป็น สส. พรรค ภท. ก่อนที่พรรคจะมีมติให้‘พ้นจากสมาชิกพรรค’ เพราะถูกศาลจังหวัดขอนแก่นลงโทษจำคุก 4 ปี 93 เดือน ฐาน‘ยักยอกทรัพย์’สหกรณ์ครู 500 ล้านบาท เมื่อถูกขับออกจากพรรค ภท. จึงไปสังกัดพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งช่วงนั้นพรรค 2 พรรคนี้ก็มีความไม่ลงรอยกันทางการเมือง พยานปากนี้จึงมาให้ถ้อยคำและขอ‘กันตัวเองเป็นพยาน’
มีแค่พยานคนนี้คนเดียวที่ให้การเช่นนั้น และ‘ไม่ปรากฏหลักฐานอื่น’ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย, หลักฐานการปฏิบัติการของนายภราดร, เอกสารที่อ้างว่ามีเงินมหาศาล, ไม่ปรากฏเส้นเงิน และพยานปากนี้ก็ไม่สามารถระบุได้เลยว่าใครให้เงินใครบ้างเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ
ส่วนพยานรหัสอีก 2 ปากที่เป็น สว. ปัจจุบัน ถือว่าเป็น‘พยานประกอบ’ ทั้ง 2 คนระบุว่าอยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างว่าไปจัดทำโพยที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ทราบว่ามี สว. หรือผู้ได้โควตาจากระบบจัดฮั้ว 2 คน คือพยานรหัส 22/26 กับพยานรหัส 21/26
แต่เมื่อกลับมาพิจารณาถ้อยคำพยานรหัส 16/26 ไม่มีตอนไหนกล่าวถึงพยานรหัส 22/26 ที่อยู่ จ.พะเยา และบอกว่าทีมของเขามีคนเดียวคือพยานรหัส 21/26 จาก จ.ขอนแก่น
ขณะที่พยานที่ 22/26 ก็บอกว่าได้รับเลือกเพราะมีการทำโพย แต่ไม่ทราบว่าใครทำให้ อ้างว่าพยานรหัสที่ 16/26 ส่งชื่อไป นี่คือความ‘แตกต่าง’และความ‘ไม่สอดคล้อง’ของพยานรหัสที่เกิดขึ้น
ต่อมาพยานทั้ง 3 ปากได้กลับคำให้การ โดยมีหนังสือถึงประธาน กกต. ว่า ที่พยานรหัสทั้ง 3 คนเคยให้การไว้ ‘ไม่เป็นความจริง’
ทั้งหมดนี้ถือเป็น ‘คำอธิบาย’ หลังพิจารณาสำนวนจนนำไปสู่การ ‘ไม่ฟ้อง’ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สส.,รมต.และแกนนำพรรคภูมิใจไทย
ตามข้อมูล รหัส 16 ชื่อว่า ‘เอกราช ช่างเหลา’ รหัส 21 ชื่อว่า ‘อัษฎางค์ แสวงการ’ สว.ขอนแก่น กลุ่ม3 และ รหัส 22 เป็น สว.พะเยา ชื่อว่า ‘ขจรศักดิ์ ศรีวิราช’
‘ขจรศักดิ์’ เป็นพ่อของ ‘ธนพร’ ซึ่งเป็น ‘ภรรยา’ ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม พูดง่ายก็คือเป็น ‘พ่อตา’ ของ ‘ผู้กองยอดรัก’ นั่นเอง ทั้งหมด จะบังเอิญกันหรืออย่างไรไม่รู้ รู้แต่ว่าการเมืองนั้นไม่มีหรอกเรื่อง‘บังเอิญ’
ทั้ง‘เอกราช-อัษฎางค์-ขจรศักดิ์’ คือ ‘ประเด็นสำคัญ’ ที่ทำให้‘สีน้ำเงิน’รอดพ้นในฐานะ ‘ผู้บงการ’ คดีฮั้วสว.
อดสงสัยไม่ได้ว่า เร็วๆนี้จะได้เห็น ‘เน-หนู-นัส’ พร้อมหน้าพร้อมตากันหรือเปล่านะ
<<<<<>>>>>>
ป้ายหน้า‘ป.ป.ช.’ปม‘ศักดิ์สยาม’
แก้รธน.ที่มาสว.และศึกซักฟอก
‘รัฐบาลชุดนี้ชำนาญการเก็บกู้ทุ่นระเบิด’ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นท่าทีที่‘เปรียบเปรย’ ไปถึง‘ทุ่นระเบิด’ทางการเมืองที่วางเรียงรายรอให้รัฐบาลมาเหยียบ
คดี‘ฮั้วสว.’ซึ่งหากนับตั้งแต่กกต.รับรองผล สว.เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 จนถึงวันที่ 14 กันยายนที่ ‘7 เสือกกต.’ มีมติส่งคำร้องจำนวน 77ราย นับไปนับมาก็ 2 ปี 2 เดือนกับอีก 4 วัน ถือเป็น ทุ่นระเบิดทางการเมือง‘ลูกใหญ่’ ที่ ‘เก็บกู้’ ได้ ส่วนจะมีผลภายหลังตามมาหรือไม่ สุดท้ายต้องไปที่ ‘ตอนจบ’ซึ่งก็คือ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
‘ทุ่นระเบิด’ ลูกต่อมา ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล นั่นคือ วันที่ 28 กันยายนที่จะถึงนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมี‘คำวินิจฉัย’คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ‘ลับ-ไม่ลับ’ และจะส่งผลให้การเลือกตั้ง ‘โมฆะ-ไม่โมฆะ’
‘ทุ่นระเบิด’ อีก 2-3 ลูกซึ่งถือว่า สำคัญ
‘ลูกแรก’ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามผลการลงประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีใครขัดข้องแต่ที่เป็นปมปัญหาคือการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือส.ส.ร. ที่ขณะนี้ไม่ตรงกันว่า ตกลงแล้ว ส.ส.ร.นั้นมาจากการเลือกตั้ง ‘โดยตรง’ จากประชาชนได้หรือไม่
ที่สำคัญการที่จะต้องมี สว.รับรอง 1 ใน 3 ในวาระที่ 1ขั้น ‘รับหลักการ’ ยังเป็นปัญหาว่าจะผ่านหรือไม่ หรือหากผ่านไปถึงวาระ3 ก็ยังไม่ชัดว่า สว.ขณะนั้นที่ก็ยังไม่แน่ใจว่า 26 สว.จะต้อง ‘หยุดปฎิบัติหน้าที่’ หรือไม่จะ‘เอาด้วย’
ระหว่างนี้จะมีวิกฤตองค์กรอิสระที่สำคัญ รอการ‘ทวงถาม’จาก ‘ประธานโส’ ซึ่งก็คือ คำร้องที่ฝ่ายค้านเข้าชื่อ เพื่อส่งศาลฎีกาตั้งกรรมการไต่สวนอิสระกับป.ป.ช.ในกรณี ‘ยกคำร้อง’ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ คดี‘บุรีเจริญ’ ครั้งนั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม ถึงวันนี้ก็น่าจะใกล้ ‘100 วัน’เข้าไปทุกที
อีก‘2 ลูก’ ซึ่งว่าด้วยการเมืองล้วนๆนั่นคือ การตรวจสอบรัฐบาล ตามรธน.มาตรา 151-152 อย่างการอภิปรายทั่วไปและอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งเดิมฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ประกาศเป้าไว้ว่าจะชำแหละ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ผ่านคดี ‘ฮั้วสว.’ ซึ่งเมื่อถึงตอนนี้แล้ว ต้องบอกว่าอานุภาพการทำร้ายล้างนั้น ‘เบามาก’
จะมีก็ ‘ผลงาน’ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และรูปธรรมในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน นั่นแหละ ที่พอจะเขย่าเก้าอี้รัฐบาลได้ ท่ามกลางบรรยากาศปลายปีที่มีงานสำคัญและเต็มไปด้วย วันหยุดเฉลิมฉลอง
ดูทรงแล้ว ‘รัฐบาลหนู’ น่าจะประคองตัวผ่าน ‘ปีม้า’เข้าสู่ ‘ปีแพะ’ ได้แบบไม่ยาก แต่ก็อย่าได้ประมาท ‘อุบัติเหตุ’ ที่ไม่คาดฝันก็แล้วกัน นะจะบอกให้




