เรื่องมันมีอยู่ว่า ตัวเลข 26-36-7และ 229 วัดใจกกต. กับคดี‘ฮั้วสว.’ ‘น้ำเงิน-แดง’กับท่าทีที่มีต่อ‘ส้ม’ ‘3ก๊ก’การเมืองไทยที่รอวันปะทุ

17 ส.ค. 2569 - 07:14

  • ทิศทางคำตอบสุดท้ายของ กกต.ในคดีฮั้ว สว.ที่กำลังจะจบ

  • แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือเลือกฟ้องบางส่วน

  • 3 ก๊กการเมืองไทย น้ำเงิน แดง ส้ม

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตัวเลข 26-36-7และ 229 วัดใจกกต. กับคดี‘ฮั้วสว.’ ‘น้ำเงิน-แดง’กับท่าทีที่มีต่อ‘ส้ม’ ‘3ก๊ก’การเมืองไทยที่รอวันปะทุ

เรื่องมันมีอยู่ว่า  คดีฮั้ว สว.เริ่มงวดเข้ามาตามที่ กกต.เคยขีดเส้นไว้ว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคมนี้  แนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ ส่งฟ้องบางส่วน ตัดส่งฟ้องทั้งหมด  และไม่ส่งฟ้องทั้งหมดออกไป ยึดความเห็นตามคณะอนุฯชุดที่ 26 เป็นหลัก<> การเมืองไทย 3 ก๊ก  น้ำเงิน แดง ส้ม ที่ช่วงชิงกันอยู่  แม้จะมีกี่ก๊ก กี่สมัย ตัวละครก็ยังเป็นชุดเดิม ต่างกันแค่เปลี่ยนก๊ก เท่านั้น<>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

ตัวเลข 26-36-7และ 229

วัดใจกกต. กับคดี‘ฮั้วสว.’

ไม่ใช่โฆษกกกต.แต่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ 1ใน 7 กกต.ซึ่งระยะหลังมักจะ‘ออกหน้าสื่อ’ สร้างความกระจ่างใน‘ข้อกังขา’ที่ถาโถมเข้าใส่ กกต.ไม่ต่างอะไรกับ ‘หมู่บ้านกระสุนตก’ ล่าสุดออกมายืนยันว่าคดีฮั้วสว.ยังคง‘เดินหน้าตามไทม์ไลน์’ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ภายในเดือน ‘สิงหาคม’ มี ‘คำตอบ’สุดท้าย

แต่ระหว่างการ‘ยืนยัน’มีบางช่วงบางตอนสะท้อนทิศทางไว้อย่างน่าสนใจ

ประการแรกสิทธิโชตินี้ยัง ‘นอนยัน’ว่า ยึดพยานหลักฐานในสำนวนของคณะกรรมการชุดที่ 26 เป็นหลักในการพิจารณาความผิด ส่วนคณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่ 36 เป็นเพียง ‘ผู้มาให้ความเห็น’ว่าจะเห็นด้วยกับคณะที่ 26 หรือไม่

ความเดิมตามที่ปรากฎเป็นข่าวคือ คณะที่ 26 นั้น‘ฟ้องหมด’ ส่วนคณะที่ 36 นั้น ‘ไม่ฟ้องทั้งหมด’ ทั้งนี้ ทั้งหมดที่ว่านั้นคือ 229 คนที่ประกอบด้วย สว.138คนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง 91 คน

กตต.สิทธิโชติ นั้นมาจาก ‘สายศาล’ เป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และเคยเป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

ถึง‘ชั่วโมงนี้’โอกาสที่ 7 กกต.จะส่งศาลฎีกาทั้งหมด 229 คน โอกาสเท่ากับ 0 คือ ‘เป็นไปไม่ได้เลย’แต่โอกาส ‘ส่งศาลฎีกาบางส่วน’ เป็นไปได้มากที่สุด ขณะที่แนวโน้มของการ ‘ไม่ส่งศาลฎีกาเลย’ก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะน่าจะมีบางคนที่โดนฟ้องตามพยานหลักฐาน

สิ่งที่ตามมาคือ ‘การหยุดปฏิบัติหน้าที่’และที่ไกลไปกว่านั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้เสียงสว.ถึง 1ใน 3 ถึงจะผ่านในวาระที่ 1

คดี ‘ฮั้วสว.’ จึงไม่ต่างอะไรกับ ‘ประตูบานใหญ่’ ที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามผลการลงประชามติ 8 กุมภาพันธฺ 2569 ที่ผ่านมา

<<<<<>>>>> 

‘น้ำเงิน-แดง’กับท่าทีที่มีต่อ‘ส้ม’

‘3ก๊ก’การเมืองไทยที่รอวันปะทุ

หลังหมดยุค‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ การเมืองก็น่าจะเข้าสู่ ‘ยุค 3 ก๊ก’อย่างที่ ‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ แกนนำคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเคยวิเคราะห์ไว้ แม้  ‘อ.ป๊อก’ หรือ ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เคยออกบทความระบุว่า ที่ว่าการเมืองไทยนั้นมี ‘3 ก๊ก’ แต่จริงๆแล้วคือ ‘2 ขั้ว’ ที่ประกอบด้วย   1.พรรคอนาคตใหม่,ก้าวไกล,ประชาชน 2.พรรคเพื่อไทย และ3. กลุ่มอนุรักษ์นิยมดั้งเดิม

ภาพการพบกันระหว่างนายกฯอนุทินกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นประเด็นถูก‘วิจารณ์’จมหู

ภาพการ‘พบกัน’ของ นายกฯปัจจุบันกับอดีตนายกฯถูก‘มอง’ผ่านอ.วันวิชิต บุญโป่ง อ.รัฐศาสตร์ ม.รังสิตไว้น่าสนใจด้วยการ ‘ฉายภาพ’ 2 ประเทศอาเซียนผ่านภาพแรก กรณีที่มาเลเซีย นายกรัฐมนตรี อันวา อิบราฮิม อดีตรองนายกฯ ของรัฐบาล ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด มีความขัดแย้งรุนแรงชนิด ‘ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ’ เล่นกันถึงขั้นจำคุกในข้อหาทุจริตและร่วมเพศทางทวารหนัก ในปี่ 2541-2543 แต่ศาลสหพันธรัฐกลับคำพิพากษาและปล่อยตัวในปี 2547

ภาพการพบกันระหว่างนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูลกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีการเปรียบเทียบกับการเมืองของ 2 ประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซีย และอินโดนีเชีย
ภาพการพบกันระหว่างนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูลกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีการเปรียบเทียบกับการเมืองของ 2 ประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซีย และอินโดนีเชีย

แต่รูปถ่ายทั้งคู่ที่เราเห็นคือภาพที่อันวาร์  ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว รีบปรี่เข้าหาทักทาย ดร.มหาเธร์ อย่างนอบน้อม และถามไถ่สุขภาพ เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ดร.มหาเธร์ก็กล่าวชื่นชมให้กำลังใจ  ทั้งๆที่เขาเคยถูกเล่นงานจนปางตายทั้งชีวิตและงาน

‘ภาพต่อมา’การเมืองอินโดนีเซีย ประธานาธิบดีปราโบโว่ ซูบียันโต  เข้าเยี่ยมคารวะ นางเมกาวาตี ซูการ์โนปุตรี อดีตประธานาธิบดี เป็นที่รับรู้ว่า อดีตพ่อตาของ ปราโบโว ก็คือ พลเอกซูฮาร์โต้ ทำการยึดอำนาจรัฐบาล ดร.สุการ์โน อดีตประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพ่อนางเมกาวาตี ต่างฝ่ายต่างกีดกันไม่ให้อีกขั้นหนึ่งเข้ามามีอำนาจ นางเมกาวาตีก็เคยใช้เหตุการณ์การจลาจลใหญ่ในจาการ์ตา ปี 2542 ว่า ปราโบโว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งทหารใช้ปืนกับผู้ชุมนุม ปราโบโวเองก็ต้องหลบลี้หนีภัยไปช่วงเวลาหนึ่ง 

แต่วันนี้ เขาเลือกเส้นทางประชาธิไตย ปราโบโว เป็นฝ่ายออกปากเองกับสื่อที่มารอสัมภาษณ์ในการมาพบอดีตผู้นำหญิง ว่า ‘ประเทศถึงเวลาต้องปรองดองกันแล้ว ตัดใจจากอดีต เพื่อเดินหน้าไปด้วยกัน’

ส่วนภาพ ‘หนูกับแม้ว’ ก็ถือเป็น‘ภาพธรรมดา’ ตามประสาคนรู้จักกันแบบ ‘ลึกซึ้ง’ คราวก่อนหลังเกิด ปฏิญญาโมนาโก ‘อนุทิน’ ระบุว่า แดงกับเขียว บวกกันก็เป็น ‘น้ำเงิน’ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะ ทั้งน้ำเงิน และแดง ล้วนเคย ‘ร่วมหอลงโรง’ กันมาก่อน  และหากดูจะพบว่า น้ำเงินกับแดง เข้ากันง่ายในทางการเมืองมากกว่าส้ม และทั้งคู่ก็อยู่ ‘ตรงข้าม’ กับส้มในทางการเมืองมาตลอด

สมัยรัฐบาลเศรษฐา ก็‘แดงทิ้งส้ม’ ต่อเนื่องมาสมัยรัฐบาลแพทองธาร จะมี ‘เปลี่ยนขั้ว’ ก็ตรง MOA ที่ ‘ส้มทิ้งแดง’ ไปหนุนน้ำเงิน จนนำมาซึ่งการเติบใหญ่ทางการเมืองของ ‘อนุทินและเนวิน’ในทุกวันนี้

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ‘ฟ้า’ ที่พยายามขาย ‘ฝ่ายตรวจสอบ’ มืออาชีพนั้นต้องใช้เวลาอีกซักระยะใหญ่กว่าที่จะกลับมาเป็น ‘ทางเลือก’ ของสังคมอีกครั้ง  ส่วน‘เขียว’ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับพรรคเฉพาะกิจก็รอวัน ‘ล่มสลาย’สถานเดียว และกำลัง ‘เสียหลัก’ จากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘งูเขียว’

‘3 ก๊กการเมือง’ นั้นยังอยู่ และทำท่าที่จะ ‘แหลมคม’ ขึ้นทุกวัน เพราะการเมืองโอกาสที่จะเห็น ‘รัฐบาลพรรคเดียว’ นั้นยากยิ่ง แต่หากจะมีอีกครั้งหลังไทยรักไทย"เคยทำสำเร็จมาแล้ว ก็ต้องใช้พลังการเมืองของ ‘ทักษิณ’ ที่วันนี้ไม่เคยเอ่ยปากเลยซักแอะว่าจะ ‘วางมือ’ ทางการเมือง

‘แดง’ จะฟื้นได้ต้องอาศัย‘ทักษิณ’ เท่านั้น ขณะที่ ‘น้ำเงิน’ จะ‘ใหญ่’ กว่านี้ก็ต้องใช้ยุทธวิธี ‘หามิตร’มากกว่าหา ‘ศัตรู’ ส่วน ‘ส้ม’ ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก ขายการ ‘เปลี่ยนแปลง-ความหวัง-อนาคต’

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์