เรื่องมันมีอยู่ว่า สหภาพฯกฟผ.ออกแถลงการณ์สวนกลับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่บอกว่า กฟผ.เป็นเสือนอนกิน ย้ำ กฟผ.ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองของใคร ส่วนเจ้าตัวกลับลำโยนบาปให้ กกพ.ทันที <>ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติชี้ชะตาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลว่าขัด หรือ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฏาคม <>พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่โค้งสุดท้าย เดินหน้าเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร หากเห็นชอบก็จบรอประกาศใช้ แต่ก็ต้องดูว่าจะมีการแหกโค้งหรือไม่ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
สหภาพฯกฟผ. ดักคอ‘อรรถวิชช์’
ย้ำ‘ไม่ใช่เครื่องมือของใคร’
‘สร.กฟผ.ได้ทิ้งท้ายว่า ยังคงติดตามนโยบายแนวคิดพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อ กฟผ. ประเทศชาติและประชาชน
ทั้งนี้สร.กฟผ.ขอเน้นย้ำว่า สร.กฟผ. มิใช่เครื่องมือของใคร หรือกลุ่มบุคคลใด และยังคงติดตามในเรื่องต่างๆ’
ข้อความข้างตอน คือตอนท้ายของ แถลงการณ์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) กรณียื่นหนังสือ และพูดคุยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เผยแพร่เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา

เรื่องมีอยู่ว่า สัปดาห์ก่อนเกิดวาทกรรม ‘กฟผ. เป็นเสือนอนกิน’ แพร่กระจายเป็นไวรัล ในโซเชียลมีเดีย จากคำพูดของ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองห้วหน้าพรรค และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ไปออกทีวีช่องหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน บอกว่า กฟผ. มีสถานะเป็นเสือนอนกิน เพราะซื้อไฟฟ้าจากเอกชน มาขายต่อให้ กฟน., กฟภ. กำไรปีละเป็นหมื่นล้านบาท
เดือดร้อนไปทั้ง กฟผ. ที่ต้องชี้แจงทำความเข้าใจต่อสังคมถึงบทบาทหน้าที่ และภาระของ กฟผ. จนสร. กฟผ. ต้อง‘ตบเท้า’ ขอเข้าพบอรรถวิชช์ เพื่อเคลียร์ข้อข้องใจ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน
ปรากฏว่า ต่อหน้าแสงไฟ และคนกฟผ. กลายเป็น‘หนังคนละม้วน’ เมื่ออรรถวิชช์ อธิบายว่า หมายถึง กฟผ. เป็นเสือที่มีศักยภาพ และควรได้ออกล่าอาหาร แต่กลับถูก‘ล่ามโซ่’เอาไว้ ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
อรรถวิชช์ วาดภาพ‘ผู้ร้ายตัวใหม่’ ขึ้นมาแทนเสือนอนกิน กฟผ. คือ กกพ.หรือ ‘คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน’ โดยกล่าวหาว่า กกพ. ‘ล่ามโซ่’ กฟผ. ทำให้บทบาท กฟผ.ลดลง อย่างต่อเนื่อง แต่เอกชนกลับโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังการประชุม อรรถวิชช์ ชิงออกข่าวผลการหารือก่อนทันที โดยระบุว่า ทั้งเขาและสร. กฟผ. ได้ข้อสรุปที่ตรงกันถึงความจำเป็นในการ‘รื้อ’โครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อ‘ปลดล็อค’ และคืนศักยภาพให้กับ กฟผ. โดย 1 ใน 3 แนวทางสำคัญคือ ‘หั่นอำนาจ’ กกพ. เสนอให้ปลดล็อค กฟผ. ออกจากการกำกับดูแลของ กกพ.
ตามมาด้วยการ‘ปั่น’กระแส ‘อรรถวิชช์ จับมือ สหภาพกฟผ. หั่นอำนาจ กกพ.’ , ‘สร. กฟผ.พบอรรถวิชช์ ผลักดันกฟผ.ปลดโซ่ตรวน’
เฟซบุ๊ก อรรถวิชชช์ สุวรณภักดีเองยังขึ้น caption ว่า
‘ขอบคุณจากใจสหภาพ กฟผ. พร้อมสู้ด้วยกัน ขอพ้นกำกับ กกพ. ฟื้นศักยภาพการผลิตไฟ ลดเอกชนผูกขาด’
จากที่เคยกล่าวหาว่า กฟผ. เป็นเสือนอนกิน อรรถวิชช์ พลิกลิ้นเฉยเลย ตีขลุม‘ล็อคคอ’ กฟผ. มาเป็นพวก พร้อมกับสร้างภาพให้ กกพ. เป็นผู้ร้ายแทน
สร.กฟผ ต้องรีบออกแถลงการณ์ในวันต่อมา แม้จะเป็นหยุดเสาร์ อาทิตย์ คงเกรงสังคม หลงเชื่ออรรถวิชช์ว่า กฟผ .ร่วมด้วยช่วยกัน ปลดแอก กกพ .
ในเรื่องกกพ. แถลงการณ์ สร. กฟผ. ระบุว่า
‘ที่มาของ กกพ. ก็มาจากรัฐ และเกิดขึ้นตามกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐและฝ่ายนิติบัญญัติในการดำเนินการ สร.กฟผ. ไม่มีอำนาจหน้าที่ใด’
ตรงกันข้ามกับที่อรรถวิชช์ กล่าวอ้าง โดยสิ้นเชิง
โดยข้อเท็จริง ที่อรรถวิชช์อาจไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้ องค์กรที่กำหนดนโยบายพลังงานของประเทศคือ คณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ ( กพช.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเป็นรองประธาน เป็นผู้ชี้ว่าจะให้ กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเท่าไร เอกชนผลิตเท่าไร ผลิตด้วยก๊าซหรือพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนเท่าใด โดยกำหนดไว้ในแผนพีดีพี
กกพ. เป็นเพียงหน่วยงานปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนพีดีพี ในเรื่องการรับซื้อไฟฟ้า การกำหนดราคา ซึ่งต้องขออนุมัติจาก กพช.
การที่ อรรถวิชช์โจมตี กฟผ. ว่าเป็นเสือนอนกิน เมื่อสหภาพ กฟผ.ข้องใจ ก็เปลี่ยนไปกล่าวหา กกพ. ว่าล่ามโซ่ กฟผ. เป็นเรื่อง‘ช่วยเพื่อนขิง’ เพราะ ขิง เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กำลังอยุ่ในภาวะ‘ซอยตัน’ ล้มเหลวกับ มาตรการเอาคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วย มาอุ้มคนใช้ไฟ 200 หน่วย จนต้องประกาศล้มเลิก
วันนี้ย่างเข้าเดือนกรกฎาคมแล้ว ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยยังใช้อัตราเดิมของ เดือน มกราคม -เมษายน 3.88 บาทต่อหน่วย กกพ. ยังไม่สามารถประกาศค่าไฟใหม่งวด พฤษภาคม – สิงหาคมได้ เพราะค่าไฟใหม่อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย แพงกว่าค่าไฟรัฐบาลก่อน ถ้าใช้อัตรานี้พรรคภูมิใจไทยจะถูกตราหน้าว่า ‘นโยบายทำทันที ค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาท พูดแล้วทำไม่ได้ ’
อรรถวิชช์ จึงต้องช่วยเพื่อนขิง เบี่ยงประเด็นความ‘ล้มเหลว’ ของเอกนัฎในเรื่องค่าไฟฟ้า โดยโยนความผิดไปให้ กฟผ. เมื่อกฟผ. ไม่ยอมเป็น‘แพะ’ ก็เลยต้องหาแพะตัวใหม่คือ กกพ. และดึงกฟผ. เป็นพวก สหภาพ กฟผ. จึงต้องประกาศว่า ‘ไม่ใช่เครื่องมือของใคร’
<<<<>>>>>>
ชี้ชะตา‘เงินกู้’ชี้‘อยู่ไป’อนุทิน
ลุ้นเสียง‘2ใน3’กับ‘9 ตุลาการ’
9 กรกฎาคมที่จะถึงนี้คือวัน ‘ชี้ชะตา’ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทว่าจะได้ ‘ไปต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’ ทั้งนี้ ผลของคำ ‘วินิจฉัย’ หากในกรณี ‘เป็นคุณ’ รัฐบาลอนุทินก็ ‘เดินหน้าต่อ’ แต่หาก ‘ไม่เป็นคุณ’ เสียงเรียกร้องถามหา ‘ความรับผิดชอบ’ทางการเมืองจะกระหึ่มทันที
เวลา 09.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฏาคม 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ‘9 คน’ จะลง ‘มติ’วินิจฉัยคำร้องที่ 133 สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นให้วินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ ทั้งนี้ มาตราดังกล่าวบัญญัติให้ ครม.สามารถออกพ.ร.ก.ได้ แต่มีเงื่อนไข 2 ข้อสำคัญเกี่ยวเนื่องกันคือ
1.เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
2.เรื่องฉุกเฉิน มีความจำเป็นเร่งด่วน
ผลของ ‘คำวินิจฉัย’ ออกได้ 2 ทางคือ ‘ขัด’ หรือ ‘ไม่ขัด’
กรณี ‘ไม่ขัด’ รัฐบาลจะเดินหน้าใช้เงิน 200,000 ล้านบาทเพื่อ ‘เปลี่ยนผ่าน’ พลังงานของประเทศ
กรณี ‘ขัด’ นั้น‘น่าสนใจ’ เพราะ พ.ร.ก.กู้เงินรัฐบาลกู้เงินไปแล้ว‘บางส่วน’ ซึ่งหากมีปัญหา รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ขณะที่‘ความรับผิดชอบ’ทางการเมือง จะเป็นเรื่องที่รัฐบาลอนุทิน ‘หลีกเลี่ยง’ ยากจริงๆ
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เกี่ยวกับการวินิจฉัยของศาลบัญญัติไว้ว่า
‘ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรค 1ให้พ.ร.ก.นั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น’
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก.ใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรค1 ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ‘2 ใน 3’ ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(ตศร.)มีทั้งหมด 9 คน ง่ายๆ ก็คือ ‘ขัด-ไม่ขัด’ ต้องมี 6 เสียงขึ้นไป
ท่ามกลางการ ‘ลุ้น’ คำวินิจฉัย ก็เกิดกระแส ‘ข่าวลือ’ ที่ดูไปแล้วทำท่าจะหา ‘ข้อกฎหมาย’ มารองรับได้‘ยาก’ ว่ามีการเตรียม ‘นายกฯสำรอง’ ที่อักษรย่อว่า ศ. ซึ่งตามบัญชีนายกฯของพรรคสีน้ำเงินมีอีก1คนแต่เป็น ส. คือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ
‘ข่าวลือ’ ที่ว่าบิดไปถึงการเปลี่ยนขั้วแล้ว ปรากฏ ศ. อย่าง ศิริกัญญา ตันสกุล จากค่ายสีส้ม ซึ่งก็ ‘ออกทะเล’ ไปไกล

ล่าสุด ‘รองเอก’ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ออกมาตอบทีเล่นทีจริงแบบ ‘ขำๆ’ ว่า
‘เป็นผมมั้งเพราะชื่อ เศกนิติ’
กระแสที่ว่า ไกลไปถึง ศ. ที่เป็นอดีตผู้ว่าฯหน่วยงานใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจ แต่พอพลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ที่ยังไม่รู้ว่าจะ ‘เริ่มแก้’ กันกี่โมง ก็เหมือนจะไม่มีช่องให้ ‘คนนอก’ ได้เข้ามา แม้จะเคยมีมาตรา 272 แต่นั่นก็พ้น ‘5 ปี’ มาแล้ว
‘ข่าวลือ’ คือ ‘ข่าวจริง’ ที่มาก่อนเวลา บางคนอธิบายไว้อย่างนั้น แต่ดู ‘ความน่าจะเป็น’ แล้วต้องบอกว่า ไม่น่าจะใช้ได้ในสถานการณ์นี้ล่ะมั้งครับ
<<<<<>>>>>
‘นิรโทษกรรม’กับสังคม‘สันติสุข’
‘กระดาษคำตอบ’อยู่ที่‘สีน้ำเงิน’
แน่นอนแล้วว่าวันพุธที่ 8 กรกฏาคมในการประชุมสภาผู้แทนฯจะมีวาระการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขหรือชื่อเดิมที่สังคมคุ้นหูกันมากกว่าในชื่อ ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ก่อนที่ สมัยประชุมจะเปิดฉากลงในวันที่11 กรกฏาคมที่จะถึงนี้
หลังที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อ 30 มิถุนายน มีมติด้วยเสียงข้างมาก เห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข และ‘ตามขั้นตอน’ ต้องส่งกลับไปยังสภาผู้แทนฯเพื่อพิจารณา ในกรณี ‘เห็นชอบ’ ก็ถือว่าจบ หลังรอผ่านกฎหมายฉบับนี้มานานเพื่อจบปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เรียกว่า ‘กีฬาสี’ มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
แต่หาก ‘ไม่เห็นชอบ’ ทั้งสภาล่าง สภาบนต้องตั้ง ‘กมธ.ร่วม’ เพื่อพิจารณาซึ่งจะทำให้การประกาศใช้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะต้อง ‘ขยับ’ ออกไป ‘สาระสำคัญ’ ที่วุฒิสภาปรับแก้
คือ มาตรา 11 ซึ่งในวรรคแรก วุฒิสภา ยังคงไว้ซึ่งหลักสำคัญตามร่างเดิมคือ แต่วุฒิสภา มีการเพิ่มวรรค 2 เข้ามาโดยเขียนล็อกไว้ว่า
‘ความในวรรค 1 ไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112’
นายนิกร จำนง รองประธานวิปรัฐบาลจากพรรคภูมิใจไทย บอกว่า จะนำไปหารือในที่ประชุมวิปรัฐบาลวันจันทร์นี้ 6 กรกฏาคมนี้ก่อนว่าวิปรัฐบาลจะมีความเห็น ขณะที่ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ระบุว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะไม่มีการนิรโทษกรรม 3 เรื่องคือ 1.การทุจริตทุกประเภท 2.กรณี 112 และ3.การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้จะ‘ครอบคลุม’ เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2548-2568 ในอดีตที่ผ่านมา
นับแต่ปี 2475 มีการนิรโทษกรรมมาแล้ว 23 ครั้ง ออกเป็นพ.ร.บ.19 ครั้ง ออกเป็นพ.ร.ก.4 ครั้ง และครั้งสุดท้ายคือเหตุการณ์ ‘พฤษภา 35’
ในทางการเมือง กฎหมายถูก‘เห็นพ้อง’ จากทุกฝ่าย แต่ในทาง‘ความคิด’ เหมือนจะมี ‘บางฝ่าย’อยากให้รวมคดี ‘112’ หรือไม่ก็นิรโทษกรรมแบบ‘มีเงื่อนไข’
ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีคำถามว่า การนิรโทษกรรมจะนำซึ่ง ‘สังคมสันติสุข’ ได้จริงหรือ หรือนี่คือการแก้ไขปัญหา ‘แบบไทยๆ’
ในสภาพการเมืองที่วันนี้สีน้ำเงินกำลังถูก ‘สหบาทา’ น่าสนใจว่า ‘การทอดเวลา’ ออกไปแม้จะรู้ว่า ‘ปลายทาง’ ก็คือการนิรโทษกรรมอยู่ดีนั้น อาจจะเกิดขึ้นเพราะถ้า ‘สีน้ำเงิน’ ไม่เอาด้วยก็‘จบ’ งานนี้ไม่รู้เกี่ยวอะไรกับคดี ‘ฮั้วสว.’ ที่กำลังจะถึง ‘ฉากวัดใจ’ เข้ามาทุกขณะ




