เรื่องมันมีอยู่ว่า ผลการสำรวจล่าสุด อัตราจ่ายเงินซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 7,500 บาทในบางพื้นที่ แต่ กกต.บอกง่าย ๆ สั้น ๆ ว่าเป็นแค่เรื่องเล่า และทำเหมือนว่าการซื้อเสียงเป็นเรื่องปรกติ <> 21 อนหันต์ของ กกต.กำลังเริ่มทำหน้าที่กลั่นกรองนโยบายเพ้อเจ้อ ขายฝันของพรรคการเมือง แต่สุดท้ายก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พรรคการเมืองพูดต่อไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบ <> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ตะลึง‘ซื้อเสียง’หัวละ7,500บาท
งง!!กกต.บอกเฉยเป็น‘เรื่องเล่า’
‘สารตั้งต้น’ ของกระแสข่าวการ ‘ซื้อเสียง’ ในการเลือกตั้งพร้อมทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถูกเผยแพร่ออกมาจาก รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ ‘เพื่อนไม่ทน’
การสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 4,814 รายทั่วประเทศ เป็นประชาชน 3,043 ราย และภาคธุรกิจ 1,771 รายต่อนโยบาย ‘ต่อต้านคอร์รัปชัน’ ผู้ตอบ 42% ตอบว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างมาก และ 69% ระบุว่า ถ้ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงจะไม่รับ และ 18% ตอบว่า ถ้ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงจะรับเงิน
ส่วนราคา ‘ซื้อเสียง’ ถูกระบุว่า พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ราคาต่ำสุด 100 บาท ราคาสูงสุด 7,500 บาท ภาคกลาง, ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ,ภาคใต้ ราคาต่ำสุด 100 บาท ราคาสูงสุด 5,000 บาทและภาคตะวันออก ราคาต่ำสุด 200 บาทราคาสูงสุด 3,000 บาท
‘ค่าเฉลี่ยคือ 985 บาท เพราะบางพื้นที่คนตอบสูง บางพื้นที่คนตอบต่ำ ส่วนค่าสูงสุด หรือ 7,500 บาท ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้แต่มีบางคนเขาคาดการณ์ว่าจะถูกซื้อเสียง 7,500 บาท แต่ไม่รู้พื้นที่ไหน’ รศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าว
ในสังคมไทยกับการเลือกตั้งใน ‘ทุกระดับ’ แทบจะทั้งนั้น เชื่อว่า ‘ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง’ นั้นคือ ‘เรื่องจริง’ ส่วนพยานหลักฐานนำไปสู่การเอาผิดนั้นเป็นอีก ‘เรื่องหนึ่ง’
‘เจ้าภาพหลัก’ ซึ่งมีหน้าที่ ‘จัดการ’ เรื่องนี้โดยตรงคือ กกต.ที่มีสโลแกนประจำองค์กรว่า ‘สุจริต เที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย’

ได้ยิน ‘พี่แหวง’ แสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ตอบเรื่องนี้ไว้แบบ ‘น่ารัก’ ว่า "อาจเป็นการประเมินหรือความเห็นตามหลักวิชาการของทางเอกชนเอง แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น
"เรื่องเล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของเมืองหรือเกมอำนาจ แต่สิ่งที่เราทำคือการปฏิบัติ ช่วงนี้การป้องกันป้องปรามโดยการใช้ข่าวร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง และใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปในพื้นที่ที่ได้แบ่งกันไว้ไม่รู้จะเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ซึ่งเราทำแบบนี้ทุกครั้ง ทั้งนี้ข่าวกับเรื่องจริงมันอาจจะคนละเรื่อง
พื้นที่สีแดงมีอยู่ในทุกภาคไม่ได้เจาะจงที่ภาคใดภาคหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดความรุนแรงหรือความเข้มข้นของการแข่งขันในแต่ละเขตเลือกตั้ง คำว่ารุนแรงไม่ได้ หมายถึงการใช้กำลังเสมอไป แต่หมายถึงความเข้มข้นในการชิงชัยในพื้นที่’
ย้อนดูหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 14 พฤษภาคม 2566 กกต.ดูแลและจัดการเลือกตั้ง ‘ท้องถิ่นในทุกระดับ’ ล่าสุดก็การเลือกตั้ง อบต.ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา สังคมเชื่อว่า ‘ซื้อเสียง’ มีขึ้นอย่างมากมาย ‘คนวงในการเลือกตั้ง’ มองกันว่า นั่นแหละ ‘สัญญาณแรก’
คำถามสำคัญคือ กกต.มีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดการ ‘ซื้อเสียง’ ได้หรือไม่ หากไร้ซึ่งความร่วมมือ จาก ‘ภาคสังคม’ ซึ่งที่ผ่านต้องถือว่า กกต.สอบตก
โครงการ ‘ตาสัปปะรด’ ที่เคยมี แทบไม่เคยได้ยิน แต่กกต.เลือกใช้วิธีการ ‘โจรจับโจร’ ซึ่งหลังการเลือกตั้ง ‘การร้องเรียน’ จะมากมาย และสุดท้ายจะจบลงด้วย ‘ปล่อยผี’
ฟังชาวบ้านคุยกันแล้วก็ขำ ทุกวัน กกต.มีกี่คนกันแน่ เพราะ วันๆได้ยินแต่ ‘แสวง’ อยู่คนเดียว ที่ตกใจไปกว่านั้น ชาวบ้านยังเชื่อ ‘ปั่นไปไหน’ อย่างสมขัย ศรีสุทธิยากร ยังเป็นกกต.อยู่
แล้วอย่างจะจัดการ การ ‘ซื้อเสียง’ อย่างไร
‘ฝันกลางแดด’ยังเป็นไปได้มากกว่า
<<<<<>>>>>
‘57พรรค’ส่งนโยบายหาเสียง
ตั้ง21อรหันต์หวังสกัด‘ขายฝัน’
หลังเที่ยงคืนของวันที่ 19 มกราคม ทั้ง 57 พรรคการเมืองที่ได้เบอร์สมัคร จะต้องส่ง ‘นโยบายหาเสียง’ ให้กกต.ตรวจสอบ หากไม่ส่งภายในวันเวลาที่กำหนด จะถูกปรับ 500,000บาท และจะถูกปรับไปทุกวันจนกว่าจะส่งอีกวันละ 10,000 บาท
ทั้งนี้ทั้งนั้น การส่งนโยบายพรรคการเมืองในการหาเสียงให้กกต.พิจารณา ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปี2566 ก็ทำอย่างนี้ เพื่อป้องกันนโยบาย ‘เหลวไหล-เพ้อเจ้อ-เพ้อฝัน’ ทำได้จริงหรือไม่ ที่สำคัญ เอางบประมาณมาจากไหน
‘เฮียแหวง’ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. บอกว่า คณะกรรมการตรวจสอบเพียงแต่ให้ข้อสังเกตเท่านั้น นโยบายที่ไม่ถูกต้องคงไม่มี จะมีก็แต่อาจไม่ครบองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด 3 องค์ประกอบ คือวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่ใช้ในการดำเนินการ ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
ส่วนคณะกรรมการก็จะพิจารณาและมีข้อสังเกตในแต่ละเงื่อนไข ไม่สามารถจะไปบอกได้ว่า‘ถูก-ผิด’ เพราะไม่ใช่คณะกรรมการที่จะไปอนุมัติโครงการต่างๆ
ย้อนกลับไปดูเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ณรงค์ กลั่นวาริน ประธานกกต.ลงนามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ใจความสรุปว่า
ด้วยได้มีพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 57 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และข้อ 5 ของประกาศ กกต.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา รวมทั้งสิ้น 21คน อาทิ 1. แสวง บุญมี เลขาธิการกกต. เป็นประธาน 2. นางสาวพัชราภรณ์ สิทธิพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณ หรือผู้แทน 3. นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือผู้แทน 4. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบาย และกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ 5. นางสาวลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือผู้แทน
6. นางปรานี ช่วยเกิด ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 15 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้แทน 7. นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน 8. นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน 9. นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย หอการค้าไทย หรือผู้แทน 10. นางพรพรรณนิล ศตวรรษธำรง ผู้อำนวยการกองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทน เป็นต้น
‘21 อรหันต์’ ที่ว่า มีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้
1. ตรวจสอบรายการนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาตามที่พรรคการเมืองรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีรายการครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ ดังนี้
1.1 วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ
1.2 ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินการนโยบาย
1.3 ผลกระทบและความเสียงในการดำเนินนโยบาย
2.เมื่อดำเนินการตรวจสอบรายการตามข้อ 1 แล้ว ถ้ามีรายการครบถ้วนและถูกต้อง ให้เสนอต่อกกต.พิจารณา
3. ในกรณีพรรคการเมืองไม่ได้รายงานหรือจัดทำรายการตามข้อ 1 หรือเมื่อดำเนินการ ตรวจสอบรายการตามข้อ 1 แล้ว มีรายการไม่ครบถ้วนและถูกต้อง ให้เรียกเอกสารหลักฐาน หรือให้พรรคการเมืองชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาได้
นโนบายหาเสียงเลือกตั้ง ถือว่า ‘สำคัญ’ เป็นองค์ประกอบต้นที่ใช้พิจารณาตัดสินใจ ‘กากบาท’ ในคูหาเลือกตั้ง
มีคนถามว่า นโยบายเหล่านั้นที่แต่ละพรรคส่งให้กกต.สามารถ ‘เพิ่มเติม’ ได้หรือไม่ เพราะหากจำกันได้ ‘โค้งสุดท้าย’ ก่อนหย่อนบัตร พรรคการเมืองหนึ่ง ‘แก้เกมการเมือง’ จากวิวาทะ ‘มีเราไม่มีลุง’ ด้วยการประกาศ ‘แจกเงินหมื่น’ คนไทยถ้วนหน้า
ถึงเวลานั้น กกต.ก็ได้แต่ ‘มองตาแป๋ว’ แล้วสุดท้าย ก็ ‘ขายฝัน’ ทำไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้
ได้โปรดอย่าให้ประวัติศาสตร์ ‘ซ้ำรอย’ เชียวนะ




