เรื่องมันมีอยู่ว่า กลยุทธ์วัดใจให้ลุงรัง หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับ 10 รวมกับกระแสข่าวเป็นพรรคส้มปลอมตัวมา ทำเอาพรรคเศรษฐกิจเสียทรงเลยทีเดียว<>มีแนวคิดโหวตโนในการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้อดีต สว.ออกมาเตือนระวังเข้าคะแนนเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
พรรคเศรษฐกิจแก้เกม‘กู้ชื่อ’
โชว์ ‘15ที่ปรึกษา’พล.อ.รังษีสู้
หลังเดินหมากการเลือกตั้ง ‘พลาดตาสำคัญ’ จู่ ๆ ชื่อของพรรคเศรษฐกิจหรือที่เรียกกันง่ายๆว่า ‘พรรคลุงรัง’ ที่เรียกเช่นนั้นก็ด้วยเพราะความที่มี ‘ลุงรังษี’ หรือ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรค
ที่ว่า ‘พลาด’ เพราะดันเอาชื่อ ‘พล.อ.รังษี’ ไป ‘คัดท้าย’ อยู่ลำดับที่ 10 ของผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะเพราะเชื่อว่า ‘กระแส’ หรืออย่างไรไม่รู้
แต่เมื่อโดน ‘ข้อมูล’ จากผู้มีเจตนาไม่สู้ดี ‘อธิบาย’ ว่า พรรคนี้จริงๆแล้วคือ ‘พรรคสีส้ม’ ปลอมตัวมา แม้ ‘คริสโป’หรือ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ อดีตสส.อนาคตใหม่และผู้ร่วมก่อตั้ง จะ‘ปากเปียก ปากแฉะ’ อธิบายอย่างไรก็ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่กระเตื้องขึ้น ช่วงหลังนี่ต้องยอมรับว่า หายไปจาก‘จอเรดาร์’ ทางการเมืองซะแล้ว

ล่าสุด ‘คริสโป’ ในฐานะรับผิดชอบ ‘นโยบายพรรค’ ก็ทำคลอดคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ 15 คนของพรรค ดังนี้
1. พ.ต.ท.หญิง ดร.แสนสุข อุทยานินทร์ ,2.รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล,3.ดร.จุฬาบุตร ค้าทันเจริญ ,4.อภิรัฐ คงชนะกุล ,5.ดร.อัครเวช โชตินฤมล ,6.แพทย์หญิงปนัดดา ลีลาอุดมลิปิ ,7. ดร.พิริยะ อุไรวงศ์ ,8.ดร.วันวิวัฒน์ เกศวา ,9.นายณัฐพงษ์ จิตต์เจริญ .10.นายชัชพล บุญธนาพิบูลย์, 11.นายธนัตต์ เจริญมิน ,12.นายนรวิชญ์ อูนากูล ,13.ดร.ปิยชาติ โชติช่วง ,14.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษติศักดิ์ พูลสวัสดิ์ และ15.นายพันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร
‘เอ็กเรย์’ ทั้ง 15 ที่ปรึกษา ไปสะดุดตรง ดร.อัครเวช โชตินฤมล นี่แหละ จริงๆก็ก็ไม่ใช่ ‘ชื่อใหม่’ทางการเมืองแต่อย่างใดเพราะอดีตครั้งพรรคความหวังใหม่ ก่อนที่ ‘ดอกทานตะวัน’จะโรยรา เคยมีทีมเศรษฐกิจ‘ดาวรุ่ง’ เข้าพรรคหลายคน อาทิ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ,รุ่งเรือง พิทยศิริ และดร.อัครเวช นี่แหละ
สำหรับพรรคเศรษฐกิจแล้ว ‘เวลา’ ยังพอจะมี แต่จะกลับมา ‘คืนจอเรดาร์’ อย่างไรนั้น บอกคำเดียวว่า ‘ยาก’ ท่ามกลาง การรณรงค์หาเสียงที่ ‘สาดเสียง สาดใส่ สาดสี’ กัน ‘หนักหน่วง’ ขึ้นทุกขณะ
<<<<>>>>>>
‘โหวตโน’กับการทำประชามติ
‘ระวัง’เข้าทาง‘เห็นชอบ’
‘โหวตโน’ ทำงานอีกแล้ว คราวนี้ได้สร้างความตื่นตะลึงตึงตึง ขึ้นในการเลือกตั้งนายกอบต.เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11มกราคมที่ผ่านมา ที่อบต.เขาชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
พื้นที่นี้มีการแข่งนายกอบต.กัน 2 คน แต่ปรากฎว่านายพยอม สังข์ทอง หรือกำนันยอม อดีตกำนันตำบลท่าชะมวง และเป็นผู้สมัครถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ทำให้เหลือเพียงนายหำ ขุนเศษเกื้อ
ผลการลงคะแนนปรากฏว่า นายหำได้คะแนน 2,913 คะแนน ขณะที่มีบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดหรือ ‘โหวตโน’ได้ไป 6,598 บัตร ทั้งนี้ อบต.ท่าชะมวง มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 14,132 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง10,717 คน
เมื่อผลออกมาเช่นนี้ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้ง ใหม่และ ‘นายหำ’ หมดสิทธิ์ที่จะสมัครต่อ ผลคะแนน ‘โหวตโน’ คือเจตนารมณ์ของผู้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่จะบอกว่า ‘เสียงส่วนใหญ่’ ปฎิเสธผู้สมัคร
ที่จ.กระบี่ อบต.อ่าวลึกใต้ มีผู้สมัคร ส.อบต.3 คน ถูกตัดสิทธิ 1 คน เหลือผู้สมัคร 2 คน ผลการเลือกตั้งพบว่าผู้สมัครทั้งสองคนได้คะแนน 74 และ 75 คะแนน ส่วนคะแนนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน (โหวตโน) มีถึง 200 คะแนน ต้องประกาศให้มีการประกาศเปิดรับสมัครและเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครทั้ง 2 คนไม่มีสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้ง
พูดถึง ‘โหวตโน’ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับผ่านประชามติพร้อมการเลือกตั้งในวันที่ 8กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ‘เริ่ม’ จะมีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เพราะมี‘คำถามสำคัญ’ ที่สังคมอยากรู้คำตอบว่าประชามติล้มรัฐธรรมนูญเท่ากับ‘ล้มมาตรา112’ จริงหรือ
เรื่องนี้ สมชาย แสวงการ อดีตสว.โพสต์ไว้ว่า คำตอบคือ‘ไม่จริงครับ’ เพราะการล้มรัฐธรรมนูญนั้นอาจร้ายแรงกว่ามาก !!! โดยมีข้อเท็จจริงที่ควรพิจารณาดังนี้
1.รัฐธรรมนูญ2560 เป็นกฎหมายสูงสุด ส่วนประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 เป็นกฎหมายลำดับรอง ใช้เพื่อให้ความคุ้มครองพระประมุข เอาผิดต่อผู้หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท
โดยมีโทษจำคุกเฉพาะผู้กระทำความผิด ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ถ้ามีประชามติล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ ทั้งหมด โดยไม่มีความชัดเจนในเรื่องการดำรงอยู่ของสถาบัน ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว อาจสร้างผลกระทบรุนแรงกว่า ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงสถานะของสถาบัน ตามที่เราเคยเห็นผู้นำจิตวิญญาณบางพรรคเสนอร่างรัฐธรรมนูญสุดโต่งเกี่ยวกับปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เราได้เห็นมาแล้ว
2.รัฐธรรมนูญ 2560 สามารถแก้ไขได้ ‘ทุกมาตรา’โดยให้ทำผ่านที่ประชุมรัฐสภา จะมีเพียงข้อยกเว้นเด็ดขาดมาตราเดียวคือ ‘ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้’ ส่วนที่เหลือสามารถแก้ไขได้หมดผ่านมาตรา 256 ว่าการแก้ไขที่กระทบต่อหมวด 1 หมวด2 หรือกระทบเปลี่ยนแปลงที่มาและอำนาจหน้าที่ ของ ครม. สส. สว. องค์กรอิสระ และศาล จะต้องดำเนินการสอบถามประชามติว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่
3.การออกเสียงประชามติคือการลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือมีประชามติเพื่อ ‘ล้มประชามติ’ ที่เคยให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยคะแนนเสียง16.8 ล้านเสียง และอนุญาตให้ไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่
4.การร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะสามารถร่างใหม่ได้ทั้งหมดทุกมาตราไม่มีข้อยกเว้นใดๆ
5.การเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 จะส่งผลให้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญจะต้องเขียนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งหมด ส่งผลต่อองค์กรอิสระที่มีอยู่อาจถูกยกเลิกไปทั้งหมดหรือบางส่วน และส่งผลต่อการยกเลิกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในบางมาตรา เช่น มาตรา160(4)(5) ที่ระบุให้รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่ประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง,มาตรา144 ที่ใช้ป้องกันและติดตามการนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้ผิดประเภท หรือทุจริตหาเสียงหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก
‘ผมตัดสินใจลงประชามติ’
‘ไม่เห็นชอบ’ ให้ล้มรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อให้ผู้ใดไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ครับ
สมชาย แสวงการ ระบุ
มีคำถามน่าสนใจว่า ประชามติคราวนี้ มี 3 ช่องให้ ‘กากบาท’ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และโหวตโน กติกาคือ ดูจำนวนผู้มีใช้สิทธิ์ อันนี้เป็น ‘เสียงข้างมาก’ อันนั้น ‘ชนะ’ แต่ ‘แปลก’ตรงที่ว่า เสียง ‘โหวตโน’ จะชนะได้นั้นต้องชนะ ‘เสียงข้างมาก’
การ ‘ไม่เห็นชอบ’ กับ ‘โหวตโน’ ดูจะเหมือนกัน แต่ ‘ผลลัพธ์’ ไม่เท่ากัน ฉะนั้นลงประชามติ ต้องเลือกให้‘ชัดเจน’ เลยว่า จะขวา หรือจะซ้าย อย่า ‘โหวตโน’ เพราะนั่นจะเท่ากับการไปลดคะแนน‘ไม่เห็นชอบ’ ให้น้อยลง




