เรื่องมันมีอยู่ว่า กกต.พิจารณานโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง มีมติเรียก 5 พรรคการเมืองชี้แจงข้อมูล และส่งเอกสารเพิ่ม พรรคส้มต้องชี้แจงหลายนโยบาย<> จับตาเลือกบอร์ดประกันสังคม ที่พรรคประชาชนวางไว้เป็นตัวช่วยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด <> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
กกต.เข้าตำรายักษ์ใหญ่ไร้‘กระบอง’
‘ปล่อยผี’นโยบาย‘เสี่ยง-ไม่เข้าท่า’
SMART VOTE แอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการของ กกต.นับถอยหลังให้รู้ว่าเหลืออีก 15 วัน จะถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ แต่จนถึงขณะนี้ กกต.ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเลือกตั้ง จะตกอยู่ในวังวนของสารพัดปัญหา
1ในนั้นซึ่งถือว่าสำคัญ และกำลังจะกลายเป็นว่า ทำไมทำมาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า ‘ตั้งข้อสังเกต’ ถึงนโยบายนั้นๆของพรรคการเมือง
หลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรค ที่มี แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.นั่งเป็นประธานในการประชุม ออกมาระบุว่า มี 60 พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร สส.ในจำนวนนี้มี 51 พรรคการเมืองที่มีนโยบาย‘ใช้จ่ายเงิน’ ที่ต้องแจ้ง กกต. และมี 9 พรรคการเมืองที่ไม่นโยบายที่ใช้จ่ายเงิน
ล่าสุดมี 5 พรรคการเมืองที่คณะกรรมการตรวจสอบมีมติให้‘ชี้แจงข้อมูล’ และส่งเอกสารเพิ่มเติม ที่น่าสนใจคือพรรคประชาชนจะต้องชี้เพิ่มเติม ได้แก่ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ,นโยบายจัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ,นโยบายการแก้ปัญหาหนี้เกษตรกร ,โครงการเมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย,โครงการยกระดับเอสเอ็มอี โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จรวมถึงโครงการนโยบายสินเชื่อสร้างตัว เอสเอ็มอีและกองเพิ่มผลิตคุณภาพเอสเอ็มอี

‘พี่แหวง’ ระบุว่า ทั้งหมดต้องให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ก่อนที่จะเข้าคูหา ‘กากบาท’ เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
‘พี่แหวง’ ระบุอีกว่าที่ กกต.ทำอยู่ในตอนนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลถึง ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ความเสี่ยง’ ของนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ
คำถามคือ ในเมื่อนโยบายมี ‘ความเสี่ยง’ และ ‘ความคุ้มค่า’ แล้ว ถึงปล่อยให้ประชาชนไป ‘เสี่ยงกากบาท’ ซะเล่า
‘พี่แหวง’ ชี้แจงสวนความสงสัยที่ว่านั้นทันทีว่า
‘เราไม่มีอำนาจในการยกเลิก เพียงแต่เป็นข้อสังเกต’
ในการเมือง‘ยุคใหม่’ นโยบายคือ ‘ตัวชี้ขาด’ ที่สำคัญยิ่ง ไม่งั้นเวทีดีเบตจะจัดขึ้นมาทำไม ปัญหาหลายเรื่องต้องได้รับการสะสางแก้ไข แต่ละพรรคการเมืองก็มุ่งเสนอนโยบายเพื่อ ‘ขจัดปัญหา’ ต่าง ๆ เหล่านั้น
การที่ กกต. ตรวจสอบนโยบาย แล้วให้แค่ ‘ข้อสังเกต’ และ ‘ความคุ้มค่า’ จึงไม่ต่างอะไรกับเอาเอกสารไปตรวจแล้วเผยแพร่โดยไม่ได้บอกถึง ‘ภัยร้าย’ ของนโยบายต่าง ๆ
เห็นจะ ๆ ยังทำได้แค่นี้แล้ว ‘นับประสาอะไร’กับการซื้อเสียงเลือกตั้ง การทุจริตการเลือกตั้งทุกรูปแบบ หากปล่อยไปแล้วต้องมีหลักฐานแบบ ‘คาหนัง คาเขา’
โอกาสที่สังคมจะเห็น ‘ใบส้ม-ใบเหลือง-ใบแดง ’ คงไม่น่าที่จะเกิดขึ้นแหงๆ
<<<<<<>>>>>>>
พรรคปชน.ชูแก้‘ประกันสังคม’
ปลุก‘คนทำงาน’ชิงธงเลือกตั้ง
ประกันสังคม มีผู้ประกันอยู่ในระบบราว 25 ล้านคน ดูแลเงินในกองทุนก้อนมหาศาลกว่า 3 ล้านล้านบาท เลยไม่ต้องแปลกใจหาก พรรคประชาชน จะใช้เรื่องราวในประกันสังคมมา รณรงค์หาเสียงในช่วงนี้ แต่ที่น่าแปลกใจคือทำไมพรรคการเมืองต่างๆ ถึงไม่แตะหรือแตะน้อยมากทั้งเป็นเรื่องสำคัญ
พรรคประชาชน ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ไปจนถึงพรรคก้าวไกล จับเรื่องนี้มานาน มีตัวชูโรงสำคัญคือ ‘เซีย จำปาทอง’ คราวนี้มาผสมโรงกับ ‘รักชนก ศรีนอก’ จึงได้รับความน่าสนใจขึ้นมา ปัญหาที่พูดกันตอนนี้ คือกรณี‘บอร์ดประกันสังคม’ ซึ่งจะเปลี่ยนจาก ‘การเลือกตั้ง’ มาเป็น‘การสรรหา’ และ ‘ความไม่ปกติ’ นานาสารพัดในการใช้เงินของประกันสังคม
เข้าใจกันก่อนว่า การเลือกตั้ง‘บอร์ดประกันสังคม’ ครั้งแรกของไทย เกิดขึ้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2566 เพื่อเลือก ‘ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง’ และ ‘ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน’ ฝ่ายละ 7 คน ในอดีตการเลือกบอร์ดประกันสังคม ทำโดย ‘ทางอ้อม’ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำให้กองทุนไม่มีความโปร่งใส ไม่มีการพัฒนาโดยเฉพาะการรักษาพยาบาลให้กับผู้ประกันตนมากเท่าที่ควร รวมถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆ
วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 กระทรวงแรงงานออกระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ทำให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ครั้งนั้น กลุ่ม‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ ชนะถล่มทลาย ได้รับคะแนนสูงสุด 6 อันดับจากมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งราว 156,870 คน
กลุ่ม‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคก้าวไกล
เรื่องของเรื่องการเมื่อ ‘บอร์ด’ ครบวาระ มีความพยายามเปลี่ยนจากการเลือกตั้งมาเป็นการสรรหา
อีกส่วนคือความ ‘ไม่ปกติ’ ในการใช้งบประมาณผ่านโครงการสารพัด ตั้งแต่การซื้อตึก ทำปฏิทินตั้งโต๊ะ ฯลฯ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ‘ไม่คุ้มค่า’ เรื่อยไปจนถึงกาเอาเงินไปลงทุนให้หุ้นต่างๆเพื่อแสวงหากำไร ซึ่งที่ผ่านมาถูก‘ฝ่ายการเมือง’ เข้ามาล้วงลูก
น่าสนใจว่า การเอาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมาผสมกับการเลือกตั้งใหญ่ของพรรคประชาชนครั้งนี้จะ ‘จุดติด’ หรือไม่
ถ้าจุดติดก็มีสิทธิ์เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ได้เพราะ ‘ผู้ประกันตน’ นั้นคือ ‘คนเดียวกัน’ กับผู้กำลังจะออกไปเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้




