เรื่องมันมีอยู่ว่า การทลายแหล่งเปลี่ยนกระดาษคำตอบในการสอบข้าราชการมหาดไทย เป็นปรากฎการณ์ที่สิ้นหวัง เน่าเฟะ อย่างยิ่งที่ต้องถูกจดบันทึกไว้ และน่าอายกว่าการสอบเข้าของเด็กนักเรียน ที่ยังมีความสุจริตมากกว่า <> ศาลรัฐธรรมนูญ เสาหลักในภาวะองค์กรอิสระหลายหน่วยงานกำลังวิกฤตด้านความน่าเชื่อถือ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘เละเทะ-เน่าเฟะ’ประเทศไทย
‘โกงสอบ’ประจานกันโจ๋งครึ่ม
ไม่ใช่ ‘ครั้งแรก’ ที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงใหญ่เกรด A ตกเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการ ‘สอบเข้าบรรจุ’ เป็นข้าราชการในสังกัด ในอดีตเคยเกิดกรณี ‘สอบนายอำเภอ’ เป็นข่าวฉาวระบือลือลั่น มาคราวนี้ เกิดกรณี ‘ทลาย’ โรงงานเปลี่ยน‘คำตอบ’ เพื่อสอบเข้าเป็นข้าราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามข่าว‘เบื้องต้น’แต่ละคนต้องจ่าย 350,000-800,000 บาทเพื่อ ‘แลก’ กับการ ‘สอบผ่าน’ รวมๆคราวนี้ก็วงเงินราวๆ 4,500 ล้านบาท
ที่ ‘มท.หนู’ แปลกใจนั้น ‘ถูกต้องแล้วครับ’ มันเป็นไปได้อย่างไรที่ ‘ข้าราชการ’ ระดับเงินเดือนรับราชการไม่พ้น 20,000 บาทจะกล้าควักเงินหลัก ‘ครึ่งล้าน’ เพื่อมาเป็นข้าราชการ งานนี้เรียกว่าเข้าตำรา ‘ลงทุนเพื่อมาถอนทุน’ ในภายหลัง
นี่แหละที่เรียกกันว่า ‘ความเน่าเฟะ’ ในระบบราชการอย่างแท้จริง
เร็วไปนิดที่จะด่วนสรุปว่า ‘ข้าราชการระดับสูง’กับ ‘ข้าราชการเมือง’ ไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง การ ‘สั่งย้าย’ เบอร์1 ของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ที่เพิ่งเข้ามานั่งเก้าอี้เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568ถึงปัจจุบัน นั้น‘ชอบแล้ว’ แต่ก็ชอบแล้วแบบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ เพราะการทุจริตทำนองแบบนี้ ‘ใครจะเชื่อ’ว่าเพิ่งมี เพิ่งมา
มีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมฯอีก 2 คนที่ ‘คาบเกี่ยว’ กับช่วงเวลานั้นนั่นคือ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ที่ดำรงตำแหน่ง 12 กรกฎาคม 2568 -11 พฤศจิกายน 2568 และ‘อธิบดีพวง’ นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ที่มาทำหน้าที่ช่วง 17 พฤศจิกายน 2567 -28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งปัจจุบันนั่งอธิบดีกรมการปกครอง

การที่ สถ.อออกเอกสารชี้แจง ‘ขั้นตอน’ เพื่อป้องกันการโกง ด้วยการจ้าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ออกข้อสอบ คัดเลือกข้อสอบ จัดพิมพ์เตรียมข้อสอบ ขนส่งข้อสอบ จัดหาสถานที่สอบ จัดสอบภาค ก ภาค ข และภาค ค สถานที่เก็บแบบทดสอบ จัดหายานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ใช้ในการสอบ การประมวลผลคะแนนเพื่อประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และการเก็บรักษาข้อสอบและกระดาษคำตอบซึ่งใน‘ทุกขั้นตอน’มีภาคีเครือข่ายการป้องกัน ต่อต้าน การทุจริตการสอบแข่งขันฯ ที่ประกอบด้วย สถ.,ป.ป.ช.,ป.ป.ท.,DSI,ปปง.และคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)เข้า ‘สังเกตการณ์’ที่สำคัญมีการเก็บ ‘กระดาษคำตอบ’ในห้องมั่นคงอย่างดี
งานนี้ต้องมีอะไร ‘ผิดพลาด’ แน่ๆ ‘ทนไม่ไหวแล้วโว้ย’ กันจริงๆจังๆซักทีได้แล้วมั้ง
<<<<<<>>>>>>
ศาลรธน.ปราการ‘ด่านสุดท้าย’
ในภาวะองค์กรอิสระ‘ลงคลอง’
ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ถือเป็น ‘องค์กรตุลาการ’ ซึ่งแยกออกจาก ‘องค์กรอิสระ’ อย่างชัดเจนปัจจุบันรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดองค์กรอิสระไว้ 5 องค์กรซึ่งประกอบด้วยกกต.,ป.ป.ช.,คตง.,สตง.และ กสม.
ในทั้ง 5ขององค์กรอิสระขณะนี้ กกต.กับป.ป.ช.กำลังถูก ‘ท้าทาย’ ในแง่ของความ ‘น่าเชื่อถือเชื่อมั่น’ ขั้นเข้มข้นสูงสุด ในกรณีของกกต.นั้น ‘เรื่องใหญ่’ ที่กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนในระยะเวลาอันไม่ไกลนี้คือกรณี ‘ฮั้วสว.’ ขณะที่ป.ป.ช.นั้น กำลังผจญมรสุมหนักจากกรณี ‘สินบนทองคำ’ ที่ป.ป.ช.คนหนึ่งตกเป็น ‘ผู้ถูกกล่าวหา’ เสียเอง
ในเร็ว ๆ นี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในศาลรัฐธรรมนูญ หลังการพ้นตำแหน่งของ ประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ชื่อ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งจะนำมาซึ่งการเลือกประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ‘คนใหม่’
เหลียวซ้ายแลขวา ‘ว่าที่ประธานคนใหม่’ น่าที่จะอยู่ในกลุ่มที่กำลังจะต้อง ‘พ้นวาระ’ ในเดือนเมษายน 2570 ที่ประกอบด้วย นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม,นายวิรุฬห์ แสงเทียน,นายจิรนิติ หะวานนท์นายนภดล เทพพิทักษ์ ขณะที่นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ จะพ้นวาระในปี 2570 เช่นกันแต่เป็นเดือนสิงหาคม ขณะที่ นายอุดม รัฐอมฤต จะพ้นวาระในปี 2573
ยังไม่มีใครรู้ว่า ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะ‘เลือกใคร’ ขึ้นมาทำหน้า แต่หากดูจะพบว่า นายวิรุฬห์ แสงเทียน นั้นดำรงตำแหน่ง‘นานที่สุด’ ขณะที่ นายจิรนิติ ก็ดูจะถูก‘กล่าวถึง’อยู่ไม่น้อย
หลักๆของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคือ การ‘วินิจฉัย’ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้มี 2 เรื่องสำคัญ ที่สังคมจับตา
1.คือร่างพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
2. กรณี ‘บาร์โค้ด’กับ‘คิวอาร์โค้ด’ที่นำมาซึ่ง ‘ลับ-ไม่ลับ’จากการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
แต่ใช่ว่าจะหมดลงแค่นั้น ในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายกำลัง ‘เผชิญหน้า’ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา256 ซึ่งมี ‘จุดสลบ’ สำคัญคือ ตกลงแล้ว สสร.หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมาจากการ ‘เลือกตรง’จากประชาชนได้หรือไม่
ที่สุด หากหาข้อสรุปในแบบที่เรียกว่า ‘เป็นที่สุด’ ไม่ได้ สุดท้ายก็คงต้องไปที่ ‘ครูอังคณา’ อีกเป็นแน่
ทุกวิกฤตการเมืองของไทย มีหลายเหตุและไม่มีกี่ปัจจัยที่จะบอกถึงการ ‘จะอยู่หรือจะไป’ ของรัฐบาล ซึ่งแน่นอน ‘วิกฤตด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ถือเป็นหนึ่งในนั้น




