เรื่องมันมีอยู่ว่า ย้อนประวัติศาสตร์ ป.ป.ช.เคยถูกพิพากษาลงโทษจำคุก ในการขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง ทำให้กรณีของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนให้กับสังคม <> ขนทีมงานสุดซอยจากกระทรวงอุตสาหกรรม มาช่วยงานที่กระทรวงพลังงาน ‘ขิง สุดซอย’ พยายามอย่างหนักในการควบคุมราคาน้ำมัน <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
จาก‘ขึ้นเงินเดือนตัวเอง’ถึงยกคำร้องศักดิ์สยาม
ป.ป.ช.พึงระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ได้ยิน ประภาศ คงเอียด 1 ในกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวในเวทีเสวนา ‘บัญชีทรัพย์สิน : ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย’ ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับเดลินิวส์ ประโยคสำคัญที่ ‘ขบคิด’ คือ ช่วงที่ระบุว่า
‘โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเรื่องอะไร คือเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี การวินิจฉัยของ ป.ป.ช. คือการวินิจฉัยเรื่องจงใจ หรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริง หรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป ก็ต้องดูว่าประเด็นอะไรด้วย’
ถึงวันนี้ กรณี บัญชีทรัพย์สินของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ที่มีการยื่นให้ ‘ตรวจสอบ’หลังศาลรธน.มีคำวินิจฉัยว่า บริษัท บุรีเจริญ เป็นของศักดิ์สยาม จนเวลานี้สังคมก็ยังไม่ได้เห็นชัดๆว่า ตกลงแล้ว ป.ป.ช.มี ‘มติ’ ว่า ‘ไม่มีเจตนาปกปิด’ นั้น มติเท่าไหร่ และถ้า ‘ชัด’ ขึ้นมาเมื่อไหร่เดี๋ยวได้มีการไปร้อง ‘ศาลฎีกา’ แน่
กรณี มติ ป.ช.ช.แบบ ‘ค้านสายตา’ แบบนี้ทำเอานึกไปถึงเหตุการณ์ ป.ป.ช.เคย ‘ขึ้นเงินเดือนตัวเอง’ ครั้งนั้น สว.นำโดยพล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ได้ยื่นร้องไว้ว่าผิดกฎหมาย จน 26 พฤษภาคม 2548 ศาลฎีกาฯได้มีคำพิพากษาให้ กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะด้วยมติ 6 ต่อ 3 มี ‘ความผิด’ กรณีขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง และสั่งจำคุกคนละ 2 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา
กำลังจะบอกว่า หาก ป.ป.ช.ทำผิดก็ ‘มีสิทธิ’ ติดคุกได้เหมือนกัน ไม่ต่างอะไรกับ กกต.เช่นกัน
แต่เวลาต้องดู มติในเรื่องนี้ของป.ป.ช.ให้ชัดซะก่อน จากนั้นจะต้อง ‘ดูต่อ’ ว่า สว.ซึ่งเป็น ‘ต้นทาง’ของป.ป.ช.นั้นจะปฏิบัติการแบบ ‘พล.ต.อ.ประทิน’ หรือไม่ เพราะก็อย่างที่รู้กันสว.ปัจจุบันส่วนใหญ่ ‘สีอะไร’
ประเด็นนี้เป็น ‘เรื่องใหญ่’ เพราะการตรวจสอบทรัพย์สินของรัฐมนตรีคือ ‘หัวใจ’ของการจัดการการทุจริตและประพฤติมิชอบ
จะ ‘เงียบนิ่ง’ อยู่อย่างนี้ ป.ป.ช.นั่นแหละมีแต่ ‘เสียกับเสีย’
<<<<<>>>>>
ประชุมทีหลัง-ลดราคาน้ำมาก่อน
‘ขิง’ตามรอย‘สั่งวันนี้ได้เมื่อวาน’
น่าจะ ‘ติดใจ’ กับ ‘ชุดทำงาน’ ที่เจ้าตัวตั้งชื่อเองกับมือว่า ‘ทีมสุดซอย’ หลังสร้างผลงานสั้น ๆ สมัยนั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม จึงไม่แปลกที่คราวนี้ ‘รับหน้าที่’ใหญ่ เดิมพันทางการเมืองสูงกว่า แถมมาด้วย ‘ต้นทุน’ ที่แทบไม่เป็นที่คาดหวัง เผลอๆ กระเดียดไปทาง ‘รอดูน้ำยา’ซะด้วยซ้ำไปว่า กระทรวงพลังงาน หัวใจสำคัญในการ ‘ขับเคลื่อน’ เศรษฐกิจชาติ ในมือ ‘ขิง สุดซอย’ หรือ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จะไปได้ซักกี่น้ำ
แต่นับจากวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจบลง ดูเหมือน ‘ขิงสุดซอย’ จะเร็วแรงแซงโค้ง แสดงบทบาท ‘ตีคู่’ มากับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง กันเลยทีเดียว

ล่าสุด ‘ทีมสุดซอย’ ซึ่งเป็น ‘คณะทำงาน’ ของเอกนัฎ สรุปผลงานในช่วง 6 – 24 เมษายนไว้แล้ว ‘เอกนัฏ หั่นราคาน้ำมันไปแล้ว 8.84บาท’ ที่สำคัญยัง ‘ตีปี๊บ’ ล่วงหน้าอีกด้วยว่าในการประชุมกนง. วันที่ 23 เมษายน จะลด ‘ค่าการกลั่น’ ด้วยการใช้คำว่า ‘จ่อลดเพิ่ม 2 บาท’
ก่อนวันที่ 23 เมษายน ‘ขิง สุดซอย’ บอกกับสื่อไว้ 2 วันล่วงหน้าว่า
‘ผมมีความตั้งใจว่า เมื่อประชุมครั้งนี้แล้วเสร็จ จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลในวันเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ในวันที่ 24 เมษายนทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุน’
‘มีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เพราะของเดิมตัวเลข 2 บาทมาจากตัวเลขเดือน มีนาคม และขณะนี้อยู่ในช่วงไม่ปกติ มีกฎหมายห้ามส่งออก น้ำมันที่ถูกกลั่นจะถูกใช้ในประเทศ คณะกรรมการจึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม ขณะที่เดือน เมษายนราคาขึ้นไป 15 บาท จึงมีแนวโน้มปรับลดลงกว่านี้’
จะถือเป็น ‘มิติใหม่’ ได้หรือไม่ ไม่รู้ แต่ ‘ขิง สุดซอย’ สั่งลดราคาหน้าปั๊ม ก่อนกาประชุมกบง.‘ล่วงหน้า’ ถึง 2 วัน
ครั้ง ‘เดอะหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งรองนายกฯควบรมว.มหาดไทย เคยพูดไว้ว่า ‘สั่งวันนี้ ได้งานเมื่อวาน’ ซึ่งสะท้อนหลาย ๆ อย่างต่อการกำกับดูแล แต่นี่ ‘เดอะขิง’ ออกข่าวลดราคาก่อนการประชุมจะเกิดขึ้น
งานนี้เลยถามกันให้คึกคักเลยว่า ‘เดอะขิง’ มีดีอะไร ถึงมั่นใจเช่นนั้น ‘วงใน’ ใบ้ว่า มีแล้วกันเป็นกำลังภายใน ‘ระดับปรมาจารย์’ เลยทีเดียวเชียวนะ




