เรื่องมันมีอยู่ว่า สถานการณ์ของพรรคสีน้ำเงิน หลายนโยบายชักเข้า ชักออก จนกระแสเริ่มตก พรรคส้มแทนที่จะช่วงชิงโอกาส แต่ทำได้แค่คงสภาพ ไม่พุ่งขึ้นตามที่คาดหวัง และหวังจุดตายในคดีฮั้ว สว. มาโค่นพรรคสีน้ำเงิน<>คดีที่สะเทือนขวัญล่าสุด ทำให้เสียงเรียกร้องการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างเข้มงวด และจริงจัง เริ่มเป็นกระแสอีกครั้ง <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘พิธา’ปลุก‘สามัคคีคือสิ่งสำคัญ’
‘ส้ม’ขี่‘ฮั้วสว.’สู้ระบอบ‘สีน้ำเงิน’
‘ความสามัคคีภายในพรรคคือสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก ขอให้สมาชิกเชื่อใจกัน ทำงานเป็นทีม และยึดหลัก ‘Your problem is my problem’ หรือ ‘ปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน’เพื่อร่วมกันผลักดันให้พรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ และเป็นทางเลือกของประเทศในอนาคต โชว์ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกมากกว่าสีน้ำเงินอย่างเดียว’
เป็น‘ช่วงหนึ่ง’ที่ผู้เกือบได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคกล่าวปาฐกถาไว้ในงานสัมมนาพรรคประชาชน ที่โรงแรมเมเปิล เมื่อวันที่ 1-2 สิงหาคมที่ผ่านมา
การเรียกร้องหาความสามัคคีของ ‘พิธา’ ฟังแล้วดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นเป็นไปในทิศทางเดียวกับ ‘ปิยบุตร’ ที่ประกาศ‘ถอยห่าง’และถามหา ‘อุดมการณ์’ ทางการเมืองตั้งแต่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ ซึ่ง ‘ไกล’ กว่าความต้องการจะเป็นรัฐบาลของพรรคประชาชนในเวลานี้

จะบังเอิญหรือย่างไร ไม่ทราบได้ จู่ๆก็มีการเผยแพร่หนังสือ ‘ประชาชนที่ไม่ยอมจำนน’ ของ ‘แก้วตา’ หรือ ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.พรรคประชาชน ทายาทการเมือง ‘รุ่น3’ ซอยราชครู เนื้อหาก็ว่าด้วเรื่อง ‘คุกคามทางเพศ’ จะยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่า นี่คือการ ‘ตอกย้ำ’ ภาพปัญหา ซึ่งในอดีต พรรคประชาชน ถูกมรสุมทางการเมืองด้วยเรื่องทำนองนี้
สำหรับ‘แก้วตา’ นั้นก่อนหน้านี้ เธอเคยออกมาเปิด ‘แผลใหญ่’ ไปแล้วว่าด้วยเรื่อง ‘สเปกเตอร์ ซี’ ที่คราวนั้นมาพร้อมๆกับเรื่อง ‘เลเซอร์ ไอดี’ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องที่ว่ามีการนำไปร้องให้กกต.สอบสวน เพราะกล่าวหาว่าเข้าจ่ายความผิดโทษถึงขั้น ‘ยุบพรรค’
พูดถึง ‘ชนักติดหลัง’ สำหรับ ‘หัวหน้าเท้ง’ ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ณ เวลานี้ยังมีคดี ‘44 สส.’ที่รอคำตอบสุดท้ายจากศาลฎีกา และในวันที่ 4 สิงหาคม ศาลฎีกากำลังเริ่มกระบวนการ ‘ตรวจพยานหลักฐาน’
เวลานี้ พรรคสีส้มซึ่งหากบอกให้ชัดคือ ‘ไอติม’ หรือ พริษฐ์ วัชรสินธุ์ กำลังไล่บี้คดี ‘ฮั้วสว.’ อย่าง ‘คะนองนา’ มาร่วม 2 เดือน เห็นๆว่า เร็วนี้จะขยับ ‘เป้า’ ไปที่ ‘7 กกต.’ ซึ่งกำลังงวดเจ้ามาทุกขณะกับการลงมติว่าจะ‘เหมาเข่ง’ ทั้ง 229 คนหรือไม่
คดี‘ฮั้วสว.’ จะสลับไปขยี้‘ฝ่ายบริหาร’ผ่านผลงานการเป็นรัฐบาล เรื่อยไปจนกระทั่งการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะ‘ปิดท้าย’ปลายสมัยประชุมสภาว่าด้วยเรื่อง‘ไม่ไว้วางใจ’
ทางหนึ่งเหมือน ‘ระบอบส้ม’ กำลังขึงพืด ‘ระบอบน้ำเงิน’ แต่หาก‘เพลิดเพลิน เจริญปาก’ งานนี้มีหวังหงายหลังได้เช่นกัน
‘เกมใหญ่’ ในการห้ำหั่นทางการเมืองนั้นไกลกว่านั้นมาก ก็อย่างที่หัวหน้าเท้งบอกไว้ในฉากเริ่มต้นว่าระบอบสีน้ำเงินนั้นไกลกว่าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘เอเย่นต์’ อยู่ในขณะนี้
ในสถานการณ์ปัจจุบันเหมือน‘น้ำเงิน’ ขาลง แต่แปลกมั้ยที่ ‘ส้ม’ ไม่ยักจะ‘ขาขึ้น’ ได้แค่ ‘ทรงๆ’ ไหลเรื่อยๆไปตามสภาพการเมือง ภาษามวยเรียกว่า ออกหมัดเข้าเป้า จะแจ้ง กรรมการให้คะแนนแน่น
แต่ที่ยังไม่ไปไหน เพราะยังไม่มี ‘หมัดเด็ด’ ที่เข้าเป้าประเภท‘กระโดงคาง’ให้เห็น
<<<<<>>>>>>
โทษ‘ประหารชีวิต’กระหึ่มอีกครั้ง
‘หนู’รับลูก‘คิดเหมือนประชาชน’
เหตุการณ์ ‘ฆ่า 5 ศพ’ที่จ.ชลบุรีกำลัง ‘ปลุกกระแส’ โทษประหารชีวิตให้กลับมาเป็น ‘ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์’ อีกครั้ง ด้วยเพราะ ‘ความโหดเหี้ยม’ ผิดมนุษย์ในช่วงเวลาเพียงแค่ 20 วัน กับการฆ่าคนทั้งพ่อแม่ลูก และสองพี่น้องชาวรัสเซีย
กรณี‘โทษประหารชีวิต’ ก็อย่างที่รับรู้กันว่า ประเทศไทยยัง‘ใช้อยู่’ ล่าสุดที่มีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษนั้น เกิดขึ้นใน ปี2561 และหากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น เกิดขึ้นในปี 2552 จะเห็นว่า ‘ทั้ง 2 ครั้ง’มีระยะเวลาห่างกัน‘ไม่เกิน10 ปี’
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะตาม‘นิยามสากล’ระบุว่า หากประเทศใดก็ตามที่กฎหมายยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ แต่‘ไม่มีการประหารชีวิตมนุษย์จริง ๆ เลยเป็นเวลา 10 ปีติดต่อกัน’ สหประชาชาติจะถือว่าประเทศนั้นมีการ‘พักการใช้’โทษประหารชีวิตโดยปริยาย แต่สำหรับบ้านเราโทษนี้ยังมีอยู่ หลังลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุ นายกฯและรมว.มหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์ไว้น่าสนใจว่า
‘ประชาชนคิดอย่างไร ผมก็คิดอย่างนั้น แต่เป็นนายกฯจะไปพูดไม่ได้ เดี๋ยวต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย’
เหมือน นายกฯหนู จะรับรู้ว่าประชาชนมีความรู้สึกต่อเรื่องนี้เช่นไร
‘โทษประหาร’ อาจจะเป็นทางหนึ่งซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่า จะแก้ไขปัญหาสังคม ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกเมื่อ เชื่อวันในสังคมได้ และไม่ใช่เฉพาะคดี‘ฆาตกรรม’แต่น่าจะรวมไปถึงคดี‘ยาเสพติด’และปัญหาการ ‘คอร์รัปชัน’ อีกด้วย
ความน่าสนใจในปัญหานี้อยู่ที่ ‘ตำรวจ’ ที่หลังเกิดเหตุในกรณี‘พ่อ แม่ ลูก’ มีเจ้าทุกข์ไปแจ้งความแต่ สืบเสาะหาตัวคนร้ายไม่ได้ มิหนำซ้ำยังมีการลือกันอีกว่า ‘ปล่อยปละละเลย’ จนเกิดเหตุการณ์ ‘ซ้ำสอง’
ปัญหานี้ส่วนสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม ‘ขึ้นต้น’ คือ ตำรวจ ซึ่งที่ผ่านมา‘เสียงเรียกร้อง’ ในลักษณะให้มีการ ‘ปฏิรูปตำรวจ’หรือจะให้ลงไปมากกว่านั้นคือการ ‘ปฏิรูปกระบวนการสอบสวน’
การมีผบ.ตร.คนที่16 ผู้เคยผ่านงานสอบสวนปราบปรามมาอย่างโชกโชน ที่ชื่อ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ที่มีอายุรายการ 7 ปีกว่าจะเกษียณน่าจะทำเรื่องนี้ให้‘จริงจัง’
วางโครงสร้างให้มีประสิทธิภาพเป็นที่พึ่ง และหวังได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ที่ผ่านมา แม้จะ ‘รับลูก’เรื่องการปฏิรูปตำรวจ แต่ก็ยัง ‘แก้และเกาไม่ถูกที่คัน’ ขืนปล่อยกันไปอย่างนี้ แม้จะมี‘โทษประหารชีวิต’ แต่ที่ผ่านมา ผู้กระทำไม่เกรง เพราะรู้ว่า ทุกกระบวนการยุติธรรมนั้น‘มีช่อง’ ทั้งสิ้น
โทษประหารชีวิตสมควรมีอยู่ และต้องใช้อย่างจริงจังเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะมีใคร ‘คัดค้าน’ แต่สิ่งที่ต้อง ‘รีบทำ’ คือกระบวนการสืบสวนสอบสวน ที่เร็วทันท่วงทีและ ‘ตรงไป ตรงมา’
ถ้าจะ‘ปฏิรูปตำรวจ’กันจริงๆ ไม่ถึง 7 ปี ก็ทำได้ อยู่ยาวอยู่สั้น‘ไม่สำคัญ’ เท่า ‘อยู่แล้วทำ’ หรือเปล่า เท่านั้นเอง




